อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

โรคซาร์ส-หวัดนก-โควิด! วิธี "ทำงาน-คิด" สไตล์ "ทักษิณ"

จากข้อมูลในอดีตของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ “โรคซาร์ส” มีการระบาดครั้งแรกในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ช่วงปลายปี 45 พบผู้ป่วยปอดบวม ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ จันทร์ที่ 4 มกราคม 2564 เวลา 07.00 น.


จากข้อมูลในอดีตของสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย ระบุถึงโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ “โรคซาร์ส” มีการระบาดครั้งแรกในมณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ช่วงปลายปี 45 พบผู้ป่วยปอดบวม ไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ

ต่อมาเกิดการระบาดของโรคปอดบวมในเวียดนาม ฮ่องกง สิงคโปร์ แคนาดา จากการสอบสวนทางระบาดวิทยาสามารถเชื่อมโยงได้ว่า มาจากแพทย์คนหนึ่งที่ดูแลรักษาผู้ป่วยในมณฑลกวางตุ้ง เดินทางมาฮ่องกง ขณะมีอาการไข้ และเข้าพักที่โรงแรมก่อนจะถูกนำส่งโรงพยาบาลและเสียชีวิต ปรากฏว่าคนในโรงแรมหลายคนติดเชื้อ และนำเชื้อกลับไปยังประเทศของตนหรือเมืองที่เดินทางต่อไป



“ซาร์ส-ไข้หวัดนก” ทำโลกป่วน!

กระทั่งเดือน ก.ค. 46 โรคซาร์สมีการแพร่ระบาดไปยัง 29 ประเทศ มีรายงานป่วย 8,098 ราย เสียชีวิต 774 ราย อัตราป่วยตายร้อยละ 9.6 ส่วนสถานการณ์โรคซาร์สในประเทศไทยถึงวันที่ 9 ก.ค.46 พบผู้ป่วยยืนยัน 1 ราย ในเดือน มี.ค. 46 ผู้ป่วยเป็นแพทย์ชาวอิตาลีที่ไปสอบสวนโรคที่เวียดนาม แล้วมีอาการป่วย ในขณะที่กำลังเดินทางมาไทย ไม่พบว่ามีการติดเชื้อในกลุ่มแพทย์พยาบาล ที่ดูแลรักษาพยาบาล และยังไม่พบโรคซาร์สมีการแพร่ระบาดในชุมชน

นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เคยให้ข้อมูลไว้ว่า โรคไวรัสโคโรนา (โควิด-19) อยู่ในตระกูลเดียวกันกับโรคซาร์ส และเมอร์ส เพียงแต่โควิด-19 และโรคซาร์ส เกิดขึ้นกันคนละเมืองของจีน แต่มีต้นตอกลุ่มเดียวกัน ทำให้อาการของโรคคล้ายกัน คือ ระบบทางเดินหายใจ

โดยโรคซาร์สเกิดขึ้นช่วงปี 45-46 มีความรุนแรงจนทำให้เกิดอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 10% ส่วนโรคเมอร์ส มีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 30% ขณะที่โควิด-19 ยังสรุปตัวเลขไม่ได้ เพราะยังมีการแพร่ระบาดอยู่

สำหรับสถานการณ์ในไทยช่วงปี 45-46-47 ความตื่นตัวการรับมือกับโรคซาร์สในระดับหนึ่ง แต่ไม่มีรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อโรคซาร์ส แต่กลับมีการติดเชื้อและมีผู้เสียชีวิตจากโรคที่เกิดจากเชื้อโรคกลายพันธุ์ คือ ไข้หวัดนก (H5N1)

“กินไก่สุก-จ่าย3ล้าน” เรียกความเชื่อมั่น

โดยในรอบปี 47-48 มีการแพร่ระบาดไข้หวัดนก 2 ครั้ง ช่วงของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีการฆ่าสัตว์ปีกในประเทศไปหลายล้านตัว มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดนก 16 คน ทำให้นายกฯทักษิณพร้อมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอีกหลายคนต้องออกมากินไก่สุกโชว์ในงานมหกรรม “กินไก่ กินไข่ ปลอดภัย 100%” พร้อมกันทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 7 ก.พ. 47 และประกาศด้วยว่าถ้าใครกินไก่สุก ไข่สุกแล้วตาย จะจ่ายรายละ 3 ล้านบาท

