อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 26 มกราคม 2564

สิ้นปีชวดหนูไฟ เราคาดหวังอะไรกับปีฉลูวัว

ในรอบ 12 ปี พอเป็นปีชวดก็ต้องมีการระบาดของโรคหรือปัญหาทางสุขภาพอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เพราะเขามองหนูเป็นพาหะนำโรค พฤหัสบดีที่ 31 ธันวาคม 2563 เวลา 08.00 น.


อันดับแรกที่ต้องพูดกันคือปีชวดที่ผ่านพ้นไปนี่เรียกว่าหนักหนาสาหัสกับทุกคนจริงๆ มีคนมีความเชื่อว่า ในรอบ 12 ปี พอเป็นปีชวดก็ต้องมีการระบาดของโรคหรือปัญหาทางสุขภาพอะไรสักอย่างเกิดขึ้น เพราะเขามองหนูเป็นพาหะนำโรค อันนี้ก็แล้วแต่จะเชื่อกัน แต่ที่สุดแล้ว ปีนี้ถือว่าหนักมากสำหรับหลายๆ คน จากภาวะการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา หรือเชื้อโควิด-19 ที่ทำให้คนติดเชื้อทั่วโลกนับล้านคนไปแล้ว

ที่น่าขนลุกคือ เรามักจะเจอข่าวประเภทบั่นทอนกำลังใจไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับอีเชื้อโควิดนี่อีก ประเภทที่ว่า ไอ้ที่กลับมาระบาดใหม่มันเป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ ( ใช้คำว่าระบาดใหม่ เพราะไม่ใช่การระบาดซ้ำในกลุ่มประชากรเดิม) ซึ่งมาจากอินเดีย เมียนมา แล้วเชื้อมันแรง ในขณะที่ทางฝั่งโลกตะวันตกก็โดนอ่วมไม่ใช่น้อยเมื่อมีข่าวเชื้อกลายพันธุ์ในประเทศอังกฤษ ชนิดที่สามารถแผลงฤทธิ์ติดแรงกว่าเดิม 70%

พอมีข่าวแบบนี้ขึ้นมาบางประเทศก็ระงับการเข้าออกจากอังกฤษกันแทบจะทันที แล้วก็ลือลามไปถึงเรื่องของวัคซีนอีกว่า วัคซีนที่ทดลองกันอยู่มันเป็นวัคซีนจากเชื้อตัวเก่า ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเชื้อตัวใหม่จะสามารถใช้วัคซีนใหม่ได้ไหม ซึ่งความหวังก็ต้องฝากไว้กับการสาธารณสุขทั่วโลกในปีหน้าแล้วว่าวัคซีนของประเทศไหนออกมาใช้ได้ก่อน ทั้งของรัสเซีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา จีน หรือประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาวัคซีนของตัวเอง

เราคาดการณ์อะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับวัคซีนว่าจะสำเร็จผลได้มากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยที่เราทำได้คือการมีความหวังว่าอะไรๆ มันจะดีขึ้นเร็วๆ เสียที โควิดเป็นเชื้อโรคที่ระงับการมีปฏิสัมพันธ์กันของมนุษย์  แต่ปัจจัยพื้นฐานนี้ตัวเดียวก็ทำให้เศรษฐกิจ การท่องเที่ยวพังพาบไม่เป็นท่าไปแล้ว หลายธุรกิจน่าเห็นใจ แต่หลายธุรกิจนี่ต้องยอมรับว่า บางคนก็ “สะใจ” อยู่บ้างที่สมัยเฟื่องๆ โกง ไม่เห็นหัวคนไทย แต่วันนี้ได้ครวญกันแล้วว่าจะอดตาย

ใครจะด่ารัฐบาลอย่างไรก็ต้องยอมรับข้อนึงว่า “รัฐบาลไทยพยายามทำดีที่สุดแล้ว” จากการที่เราเป็นประเทศที่มียอดผู้ติดเชื้อในระดับรั้งท้าย  หลายคนบอก “ก็กูช่วยตัวเอง” แต่ส่วนหนึ่งมันก็มาจากนโยบายรัฐที่สั่งปิดสถานที่ที่มีคนพลุกพล่าน แม้จะกระเทือนภาคธุรกิจก็ยอม แต่การกลับมาระบาดใหม่รอบนี้ก็ต้องโทษพวกเจ้าหน้าที่กังฉินที่เห็นแก่เงินไม่กี่อัฐฬส ขนแรงงานเถื่อนเข้ามาทั้งที่รู้ว่าในเมียนมา โควิดระบาดหนักมาก

