อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

ถอดถอนอีกครั้งจะเป็นไร เดโมแครตสะใจ-รีพับลิกันสะเทือน

ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนพ้นจากตำแหน่ง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเดินหน้าสร้างประวัติศาสตร์อย่างไม่หยุดหย่อน โดยถือเป็นผู้นำสหรัฐคนแรก ซึ่งเผชิญกับการถูกถอดถอน 2 ครั้งจากสภาผู้แทนราษฎร จากเหตุจลาจลที่อาคารรัฐสภา ในกรุงวอชิงตัน เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา อาทิตย์ที่ 17 มกราคม 2564 เวลา 09.30 น.


แน่นอนว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสังกัดพรรคเดโมแครตทั้ง 222 คน ลงมติสนับสนุนญัตติดังกล่าว ที่ระบุว่าทรัมป์ "คือผู้ปลุกระดมให้เกิดความรุนแรง"



อย่างไรก็ตาม ความแตกต่าง "อย่างมีนัยสำคัญ" เมื่อเปรียบเทียบกับการลงมติถอดถอนทรัมป์ครั้งแรก เมื่อเดือน ธ.ค. 2562 คือตอนนั้นไม่มีสมาชิกพรรครีพับลิกันคนใดในชั้นสภาผู้แทนราษฎร ลงมติสนับสนุนญัตติของพรรคเดโมแครต แม้มีผู้งดออกเสียงบ้างแต่เป็นเพียงหลักหน่วย และไม่ใช่สมาชิกที่อยู่ในระดับสร้างแรงกระเพื่อมมากมายภายในพรรค


C-SPAN

แต่สำหรับการลงมติถอดถอนทรัมป์เป็นครั้งที่ 2 นั้น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรครีพับลิกัน 10 คน ออกเสียงสนับสนุนร่วมกับพรรคเดโมแครต หนึ่งในนั้นคือ นางลิซ เชนีย์ บุตรสาวของอดีตรองประธานาธิบดีดิก เชนีย์ ซึ่งสื่อหลายแห่งตั้งสมญานามให้ในฐานะ "รองประธานาธิบดีสหรัฐผู้ทรงอิทธิพลที่สุด" และจนถึงตอนนี้เชนีย์ผู้พ่อยังคงมีอิทธิพลอยู่ในพรรครีพับลิกัน

นางแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐ

เช่นเดียวกับบุตรสาวซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐไวโอมิง หนึ่งในพื้นที่ฐานเสียงเหนียวแน่นของพรรครีพับลิกัน และเธอยังเป็นหนึ่งในแกนนำหมายเลข 3 ของพรรครีพับลิกันในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวในบรรดาแกนนำของพรรครีพับลิกันในสภาล่างสหรัฐ

ขณะเดียวกัน เชนีย์ยังเป็นหนึ่งในตัวเก็งได้รับการเสนอชื่อชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ในกรณีที่พรรครีพับลิกันสามารถกลับมาครองเสียงข้างมากได้ ในการเลือกตั้งปี 2565 หรือเป็นแกนนำเสียงข้างน้อยของพรรคในที่ประชุม และหลายฝ่ายจับตาว่าเธอ "มีศักยภาพ" เพียงพอที่จะลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกัน สู้ศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐในอนาคต

ทรัมป์และเชนีย์มีความเห็นไม่ลงรอยกันในหลายเรื่องมานานระยะหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนโยบายรณรงค์สวมหน้ากากอนามัยเพื่อลดความเสี่ยงติดโรคโควิด-19 ไปจนถึงการถอนทหารออกจากอิรัก อัฟกานิสถาน และโซมาเลีย ขณะที่เพียงไม่นานก่อนเกิดเหตุจลาจลที่รัฐสภา ทรัมป์กล่าวว่า พรรครีพับลิกันต้อง "กำจัด" บุตรสาวของเชนีย์


Bloomberg Quicktake: Now

ขณะที่ นายจิม จอร์แดน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรัฐโอไฮโอของพรรครีพับลิกัน หนึ่งในแกนนำของ "ฟรีดอม คอคัส" ซึ่งเป็นปีกของฝ่ายอนุรักษนิยมในพรรครีพับลิกัน เรียกร้องให้เชนีย์ลาออก หรือคณะกรรมการบริหารพรรคควรโหวตเธอออก
ก่อนที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐลงมติ เชนีย์กล่าวต่อที่ประชุมว่า "ทรัมป์เรียกม็อบมาเอง" "ผู้นำสหรัฐจุดไฟแห่งการโจมตี" และ "ประธานาธิบดีสหรัฐผิดคำสาบานต่อรัฐธรรมนูญ"

