อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อย่าหาทำ!"หน้ากากใต้คาง"จุดเปลี่ยนแพร่เชื้อโควิด

ขอความร่วมมือประชาชนสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง ครอบทั้งจมูกและปาก ซึ่งจะช่วยเราในการป้องกันโรคได้ แต่หากสวมหน้ากากอนามัยที่ไม่ถูกต้อง ก็มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อได้ เสาร์ที่ 12 ธันวาคม 2563 เวลา 13.55 น.


แม้ว่ากระทรวงสาธารณสุขจะออกมาแถลงยืนยันว่าการระบาดของโรคโควิด–19 จากสาวไทยลักลอบหอบโรคข้ามแดนเข้ามาแบบผิดกฎหมาย อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ แต่ประเด็นหนึ่งที่ต้องหยิบยกมาพูดคุยกันในวงกว้างนอกจากการสกัดกั้นการลักลอบข้ามแดนแบบผิดกฎหมายแล้ว จะเห็นว่า “การสวมหน้ากากอนามัย”  คืออีกเรื่องที่ต้องสื่อสารกันให้มากขึ้น
 
เพราะหนึ่งในจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีความเชื่อมโยงกับการระบาดของโควิดจากท่าขี้เหล็ก คือ เคสสาวสิงห์บุรี ที่มีบางช่วงบางจังหวะชีวิตที่สนามบินแม่ฟ้าหลวง มีโอกาสได้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ลักลอบข้ามแดนมาจากจังหวัดท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมา โดยพบว่ามีการสวมหน้ากากอนามัยไม่ถูกต้อง คือ “สวมไว้ใต้คาง” ของผู้แพร่ และผู้รับเชื้อ
 
ทั้งนี้จากการสำรวจความเห็นประชาชนโดยกรมอนามัย รวมถึงการสำรวจของกรมควบคุมโรค ก็จะพบว่าพฤติกรรมการสวมหน้ากากอนามัยของคนไทยนั้นเป็นแบบขึ้นๆ ลงๆ คือ พอมีรายงานผู้ติดเชื้อโผล่ขึ้นมาอัตราการสวมหน้ากากอนามัยก็จะเพิ่มสูงขึ้น แต่พอสถานการณ์คลี่คลายอัตราการสวมหน้ากากก็ลดลงฮวบฮาบเช่นเดียวกัน


 
อย่างไรก็ตาม ถ้าลองสังเกตดูในสังคมเราจะเห็นด้วยว่ามีคนจำนวนไม่น้อย ที่มี พฤติกรรมสวมหน้ากากอนามัยเอาไว้ใต้คาง และอีกจำนวนไม่น้อยที่ มีสายร้อยหน้ากากอนามัยและแขวนคอเอาไว้ เสมือนว่าหน้ากากอนามัยเป็นเพียงเครื่องประดับหนึ่งชิ้น ชนิด “ของมันต้องมี” แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์อย่างแท้จริง  
 
“นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์” อธิบดีกรมควบคุมโรค  ระบุว่า สถานที่ไม่ใช่จุดเสี่ยง แต่จุดเสี่ยงอยู่ที่การไปพบปะกับผู้ติดเชื้อมากน้อยแค่ไหนในเวลานั้น เช่น 1. คนในครอบครัวเสี่ยงสูงแน่นอน 2. คนที่มีการพูดคุยกับผู้ป่วยผู้ติดเชื้อเกิน 5 นาที 3. มีการไอจามใส่กัน 4. อยู่ในสถานที่จำกัดอากาศถ่ายเทไม่สะดวก เกิน 15 นาที ถึงแม้ไม่ได้คุยกันก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูง  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการใส่หน้ากากอนามัยจะช่วยป้องกันได้ถ้าอยู่ใกล้ชิดกัน  ยิ่งถ้าใส่หน้ากากอนามัยทั้งคู่ความเสี่ยงยิ่งลดลง จึงยังต้องย้ำเรื่องของการสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะคือสิ่งจำเป็นมาก
 
จริงอยู่ที่หลายคนอาจจะมองว่าเมื่อสถานการณ์คลี่คลายลง คนก็จะขอผ่อนคลายบ้าง แต่ในภาวะโรคระบาดเช่นนี้คงต้องถามว่าพฤติกรรมแบบนี้เสี่ยงหรือไม่ โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เมืองไทยอยู่ในช่วงอากาศเย็นซึ่งมีโรคหวัด โรคระบบทางเดินหายใจอื่นๆ รวมถึงปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ด้วย การสวมหน้ากากอนามัยจึงเปรียบเสมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
 

  
ดังนั้น ขอความร่วมมือประชาชนในการสวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกต้อง โดยสวมให้ครอบคลุมทั้งจมูกและปาก ซึ่งจะเป็นมาตรการที่สามารถช่วยเราในการป้องกันโรคได้อย่างดี แต่หากสวมหน้ากากอนามัยที่ไม่ถูกต้องก็มีโอกาสที่จะเกิดการแพร่กระจายเชื้อได้ รวมถึงทำร่วมกับมาตรการเว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อยๆ ที่สำคัญคือการสแกน Application “ไทยชนะ” เพื่อช่วยเจ้าหน้าที่ในการควบคุมสถานการณ์โรคได้เร็วขึ้น จะเป็นการช่วยเซฟตัวเอง เซฟประเทศไทยได้.


คอลัมน์ :    คุณหมอขอบอก
เขียนโดย :  อภิวรรณ เสาเวียง.

ขอบคุณภาพจากเพจเฟซบุ๊ก “หมอตี๋ สาธิต ปิตุเตชะ”
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 57