นี่คือสไตล์การทำงานแบบ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่ออกมาสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในการกินไก่-ไข่ที่ปรุงสุก ซึ่งเป็นสินค้าสำคัญในประเทศ โดยเฉพาะไก่ต้มสุกซึ่งที่เป็นสินค้าส่งออกมูลค่ามหาศาลในแต่ละปี

ทีมข่าว “1/4 Special Report” จำได้ว่าช่วงปี 45-48 หลายประเทศได้รับผลกระทบจากปัญหาทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องจากโรคซาร์ส และไข้หวัดนก เพราะผู้คนไม่กล้าเดินทาง ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ไม่จับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์นั้นเดือดร้อนมาก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจสิงคโปร์พึ่งพาการท่องเที่ยว และการติดต่อค้าขายเป็นหลัก

ทีมข่าว “1/4 Special Report” มีโอกาสไปสิงคโปร์เป็นครั้งแรก เพราะโรคซาร์สนี่แหละ ได้ไปเที่ยวสิงคโปร์หลังจากโรคซาร์สเริ่มจางลง แล้วการท่องเที่ยวสิงคโปร์กับสายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์ มีการเชิญผู้สื่อข่าวจากหลายประเทศเข้าไปเที่ยวสิงคโปร์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาโดยเร็ว

ตอนนั้นการท่องเที่ยวสิงคโปร์ และเจ้าหน้าที่สายการบินสิงคโปร์แอร์ไลน์พาสื่อมวลชนจากต่างชาติ ไปดูมาตรการระวังป้องกันโรค การตรวจสแกนอย่างเข้มงวดตั้งแต่สนามบินชางงี แล้วพาไปชมสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ๆ อีกหลายแห่งที่มีการเฝ้าระวังโรค สุดท้ายคือพาไปคุยกับผู้บริหารสิงคโปร์แอร์ไลน์ ซึ่งถือว่าเป็นหน้าตาของประเทศ เพราะขณะนั้นธุรกิจสายการบินก็กระทบกระเทือนหนักเหมือนกับช่วงโควิด-19 และต้องลดจำนวนพนักงานสายการบินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากคนไม่เดินทางท่องเที่ยว

แต่ในขณะเดียวกันทั้งมัคคุเทศก์ท้องถิ่น และชาวสิงคโปร์อีกหลายคนที่ได้คุยกัน ต่างกล่าวชื่นชมผู้นำของไทยที่รีบออกมาเรียกความเชื่อมั่น ทั้งการกินไก่สุกโชว์ การอัดฉีดด้วยมาตรการใครกินไก่สุก ไข่สุกแล้วตาย จะจ่ายรายละ 3 ล้านบาท ทำให้บรรยากาศความกลัวโรคซาร์ส และไข้หวัดนก คลี่คลายไปในทางที่ดี



ขายชุดตรวจโรค-ติดเชื้อ “โควิด”ด้วย!

ช่วงที่โควิด-19 ระบาดในประเทศไทยเมื่อปีที่แล้ว ก็มีข่าวว่า “ดีเอ็นเอนัดจ์” สตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีที่อดีตนายกฯ ทักษิณร่วมลงทุน ได้รับเลือกจากรัฐบาลอังกฤษให้ผลิตชุดตรวจโควิด-19 หลายล้านชุด นำไปใช้ในสถานพยาบาลทั่วประเทศ เพื่อนำคนป่วยเข้าสู่ระบบกักตัวหรือรักษาพยาบาลโดยเร็วที่สุด

ต่อมาวันที่ 2 .. 63 มีข่าวว่าอดีตฯนายกทักษิณติดเชื้อโควิด-19 หลังจากเริ่มมีอาการไข้ ไม่ได้กลิ่น ไม่รู้รสชาติอาหาร จึงเข้ารับการตรวจหาเชื้อ แล้วพบว่าติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หลังจากนั้นจึงเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล 2 แห่งในนครดูไบและอาบูดาบี ซึ่งเป็นการรักษาตามอาการ ไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ และออกจากโรงพยาบาล หลังจากตรวจหาเชื้อถึง 7 ครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่พบเชื้อ จนอาการหายดีแล้ว

