อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

สรรหา "กสทช."

มีขบวนการ จ้องล้มสรรหา กสทช. หวังต้องการให้คนใกล้ชิดฝ่ายบริหาร..... อังคารที่ 12 มกราคม 2564 เวลา 11.00 น.


ยืดเยื้อมานานพอแล้ว จนมีข่าวว่ามีขบวนการ จ้องล้มสรรหา กสทช.  หวังต้องการให้คนใกล้ชิดฝ่ายบริหาร ได้เข้าทำหน้าที่ประธานองค์กรสำคัญ ซึ่งทำหน้าที่ดูแลทั้งเรื่องโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์

ใช้อำนาจของวุฒิสภา ให้รีบลงมติให้ รับกฎหมายฉบับใหม่ ให้ผ่านโดยเร็ว เพื่อเป็นข้ออ้างให้ล้มกระบวนการสรรหา แล้วให้บอร์ดชุดเดิมรักษาการออกไปอีกอย่างน้อย 1 ปีเพื่อให้ผู้สมัครบางคน พ้นเงื่อนไขว่า ต้องเว้นวรรคอย่างน้อย 1 ปี จากนั้นจะสมัครได้ตาม พ.ร.บ.กสทช. ฉบับใหม่ ซึ่งทำให้บอร์ด กสทช. ชุดปัจจุบันรักษาการไปเรื่อย ทั้ง ๆ ที่ต่ออายุรักษาการกรรมการ กสทช. มากว่า 3 ปีแล้ว



ต้องจับตาดูว่า จะมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) บางคน รีบนำร่าง พ.ร.บ.กสทช. เข้าสู่ ที่ประชุมกมธ.วิสามัญฯ อย่างเร่งรีบ ในวันที่ 11 ม.ค. 2564 และนัด 8 ส.ว. ซึ่งเสนอแปรญัตติทำความเข้าใจเคลียร์ในชั้นประชุมนี้ เพื่อให้วุฒิสภารับร่าง พ.ร.บ. กสทช. โดยไม่ต้องมีการแปรญัตติใด ๆ ทั้ง ๆ ที่มีหลายประเด็นที่สำคัญ ซึ่ง ส.ว.หลายคนได้อภิปรายในการประชุมวุฒิสภา ไม่เห็นด้วยกับ ร่าง พ.ร.บ.กสทช.ฉบับสภาผู้แทนราษฎร  

แม้สภาสูงจะลงมติรับหลักการ ด้วยเสียง 159 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียงและงดออกเสียง 3 เสียง แต่ในรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ.กสทช. นั้นมีข้อท้วงติงจากส.ว. อย่างน้อย  3 ประเด็นหลัก ๆ คือ 1. สเปกของ “กรรมการ กสทช.” ทั้ง 7 คนที่ 4 ใน 7 กำหนดให้มาจาก ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค 1 คน, ด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน 1 คน, ด้านอื่น ๆ  2 คน  



ซึ่ง “พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์” ส.ว. ในฐานะ ประธาน กมธ. การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม (ไอซีที) ที่วุฒิสภามอบหมายให้ศึกษา อภิปรายในข้อสังเกตว่า  “เปิดช่องให้กรรมการสรรหาพิจารณาไม่รอบคอบ ไม่ถ่องแท้ และเสนอให้ปรับคุณสมบัติใน 4 กสทช. นั้น มาจาก 6 ด้าน คือ  ด้านดาวเทียม, ด้านสื่อสาธารณะ, ด้านสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และ คุ้มครองผู้บริโภค, ด้านเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ, ด้านกฎหมายมหาชน และ ด้านข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศ 

หากกรรมการ กสทช. ไม่มีความรู้ด้านวิศวกรรม ด้านกฎหมาย  การเจรจา ต่อรอง ด้านคลื่นความถี่ ดาวเทียม กฎหมายระบบเทคโนโลยี อาจเสียเปรียบเอกชน ขณะที่ด้านเศรษฐศาสตร์นั้น มีความจำเป็น เพราะการนำคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติชาติ ต้องดูเรื่องคุ้มค่าการให้ประโยชน์กับประชาชนผู้รับบริการมากที่สุด” 

ทั้งนี้ พ.ร.บ.กสทช. ปี 2553 ซึ่งกำหนดคุณสมบัติไว้ 7 ด้าน ซึ่งร่างที่สภาผู้แทนฯ แก้ไขและตัดออก ทั้งด้านวิศวกรรม, ด้านเศรษฐศาสตร์, ด้านกฎหมาย นั้นถูกวิจารณ์ว่า  ล้วนมีเหตุผลและที่มาที่ไป



สำคัญสุดอาจเปิดช่องให้ นอมินีพรรคการเมือง, นายทุนบริษัทโทรคมนาคมเข้ามา และเกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง พร้อมทั้งเสนอให้พิจารณาแก้ไขในชั้นของสภาผู้แทนฯ เพื่อความรอบคอบ ทั้งประเด็นคุณสมบัติ และประเด็นที่ว่าด้วยการให้สรรหา กสทช. ชุดใหม่ เพื่อให้กระบวนการพิจารณาของกสทช. ไม่มีปัญหา 

งานนี้คงต้องรอดูบทบาทหน้าที่ของ สว. จะยอมปล่อยผ่าน ให้ร่างพ.ร.บ.กสทช.ฉบับร่างของสภาผู้แทนฯ โดยไม่แปรญัตติและพิจารณาทุกประเด็นที่ยังเป็นปัญหา เพื่อหวังล้มกระบวนการสรรหา ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้หรือไม่  เพราะผลที่ตามมาอาจสร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม



อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ กสทช.ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการ ช่วยพัฒนาประเทศ จัดประมูลสร้างรายได้เป็นจำนวนนับหมื่นนับแสนล้านบาท แม้กระทั่งในช่วงเกิดภาวะวิกฤติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับโรคระบาดที่มาจากเชื้อไวรัสร้าย องค์กรดูแลด้านโทรคมนาคมและการสื่อสาร ก็ยังนำงบประมาณมาช่วยเหลือ หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ สังคมจึงคาดหวังอยากได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทำงานใน กสทช.

-------------
เขื่อนขันธ์


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 29