อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

4ปีแห่งอำนาจสู่ตำนาน 'ทรัมป์'ที่โลกยากจะลืม

ตลอดระยะเวลาเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา สหรัฐเผชิญกับเรื่องเหนือความคาดหมายหลายเรื่อง แต่สิ่งที่น่าจะเป็น “ที่สุด” คือการที่ทำเนียบขาวได้ต้อนรับบุคคลซึ่ง “แทบไม่มีใครคาดคิด” ว่าจะขึ้นสู่การดำรงตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง ของประเทศอภิมหาอำนาจของโลก นั่นคือประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม 2563 เวลา 09.30 น.

แม้ผู้นำสหรัฐคนที่ 45 จะอยู่ในวาระเพียงสมัยเดียว คือ 4 ปี แต่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ทรัมป์ได้เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินนโยบายของสหรัฐ และจัดระเบียบโลกได้ใหม่ ในแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในแต่ละวันทำเนียบขาวแทบไม่ต้องจัดการแถลงข่าวประจำวันผ่านโฆษก เพราะผู้นำสหรัฐพร้อมตลอดเวลา ที่จะให้ผู้สื่อข่าวรุมยื่นไมโครโฟนถาม และไม่ได้เพียงให้ความเห็นด้วยวาจาเพียงอย่างเดียว ทรัมป์ถือได้ว่าเป็นผู้นำโลกที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์มากและ “เก่งที่สุด” เลยก็ว่าได้

ทุกครั้งที่ทรัมป์ทวีตข้อความอะไรออกมา สร้างแรงกระเพื่อมไปทั้งโลกแทบทุกครั้ง หุ้นแดงทั้งกระดาน ราคาน้ำมันพุ่ง ราคาทองขึ้น และค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนหรือจะแข็ง หลายครั้งที่สามารถอ้างอิงจากการทวีตแม้เพียงวลีเดียวของทรัมป์ได้


ทหารนาวิกโยธินของสหรัฐยืนประจำการหน้าประตูเข้าสู่ "ปีกตะวันตก" ของทำเนียบขาว ซึ่งเป็นห้องทำงานของประธานาธิบดี

นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ท้าทายกับ “ขั้วอำนาจเก่า” ด้วยการ “จับตาอย่างใกล้ชิด” ไปที่บรรดาข้าราชการหลายคน ซึ่งในสายตาของทรัมป์มองว่า “เป็นคนของดีปสเตท” ( Deep State ) แน่นอนเจ้าหน้าที่จำนวนหนึ่งถูกปลดออกจากตำแหน่ง เปลี่ยนหน้าที่ และลดบทบาท ผู้นำสหรัฐปฏิเสธเสียงแข็งว่า การกล่าวหาชัยชนะจากการเลือกตั้งของเขา “เป็นฝีมือของรัสเซีย” นั้น “เป็นทฤษฎีสมคบคิด” หน่วยงานที่ทรัมป์ถือว่าเป็นปรกปักษ์กับตัวเอง และไม่น่าไว้วางใจมากที่สุด หนีไม่พ้นบรรดาประชาคมข่าวกรอง และกระทรวงยุติธรรม

ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยัง “แหวกธรรมเนียม” ด้านมารยาททางการเมือง ด้วยการเรียกชื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูง ทั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลของตัวเอง และแกนนำของสภาคองเกรสทั้งพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน ด้วยชื่อต้นของอีกฝ่าย ขยายไปถึงการเรียกชื่อผู้นำต่างประเทศแทบทุกคนด้วยชื่อแรก

นอกจากนี้ ทรัมป์วิจารณ์นโยบายและการดำเนินงานขององค์กรระหว่างประเทศหลายแห่งอย่างเปิดเผย ว่ามีหลายเรื่อง “ที่ไม่เป็นประโยชน์” ต่อสหรัฐ โดยเฉพาะสหประชาชาติ ( ยูเอ็น ) และองค์กรพันธมิตรทุกแห่ง ซึ่งทรัมป์ลาออกจากการเป็นสมาชิก ยกเลิกและลดวงเงินสนับสนุน ไปจนถึงการลาออกจากการเป็นสมาชิกหน่วยงานหลายแห่ง และภาคีของสนธิสัญญาความร่วมมือระหว่างประเทศหลายรายการ