สาเหตุการติดเชื้อ อาจมาจากศูนย์อาหารในดูไบ คงติดมาจากการสัมผัส ไม่ได้ล้างมืออย่างสม่ำเสมอ อาจการ์ดตก ใส่หน้ากากตลอด ไปเข้าคิวซื้ออาหาร แล้วยกมากิน บางทีเราไม่ขยันล้างมือ มือไปสัมผัสโดนเชื้อ แล้วเอามือมาถูตาก็อาจติดได้” อดีตนายกฯทักษิณว่าอย่างนั้น

มุมมอง “ทักษิณ” กับโควิด-19

กระทั่งวันที่ 1 ม.ค. 64 สื่อมวลชนหลายสำนักได้เสนอข่าว หลังจากการพูดคุยกับอดีตนายกฯ ทักษิณ ผ่าน“ระบบซูม”เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ในหลายประเด็นน่าสนใจที่พอจะสรุปง่าย ๆ ว่า “อย่ากลัว การ์ดอย่าตก ควรสมดุลกับเศรษฐกิจต้องป้องกันไม่ใช่ควบคุม” คือ 1. คนที่ตายส่วนใหญ่เป็นพวกเปราะบาง อายุ 70 ปีขึ้นไป มีโรคหัวใจ โรคอ้วน เบาหวาน ความดัน ต้องระวังตัวเป็นพิเศษ ถ้าอยู่บ้านได้ควรอยู่บ้าน ไปไหนให้น้อยที่สุด ถ้าการ์ดไม่ตก อย่าไปกลัว เวลาเป็นอะไร โควิด-19 อัตราการตายยังต่ำ คนที่ตายคือพวกเปราะบาง

ส่วนพวกคนหนุ่ม คนสาวถ้าเป็น เพิ่มภูมิคุ้มกันกินวิตามินซี กินแร่สังกะสี ไม่ให้ติดพี่ติดน้อง ติดพ่อติดแม่ หลายคนหายเอง พวกนี้เป็นตัวเพิ่มภูมิคุ้มกัน เมื่อภูมิคุ้มกันถึงไวรัสตัวนี้จะหาย อย่าตกใจ แต่อย่าประมาท คนหนุ่มคนสาวฟิตร่างกายให้แข็งแรง การ์ดอย่าตก ไม่ต้องตกใจ ทำมาหากินกันไป

2. ถ้าให้อำนาจในการคิด ตัดสินใจ ให้ความรู้อย่างถูกต้อง การป้องกันดีกว่าการควบคุม ที่ดูไบ 1 วัน ติดเชื้อ 900 กว่าราย ตายทั้งหมดจนถึงเดี๋ยวนี้ประมาณ 600 กว่าคน แต่เขาเปิดประเทศ เพราะหากินกับการท่องเที่ยว วิธีการของแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน วิธีการป้องกันคือเปิดเศรษฐกิจ แต่วิธีควบคุมคือปิดเศรษฐกิจ



ดังนั้นจึงอยากเห็นประเทศไทยใช้ระบบป้องกันให้ความรู้ประชาชนชัดเจน อย่าตกใจ อย่ากลัว ป้องกัน การ์ดอย่าตก ส่วนตัวเป็นโควิด-19 เพราะอายุ 70 ปี ไปเดินเล่นชอปปิง การ์ดตก ไม่ได้ล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ ใส่หน้ากากจริงอยู่ แต่เวลาไปกินอาหาร ไม่รู้เลอะเทอะที่ไหนอย่างไร กินไก่ทอด เอามือกินเข้าปาก

3. ต้องหาความพอดีระหว่างความเป็นอยู่ประชาชนกับการป้องกันโรค อยู่ที่วิธีคิดแต่ละรัฐบาล ถ้าดูภายนอก อยากเห็นเศรษฐกิจดีกว่านี้ โดยเฉพาะชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ ต้องให้ตลาดเปิด มีบรรยากาศตรงนี้ จะมีการฆ่าตัวตายอีก ดังนั้นต้องสมดุลระหว่างเศรษฐกิจกับการป้องกัน ไม่ใช่ควบคุม เพราะการควบคุมเอาไม่อยู่ เชื้อโรคไม่เชื่อง ต้องใช้กำลังคนเยอะ ใช้เศรษฐกิจที่ปิด ใช้เงินจำนวนมาก แต่ป้องกันใช้น้อยกว่าเยอะ.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    21%
  • ไม่เห็นด้วย
    79%

ความคิดเห็น