อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 21 มกราคม 2564

มาแล้ว "PM 2.5" ฝุ่นจิ๋วก่อโรคทางเดินหายใจ

PM 2.5 ก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาของเนื้อเยื่อปอด ทำให้ในระยะสั้นเกิดโรคปอดอักเสบติดเชื้อง่าย ระยะยาวทำให้สมรรถภาพปอดถดถอย เสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น เสาร์ที่ 5 ธันวาคม 2563 เวลา 13.49 น.


พอเข้าสู่ฤดูหนาว ปัญหาที่กระทบสุขภาพประชาชนไม่ได้มีแค่ไข้หวัดสายพันธุ์ต่างๆ เท่านั้น แต่ด้วยสภาวะอากาศยังส่งให้เกิดฝุ่นละอองจำนวนมาก โดยเฉพาะ “ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” ที่หวนกลับมาแล้วอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ “รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล แพทย์ผู้เชี่ยวชาญคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาลและนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ รื้อฟื้นข้อมูลให้ฟังว่า PM2.5” คืออนุภาคขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเฉลี่ยน้อยกว่า 2.5 ไมโครเมตร แขวนลอยอยู่ในอากาศรวมกับไอน้ำ ควัน และก๊าซ สามารถนำพาสารต่างๆ ล่องลอยอยู่รอบตัวได้ในปริมาณสูงทำให้เกิดเป็นหมอกควันที่ถือเป็นมลพิษต่อสุขภาพของคน
 
“ผลกระทบต่อสุขภาพจะทำให้มีระคายเคืองจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ คนที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับระบบการหายใจ โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด จะทำให้โรคที่เป็นอยู่กำเริบขึ้นมาได้ และระยะยาวอาจก่อมะเร็งปอดและทำให้สมรรถภาพปอดของเยาวชนถดถอย”
 
ตั้งแต่ในเดือน ธ.ค.เป็นต้นไป ทุกคนต้องหมั่นตรวจสอบคุณภาพอากาศ เมื่อพบว่าดัชนีคุณภาพอากาศเป็นสีส้ม ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้มีโรคเรื้อรัง เด็ก ผู้สูงอายุ และ สตรีมีครรภ์ ควรงดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง แต่ถ้าเป็นสีแดง ขอให้ทุกคนหลีกเลี่ยง กรณีคนที่ไม่ใช่กลุ่มเสี่ยงแล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องใช้หน้ากาก N95 หรืออย่างน้อยเป็นหน้ากากอนามัยซ้อนกัน 2 ชั้น โดยไม่ว่าจะใช้หน้ากากชนิดใดต้องสวมใส่ให้กระชับใบหน้าและจำกัดระยะเวลาการสัมผัสฝุ่นให้น้อยที่สุด
 
“รศ. นพ.นิธิพัฒน์” ระบุว่า โดย PM2.5 เกิดจากไอเสียจากยานพาหนะ การเผาไหม้ในครัวเรือนและที่โล่งแจ้ง ควันและก๊าซจากโรงงานอุตสาหกรรม ฝุ่นจากการก่อสร้าง และสารที่เกิดจากกระบวนการทางเกษตรกรรม เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะก่อให้เกิดการอักเสบรุนแรงและการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาของเนื้อเยื่อปอด ทำให้ในระยะสั้นเกิดโรคปอดอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้นรวมถึงโรคโควิด-19 โรคหืดและโรคถุงลมโป่งพองกำเริบ
 
ส่วนในระยาวจะทำให้สมรรถภาพปอดถดถอยและมีโอกาสเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น และเนื่องจากสามารถหลุดรอดผ่านกระแสเลือด ไปทำลายอวัยวะต่างๆ ได้ทั่วร่างกายด้วย จึงทำให้เกิดโรคความดันเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคไตเรื้อรังตามมา รวมถึงโรคสำคัญอื่น ๆ  อีกมาก
 


ขณะที่ “ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานชมรมป้องกันและฟื้นฟูหัวใจ สมาคมแพทย์โรคหัวใจแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บอกว่า องค์การสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก ระบุว่า “มลพิษในอากาศ” มีความสัมพันธ์กับการเพิ่มการตายจากโรคปอด 43%   โรคมะเร็งปอด 29% ตายจากโรคหัวใจ 25%  และโรคหลอดเลือดสมอง 24% ส่วนในประเทศไทยมีรายงานในปี 2560 พบว่าอัตราตายที่เกี่ยวข้องกับมลพิษในอากาศทั้งในและนอกบ้าน 28.5% ต่อประชากรหนึ่งแสนคน
 
มลพิษในอากาศที่ก่อผลเสียต่อสุขภาพชาวโลกและชาวไทยมากที่สุด คือ PM2.5 ซึ่งการป้องกันตัวนอกจากการใส่หน้ากากอนามัย แล้วควรหมั่นทำความสะอาดที่พักอาศัยดูดฝุ่น และระบายอากาศในห้องให้ถ่ายเทได้ดี ใช้เครื่องกรองอากาศ ไม่สร้างฝุ่นเพิ่ม เช่น จุดฟืนไฟในบ้านแล้ว รวมถึงหมั่นตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์ด้วย.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 48