อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564

รับมือวิกฤติ 'โควิด' รอบ 2 ชุดใหญ่! แก้เศรษฐกิจพัง

แม้ว่าประเทศไทยจะสามารถหยุดการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ในรอบแรก ได้อย่างน่าพอใจ ถึงจะต้องแลกด้วยความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านบาท บวกด้วยหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท พฤหัสบดีที่ 14 มกราคม 2564 เวลา 07.00 น.


โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนแตะ 4.8 แสนบาทต่อครัวเรือน ขยายตัว 42% พุ่งสูงสุดในรอบ 12 ปี ตามข้อมูลของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ส่งผลทำให้ประชาชนมีรายได้ไม่เพียงพอค่าใช้จ่าย ก่อนจะมาพลาดท่าเพราะทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง (ผู้ว่าฯ) การ์ดตก! ปล่อยให้มีแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมือง บ่อนการพนัน และบ่อนชนไก่ จนเกิดการระบาดโควิด-19 รอบที่ 2 ซึ่งส่งผลกับปัญหาทางเศรษฐกิจปากท้องเป็นอย่างมาก

ดังนั้นพรรคเพื่อไทย จึงได้จัดงานเสวนา “รับมือโควิดอย่างไร ไม่ให้ประเทศพัง” เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขวิกฤติโควิด-19 ที่กำลังแพร่ระบาดรุนแรงหลายพื้นที่ เพื่อการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผล  กระทบจากวิกฤติครั้งนี้อย่างเร่งด่วน



ตั้งกองทุน 1 ล้านล้านบาท ช่วยประชาชน

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.คลัง กล่าวว่าในภาวะวิกฤติรัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการทางการเงินแบบไม่ปกติ ธนาคารแห่งประเทศไทยซึ่งปกติจะดูแลปริมาณเงินในระบบ ที่ผ่านมามีการดูดเงินออกจากระบบมาเก็บไว้เองเป็นจำนวนมหาศาล ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีต้นทุนต้องจ่ายดอกเบี้ยจากพันธบัตรของรัฐบาลและธนาคารพาณิชย์ ซึ่งในช่วงวิกฤติปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องตั้งกองทุนดูแลภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นเงิน 1 ล้านล้านบาท โดยไม่ต้องดึงองค์กร ธนาคารพาณิชย์หรือรัฐบาลมาร่วม

การตั้งกองทุนดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจ เพราะถ้าภาคธุรกิจไม่มีการจ้างงาน คนจะตกงาน จะกระทบต่อสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์จะอ่อนแอ ทำให้การคลังของประเทศอ่อนแอไปด้วย เพราะจะกระทบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไม่สามารถผลักดันไปถึงเป้าได้ ซึ่งกองทุนนี้ไม่ได้กระทบกับประเทศไทยเลย เพราะเราไม่มีความเสี่ยงเรื่องเงินจากกองทุนสำรองในประเทศ ซึ่งเรามีสูง และไทยไม่มีปัญหาเงินเฟ้อ ดังนั้นกองทุนนี้จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้

รวมทั้งการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) ของรัฐไม่ถึงเป้า เพราะมีกฎเกณฑ์มากมายจนคนเข้าไม่ถึงเงินกู้เหล่านี้ ดังนั้นจำเป็นต้องปรับมาตรการช่วยเหลือแก่ประชาชนได้

“อยากชี้แจงอีกเรื่องว่า กิจกรรมทางเศรษฐกิจใดที่ดำเนินต่อไปได้ก็ให้ทำเลย ในหลายประเทศการแข่งขันกีฬาก็ยังดำเนินต่อไปปกติ เร็ว ๆ นี้ไทยเราจะเป็นเจ้าภาพจัดแข่งขันกีฬาแบดมินตันระดับโลก มีนักกีฬาจากทั่วโลกมา พวกเขาก็ผ่านการกักกันเรียบร้อย จึงขอย้ำว่า อย่าไปหยุดกิจกรรมทั้งหมด อันไหนทำได้ก็ทำไป เพื่อไม่ให้เศรษฐกิจเสียหายไปมากกว่านี้



เยียวยา! ต้องมากกว่าการระบาดครั้งแรก

ทางด้าน นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่าที่ผ่านมารัฐบาลมองประชาชนผิดไป คนที่เดือดร้อนจากโควิด-19 ต้องได้รับการช่วยเหลือและต้องมีการปรับปรุงประเทศควบคู่กันไปด้วย นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำพร้อม ๆ กัน ที่ผ่านมามัวแต่มุ่งแก้ปัญหาโควิด คือคุมโรคเพียงอย่างเดียว แถมยัง พูดไม่ตรงกันด้วย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา และไม่เห็นรัฐมนตรีทางด้านเศรษฐกิจออกมาพูดอะไรเลย

ตนเสนอว่ามาตรการเยียวยาในการระบาดครั้งนี้ จะต้องทำมากกว่าเดิมจากการระบาดในครั้งแรก จำเป็นที่เราจะต้องจ่ายเงิน 15,000 บาท เป็นจำนวน 3 เดือน เดือนละ 5,000 บาท ให้กับแรงงานนอกระบบ คนทำอาชีพอิสระหรือเกษตรกรในพื้นที่นอกการควบคุมป้องกันโควิด-19 สูงสุด ส่วนคนที่อยู่ในพื้นที่ควบคุม 5 จังหวัด จะมีการจ่ายเงินเยียวยาเดือนละ 6,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน รวมเป็นเงิน 18,000 บาทต่อคน