ที่ชัดเจนที่สุดคือการลาออกจากการเป็นภาคีข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ฉบับปี 2558 แล้วยกระดับความตึงเครียดในตะวันออกกลางขึ้นอีกขั้น ด้วยการกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวต่ออิหร่าน แม้นายโจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป แสดงความมุ่งมั่นนำรัฐบาลวอชิงตันกลับเข้าร่วมเป็นภาคีอีกครั้ง แต่ทุกฝ่ายที่เหลือ โดยเฉพาะรัฐบาลเตหะราน ไม่คาดหวังมากนักว่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะเดียวกัน ทรัมป์เดินหน้าวิจารณ์องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ ( นาโต ) ไปจนถึงพันธมิตรทางทหารของสหรัฐในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ตลอดจนซาอุดีอาระเบีย ผู้นำสหรัฐวิจารณ์ว่า บรรดาพันธมิตรเหล่านี้ “ไม่ได้ทุ่มเทมากพอ” และต้องการให้ “จ่ายมากขึ้น” ซึ่งหากจะอธิบายให้ง่ายกว่านั้นคือ “เรียกค่าคุ้มครอง”

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังสั่งถอนทหารจำนวนมากออกจากอัฟกานิสถาน อิรัก และโซมาเลีย ในช่วงใกล้หมดวาระ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์สร้างประวัติศาสตร์เป็นผู้นำสหรัฐในวาระคนแรก ที่ได้พบกับผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ซึ่งคนปัจจุบันคือนายคิม จอง-อึน


ส่วนหนึ่งของสคริปต์ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เขียนเอง เกี่ยวกับฐัตติการถอดถอน จากกรณียูเครน เมื่อปี 2562

การเร่งรัดเสนอชื่อและวิ่งเต้นให้วุฒิสภาที่พรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมาก อนุมัติตุลาการศาลฎีกาจนครบ 9 ตำแหน่ง และเพิ่มสัดส่วนของฝ่ายอนุรักษนิยมเหนือฝ่ายเสรีนิยมเป็น 6 ต่อ 3 เสียง ซึ่งหากนับเฉพาะในประเด็นนี้ เท่ากับว่าตลอดวาระการดำรงตำแหน่งของทรัมป์ ผู้นำสหรัฐคนที่ 45 เสนอชื่อผู้พิพากษาศาลฎีกามากถึง 3 คน และศาลระดับรัฐอีกมากกว่า 220 ตำแหน่ง

หนึ่งสิ่งสำคัญที่ทรัมป์กำลังจะทิ้งไว้ให้รัฐบาลสหรัฐชุดต่อ ๆ ไปดำเนินการต่อ และจะเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องจดจำว่าเกิดขึ้นในสมัยของทรัมป์ นั่นคือ “การปรับเปลี่ยน” รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับจีนในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งจะสร้างแรงกระเพื่อมไปทั่วโลกอีกยาวนาน

นายจัดด์ เดียร์ โฆษกทำเนียบขาว เคยกล่าวถึงทรัมป์ว่า คือผู้นำสหรัฐซึ่งคืนอำนาจให้แก่ชาวอเมริกันทั่วไป ไม่ใช่กลุ่มนายทุน แม้ทรัมป์เป็นนักธุรกิจมาก่อน แต่เมื่อก้าวเท้าเข้าสู่ทำเนียบขาว ทรัมป์ไม่ได้เข้ามาเพื่อทำลาย แต่ทำทุกอย่าง “เพื่อให้อเมริกาเป็นที่หนึ่ง” และ “อเมริกาต้องมาก่อน”

วิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ยังคงเล่นงานชาวโลกอย่างต่อเนื่อง และสหรัฐเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบหนักหน่วงที่สุด จริงอยู่ที่ทรัมป์เพิกเฉยต่อแนวทางปฏิบัติด้านสาธารณสุขหลายเรื่อง ที่ชัดเจนคือการสวมหน้ากากอนามัย แต่ต้องยอมรับว่าภารกิจจัดหาวัคซีนภายใต้การนำของทรัมป์นั้นคืบหน้าไปด้วยความรวดเร็วมาก และมาตรการเยียวยาทางเศรษฐกิจในเรื่องของการมอบเงินช่วยเหลือชาวอเมริกันทุกครัวเรือน

ตลอดเส้นทางการเมือง 4 ปี ของทรัมป์ในฐานะผู้นำ "ชาติหมายเลขหนึ่งของโลก" แม้อาจไม่ใช่ผู้นำ “ที่ดีที่สุด” แต่ชายผู้นี้จะยังคงเป็นที่พูดถึงและไม่หายไปจากความสนใจของชาวโลกโดยง่ายอย่างแน่นอน.

---------------------
ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AP, GETTY IMAGES, REUTERS


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    11%
  • ไม่เห็นด้วย
    89%

ความคิดเห็น