นางลิซ เชนีย์

อย่างไรก็ตาม จะว่าไปแล้วตระกูลเชนีย์ "มีความคุ้นเคย" กับประเด็น "ภาวะและคุณสมบัติความเป็นผู้นำ" ของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอยู่มาก ย้อนกลับไปในยุคของเชนีย์ผู้พ่อ ดิก เชนีย์ เคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบขาว ให้กับประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด ซึ่งรับตำแหน่งหลังการลาออกของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน และฟอร์ดอภัยโทษให้แก่นิกสันจากกรณีอื้อฉาววอเตอร์เกต ที่กดดันจนนิกสันลาออก

ต่อมาเมื่อดำรงตำแหน่วรองประธานาธิบกีในสมัยของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช เชนีย์อยู่เบื้องหลังการกำหนดนโยบายสำคัญหลายเรื่องให้กับรัฐบาลบุช ตั้งแต่มาตรการจัดเก็บภาษีไปจนถึงสงครามในอิรัก แม้นโยบายหลายด้านของพรรครีพับลิกันในปัจจุบันแตกต่างจากในอดีต "แต่ยังไม่มากเพียงพอ"

ตอนนี้กระบวนการถอดถอนทรัมป์ครั้งที่ 2 เข้าสู่ขั้นตอนการไต่สวนของวุฒิสภา และการลงมติรับรองต้องการเสียงสนับสนุนไม่ต่ำกว่า 2 ใน 3 คืออย่างน้อย 67 จาก 100 เสียง ไม่ใช่เพียงเสียงข้างมากแบบการลงมติของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งการที่ทั้งสองพรรคมีวุฒิสมาชิกฝ่ายละ 50 เสียง เท่ากับว่าพรรคเดโมแครตต้องการเสียงสนับสนับสนุนจากวุฒิสมาชิกของพรรครีพับลิกัน "อย่างน้อย 17 คน" ซึ่งถือเป็นจำนวนที่ "มาก" และพรรคเดโมแครตน่าจะประเมินสถานการณ์ได้อยู่แล้ว

นับตั้งแต่มีการสถาปนาสหรัฐอเมริกา ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดถูกวุฒิสภาลงมติให้ต้องพ้นจากตำแหน่งมาก่อน หรือแม้แต่การถอดถอนย้อนหลังก็ยังไม่เคยเกิดขึ้น พรรคเดโมแครตน่าจะมองข้ามเส้นทางของขั้นตอนถอดถอนทรัมป์ครั้งที่ 2 ในชั้นวุฒิสภา ไปโฟกัสที่การดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ทรัมป์ได้มีโอกาสลงสมัครรับเลือกตั้งชิงตำแหน่งผู้นำสหรัฐ หรือแม้แต่ดำรงตำแหน่งใดก็ตามในรัฐบาลกลางอีก

จากการที่เนื้อหาตอนหนึ่งในบทบัญญัติถอดถอน ระบุถึงหมวด 3 ในบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ครั้งที่ 14 ซึ่งบัญญัติขึ้นในช่วงหลังสงครามกลางเมืองและการเลิกทาส ตลอดจนการยกระดับสิทธิพลเมืองให้กับชาวอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน แต่มีการระบุชัดเจน ว่าห้ามบุคคลซึ่งมีพฤติการณ์ "เกี่ยวข้องกับการลุกฮือและก่อการกบฏ" ดำรงตำแหน่งทางการเมือง


CNN

ท่ามกลางช่วงเวลาที่สังคมอเมริกันกำลังเผชิญกับความแตกแยกที่มีรอยร้าวชัดเจนมากขึ้น กระบวนการถอดถอนทรัมป์ครั้งที่ 2 จะไม่ได้ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองของสหรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังจะเป็นบทพิสูจน์ "ความเป็นเอกภาพ" และ "กลยุทธ์" ของสองพรรคการเมืองเก่าแก่เช่นกัน.

----------------------

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS, AP


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น