เรื่องต่อมา คือ รัฐบาลจะต้องลดภาระประชาชน ทั้งการหยุดการจ่ายดอกเบี้ยที่อยู่อาศัย รถยนต์ ขยายช่วงเวลาการจ่ายภาษีจากเดือนมี.ค. ให้ไปจ่ายในเดือน ส.ค. บริการน้ำ ไฟก็ต้องฟรี เช่นเดียวกับการให้บริการรถเมล์และรถไฟต้องฟรีด้วย ตนอยากบอกว่ารัฐบาลไม่ต้องกลัวการใช้เงิน ถ้าหาเงินเป็น

อีกส่วนคือเรื่องการปรับปรุงประเทศหลังโควิด-19 อยากให้ไทยเดินต่อ เราต้องปรับระบบราชการให้เล็กลง แต่มีความคล่องตัวตรวจสอบการคอร์รัปชั่นได้ หน่วยงานด้านการคลัง ทั้งกรมสรรพากร ศุลกากร และกรมสรรพสามิต จะต้องมีประสิทธิภาพป้องกันเงินรั่วไหล ตนเสนอว่ารัฐบาลต้องหารายได้ เช่น ไปเจรจาพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศกัมพูชา ซึ่งตนเคยเสนอไปแล้วว่าจะช่วยสร้างรายได้อย่างมหาศาล หรือทำทางเชื่อมสะพานแผ่นดิน (Land bridge) เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างประเทศ เราอาจเริ่มทำไม่ต้องใหญ่มาก เช่น เชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับอันดามัน น่าจะเกิดประโยชน์สูงสุดกว่า โดยยังต้องมีการแก้ไขระบบการเก็บภาษีที่อยู่อาศัย เพื่อสามารถแก้ไขความเหลื่อมล้ำได้ รวมถึงการเก็บภาษีออนไลน์ เราต้องมีรูปแบบของเราเอง

“อย่าไปคิดการจัดทำงบประมาณแบบเก่า ๆ งบความมั่นคง งบทหารต้องลดลง เพื่อเอามาใช้จ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ เราต้องคิดใหม่เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นให้ได้”



เร่งอัดฉีดคงการจ้างงานไว้ที่ 90%
 
ขณะที่ นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่าตลาดแรงงานนั้นจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นระลอก ไม่ใช่ทันที ในช่วงการระบาดโควิดครั้งแรก มีคนตกงานพุ่งสูงถึง 4 เท่า ในค่าเฉลี่ย 7.4% สูงกว่าปีก่อน ๆ มาก โดยเหลือคนทำงานในระบบเพียงแค่ 5 ล้านคนเท่านั้น การที่รัฐบาลออกมาตรการจ่ายเงินเยียวยาคนตกงาน ตนเห็นว่าไม่ตรงประเด็น เหมือนคนตายไปแล้วค่อยจ่ายเงินช่วยทำศพ ทั้งที่จริงควรป้องกันการตกงานมากกว่า

ดังนั้นจึงเสนอมาตรการคงการจ้างงาน ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกใช้กัน โดยรัฐบาลจะจ่ายเงินตรงไปที่นายจ้างให้จ้างลูกจ้างไว้ทำงานต่อไป โดยของไทยนั้น ตนเสนอว่าจะจ่ายขั้นบันไดที่ 50-60% เงินเดือนที่ใช้จ้างพนักงานในบริษัทนั้น ๆ เพื่อให้ภาคเอกชนคงการจ้างงานไว้ที่ 90% ส่วนแรงงานนอกระบบจะมีการจ่ายเงินให้รายเดือน เดือนละ 5,000 บาทเป็นเวลา 3 เดือนด้วย

ทั้งนี้ตนยังขอเสนอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษ เพื่อให้เอกชนได้รับไปจ้างงานลูกจ้างเพิ่ม โดยวิธีการคือ เมื่อเอกชนจ้างคนเพิ่ม พวกเขาจะได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำไปพัฒนาองค์กรและยังซึมซับการจ้างคนมาทำงานไว้ด้วย ในส่วนสุดท้ายนั้นเห็นว่าเราจำต้องสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ให้นายจ้างกับลูกจ้างมาเจอกัน ที่ผ่านมามีภาคเอกชน ภาครัฐทำ แต่ยังอยู่ในระดับที่เล็กมาก เราควรทำเป็นระบบที่ใหญ่ผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์ เพียงแค่ลูกจ้างกรอกข้อมูล ระบบจะไปหานายจ้างที่ต้องการลูกจ้างลักษณะนี้พอดี ถือเป็นการแก้ปัญหาการตกงานได้ผลทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวด้วย



พัฒนาทุนมนุษย์รับมืออนาคตหลังโควิด-19

ส่วน นายนพดล ปัทมะ ประธานคณะกรรมการนโยบายและวิชาการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าหลังวิกฤติโควิด-19 เราจะต้องมาพิจารณาว่าจะใช้เงินอย่างไรเพื่อสร้างประเทศให้ยั่งยืนได้ โดยต้องวางรากฐานอนาคต พิจารณาว่าเงินที่ใช้ทั้งการสร้างงานและฉีดเงินเข้าสู่ระบบนั้นคุ้มค่า ตนเสนอว่าการพัฒนาทุนมนุษย์สำคัญมาก เราต้องลงทุนให้กับประชาชน การเรียนออนไลน์ รัฐควรจะต้องจัดหาเนื้อหาระดับโลก และอุปกรณ์การเรียนการสอนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษา

สิ่งสำคัญคือการลงทุนวิจัยและพัฒนา ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก ประเทศไทยต้องมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเองเพื่อจะไปแข่งกับประเทศอื่น ๆ ได้ เช่น เวียดนามเขาส่งออกนวัตกรรมมากมายไประดับโลก เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีของตัวเอง มักจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากโควิด-19 นั่นเพราะเขาสร้างนวัตกรรมขึ้นมาส่งขาย ถ้าประเทศไทยขาดตรงนี้ เราจะแข่งขันกับใครเขาไม่ได้เลย.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น