เราก็ทำอะไรไม่ได้ก็ต้องเอาใจช่วยรัฐบาลให้แก้ไขปัญหาได้โดยเร็วที่สุด หาวัคซีนได้โดยเร็วที่สุด ในฐานะที่คราวนี้อ้างได้แล้วว่าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเราก็ฝากความหวังไว้ได้ แล้วก็หวังว่าการเอาผิดคนที่เกี่ยวข้องกับการระบาดไม่ใช่การลูบหน้าปะจมูก เห็นเป็นพวกพ้องมียศศักดิ์คนในเครื่องแบบก็ดองเรื่องอีก อย่างตอนระบาดคลัสเตอร์แรกที่ฝืนจัดมวยที่สนามมวย ก็ไม่เห็น “นายทหารระดับสูง” คนที่อนุมัติโดนอะไรนอกจากเด้งเข้ากรุ

การแก้ปัญหาให้เร็วที่สุดคือการยุติการระบาดโดยเร็ว เอาคนผิดมาลงโทษ ซึ่งพอพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็หมั่นไส้เจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นมา เพราะการแพร่กระจายเชื้อจะอยู่ในที่อับ ที่มีการชุมนุมคนจำนวนมาก ล่าสุดเกิดเหตุที่มีการระบาดในบ่อนที่ระยอง ก็ไม่รู้ว่า ผบก.ภ.จว.ระยอง ออกมายืนยันโดยเร็วได้อย่างไรว่าระยองไม่มีบ่อน ไอ้ที่ไปเล่นกันคือลักลอบเล่นการพนัน คนแถวๆ นี้งงเป็นไก่ตาแตกว่าบ้านเรามีบ่อนถูกกฎหมายด้วยเหรอ มันก็ลักลอบเล่นกันทั้งนั้น

พูดก็พูดเถอะ ไอ้เรื่องปัดสวะปัญหาให้พ้นตัวหรือตรวจอะไรแล้วไม่พบนี่กลายเป็นตลกร้ายตั้งแต่รัฐบาลประยุทธ์ 1 แล้ว ปัญหาในบ้านเมืองเหมือนผี ที่ตำรวจไปหาแล้วไม่เจอ แต่ประชาชนเขารู้หมดว่ามันมี ตอนฝุ่น PM2.5 เยอะๆ ไปตรวจตามอู่รถเมล์ก็ไม่เจอรถที่เผาไหม้เชื้อเพลิงไม่สมบูรณ์ทำให้เกิดฝุ่น  กรณีลอตเตอรี่ราคาแพงก็ไปตรวจแล้วไม่พบขายเกินราคาซะอีก ทั้งๆ ที่เลขเด็ด เลขเก็ง ชาวบ้านเขาเจอขาย 120 บาทยังมี

หนึ่งในภาพข่าวที่ฮาที่สุดในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ 1 คือภาพตำรวจยืนกันเต็มถนนวอล์คกิ้งสตรีทที่พัทยา แล้วบอกว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจค้นพัทยาไม่เจอการค้าประเวณี” เชื่อเหอะไม่ใช่แค่คนไทยที่หัวเราะงอหายกลายเป็นมีมเล่นกันทั้งอินเทอร์เน็ต ต่างประเทศเขาก็ขำซะไม่รู้จะขำยังไง เพราะแถววอล์คกิ้งสตรีทนี่มัน “ขึ้นชื่อ” ซะขนาดนั้นว่า มันเป็นแหล่งอะไร แล้วพี่ตำรวจมากันเป็นฝูงขนาดนั้น คงมีโสเภณียืนให้จับอยู่หรอก

เรื่องบ่อนนี่ก็เหมือนกัน พอมีการระบาดในบ่อน ก็ยอมรับมันให้สิ้นเรื่องได้ไหมว่า มันมีบ่อนจริงๆ ไม่ใช่เลี่ยงบาลีเป็นลักลอบเล่นการพนัน คนไทยบางคนนี่เป็นพวกมะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก หรือเรียกว่าเป็นพวกหลวงประดิษฐ์วาทกรรมก็ได้ ที่จะสร้างวาทกรรมอย่างไรโยนเรื่องให้พ้นตัว เมืองไทย บ่อน, ซ่อง มันมี ไม่ยอมทำให้ถูกกฎหมายเองเพราะว่ากันว่าเป็นธุรกิจสีเทาที่ส่งส่วยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองเยอะอยู่ ให้ถูกกฎหมายก็อาจมีใครขาดรายได้

บางที..เริ่มต้นปีใหม่เราน่าจะเริ่มจากการที่แต่ละหน่วยงานยอมรับความจริงว่า “ประเทศเรามีปัญหาซุกใต้พรมเยอะ” แล้วค่อยๆ หยิบมันมาพิจารณาดูว่าจะแก้อย่างเป็น “ทางสายกลาง” อย่างไร ไม่ใช่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้วไม่ยอมรับจนจากคนไทยขำจะกลายเป็นอารมณ์เสียแล้ว อย่างเรื่องบ่อนนี่ก็ยอมรับเสียเถอะว่ามันมี แล้วก็ถ้าผีพนันเลิกเล่นไม่ได้คุณก็ลองศึกษาเรื่องการทำกาสิโนถูกกฎหมายเป็นโซนนิ่งไป อาจเป็นพื้นที่กันดารไกลๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

ก็มีคนเถียงมาอีกล่ะว่า จะตั้งกาสิโนก็ต้องเสียภาษีสรรพสามิต แล้วที่เล่นก็คนชั้นกลางลงล่างเสียเยอะ จะตั้งยังไงก็แก้ปัญหาบ่อนวิ่งไม่ได้ เหมือนกับเรื่องเกี่ยวกับการให้การค้าประเวณีถูกกฎหมายนั่นแหละ เขาบอกว่าถ้าจะให้มีการขึ้นทะเบียนบุคคลหรือสถานประกอบการใครมันจะขึ้นให้เป็นราคี พูดเรื่องเอาอบายมุขขึ้นบนดินมันเหมือนกินน้ำเห็นปลิง เห็นปัญหาไปหมด แต่บางทีก็น่าจะมีการทดลองนำร่อง แก้ปัญหาไม่ได้ก็เลิกไป

ในปี 64 ปีหน้า น่าจะเป็นปีแห่งการ “รื้อสร้าง” อะไรที่เป็นคุณค่าเก่าๆ ก็จะถูกตั้งคำถามเยอะ และพูดถึงเรื่องสิทธิเสรีภาพ หรือเสรีนิยมกันมากขึ้น ดูจากการที่ม็อบที่มีในช่วงกลางๆ ค่อนปลายปี 63 นี่พูดถึงเรื่อง “ปลดแอก” หรือเอาค่านิยมเดิมๆ มาตีความเยอะ อย่างง่ายๆ ก็เรื่องความเท่าเทียมระหว่างเพศ เรื่องการทำแท้ง และเรื่องอื่นๆ ที่ “รู้กัน” ซึ่งคนไทยมีทั้งหัวอนุรักษนิยม หัวเสรีนิยม ก็หวังว่า ปีหน้าถึงมีการเคลื่อนไหวสองขั้วก็ต้องฟังกันได้

การอยู่ในระบอบประชาธิปไตยได้คือการยอมรับเสียงส่วนใหญ่ อดทนได้ต่อความเห็นต่างและพยายามทำความเข้าใจว่าความงดงามของมนุษย์มันคือความหลากหลายทางความคิด ไม่ใช่คอมมิวนิสต์เผด็จการเด็ดขาดแบบเกาหลีเหนือที่บังคับให้คิดเหมือนกันไปเสียหมด แม้บทความจะเริ่มด้วยโควิด แต่มาจบที่ความหวังที่ว่า การเคลื่อนไหวทางการเมืองในปี 64 นี่ขอให้เป็นปีที่ขับเคลื่อนได้อย่างไม่มีอะไรรุนแรง ที่สำคัญคือต้องฟังกันมากขึ้น ยอมกันบ้าง

สรุปแล้วความคาดหวังปีฉลูก็ไม่มากไปกว่าสังคมสงบสุข และแก้ปัญหาโควิดได้.
..........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง"


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น