อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 8 มีนาคม 2564

มองการเมือง "ไบเดน-ทรัมป์" ม็อบบุกสภา-ทหารไม่เอาด้วย

ไม่รู้ว่าตบหน้า! ทหารบางประเทศที่ชอบทำรัฐประหารหรือเปล่า เมื่อสื่อมวลชนตีข่าวและภาพไปทั่วโลก กรณีทหารอเมริกันยกกำลังเข้ารักษาความปลอดภัยในบริเวณอาคารรัฐสภา อังคารที่ 19 มกราคม 2564 เวลา 07.00 น.


ไม่รู้ว่าตบหน้า! ทหารบางประเทศที่ชอบทำรัฐประหารหรือเปล่า เมื่อสื่อมวลชนตีข่าวและภาพไปทั่วโลก กรณีทหารอเมริกันยกกำลังเข้ารักษาความปลอดภัยในบริเวณอาคารรัฐสภา ขณะเดียวกัน 8 ผู้นำเหล่าทัพยังส่งสารไปถึงทหารด้วยว่านายโจเซฟ โรบิเนตต์ ไบเดน จูเนียร์ หรือ “โจ ไบเดน” คือประธานาธิบดี เรียกว่าเป็นสีสันของประเทศประชาธิปไตยเก่าแก่ของโลก

เนื่องจากวันที่ 20 ม.ค.นี้ โจ ไบเดน จะเข้าพิธีสาบานตนเป็นประธานาธิบดีคนที่ 46 แทนนายโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เกิดเรื่องอื้อฉาวเมื่อมีการพูดปลุกระดมจนทำให้มีกลุ่มมวลชนขวาจัดผิวขาวบุกรัฐสภาสหรัฐ ระหว่างการรับรองผลคะแนนเลือกตั้งประธานาธิบดีจาก 2 สภา ปรากฏเป็นภาพสุดช็อกไปทั่วโลก



ไม่ถึงขั้นพยายามก่อรัฐประหาร

ทีมข่าว “1/4 Special Report” จึงต้องพูดคุยถึงเหตุการณ์สุดเหลือเชื่อดังกล่าวกับ .ปองขวัญ สวัสดิภักดิ์ อาจารย์ประจำสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาต่อในระดับปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย สหรัฐ โดย อ.ปองขวัญ เปิดเผยว่า เหตุการณ์การบุกรัฐสภาเป็นเรื่องใหญ่และเหนือความคาดหมายมาก ตนรู้สึกประหลาดใจกับการปล่อยให้คนเข้ามาในพื้นที่รัฐสภา เหตุการณ์นี้ทำให้เห็นว่า กระบวนการระบอบประชาธิปไตยของอเมริกามั่นคงมาก เพราะในที่สุดสภาก็รับรองผลคะแนนเลือกตั้งได้ตามเดิม ซึ่งระบบของอเมริกาเข้มแข็งพอที่จะไม่ยอมให้ใครมาทำอะไรละเมิด หรือไม่เป็นไปตามวิถีทางประชาธิปไตยได้

“แต่การจะเปรียบเทียบกับการเมืองไทยนั้น คนที่เอาไปเปรียบเทียบอาจมีอคติในการเทียบเคียง ตรงนี้เราอยากชี้ให้เห็นว่าฝ่ายขวาของอเมริกาที่ก่อเหตุ มันไม่เชิงจะเป็นความพยายามก่อรัฐประหาร แต่พวกเขาเชื่อว่าผลการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการโกง ไม่บริสุทธิ์ เขายังเชื่อในระบอบประชาธิปไตย ไม่ใช่เรียกร้องไม่ให้มีการเลือกตั้ง แค่ต้องการตั้งคณะกรรมการมาสอบสวนเรื่องนี้ ซึ่งศาลจากหลายรัฐก็บอกแล้วว่าไม่มีมูลเรื่องโกงเลือกตั้งเลย”

ดังนั้นฝ่ายขวาจัดที่บุกรัฐสภาไม่ได้เรียกร้องให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งเหมือนผู้ชุมนุมในไทยเคยเรียกร้องด้วยซ้ำ และการบุกรัฐสภาแสดงให้เห็นว่ารัฐเองเตรียมการรับมือฝ่ายขวาแบบหละหลวม ตอนคนดำมารวมตัวประท้วง Black lives Matter (เรียกร้องยุติธรรมให้กับคนดำที่เสียชีวิตจากการถูกตำรวจยิงเป็นปรากฏการณ์การประท้วงไปทั่วโลก) กำลังเจ้าหน้าที่พร้อมกว่านี้มาก มีการสลายชุมนุมทันทีต่อการประท้วงของคนดำ แต่ครั้งนี้ดูไม่ได้พร้อมเหมือนตอนรับมือกับคนดำ แต่ยังดีหลังเกิดเรื่องเจ้าหน้าที่เข้าคุมสถานการณ์ได้เร็ว ไม่เกิดเหตุการณ์ผู้ชุมนุมปักหลักอยู่ในสภาทั้งวัน หรือหลายเดือนแต่อย่างใด คือสถานการณ์ในอเมริกา ไม่ได้เลวร้ายเหมือนสถานการณ์การชุมนุมของไทยในหลายปีที่ผ่านมา

ปมเหตุ! กลุ่มคนขาวชายขอบถูกหลงลืม

อ.ปองขวัญ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาในอเมริกามีกลุ่มคนที่ไม่มีใครฟังเสียงของพวกเขาเลย กลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนขาวชายขอบที่มีฐานะยากจน ไม่ได้ร่ำรวย ถูกละเลยจากภาครัฐ พวกเขาเผชิญกับการถูกทอดทิ้ง เพราะเรามีภาพจำกับคนขาวว่าจะต้องรวย จะต้องประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นภาพคนขาวในเมืองใหญ่ ๆ ถ้าเป็นคนดำเราจะเห็นว่าพวกเขาถูกละเลยโดยโครงสร้างที่เหยียดพวกเขาไว้ ส่วนคนขาวตามชนบทซึ่งยากจนและไม่เคยมีใครให้ความช่วยเหลือ คนเหล่านี้แหละคือคนที่สนับสนุน “โดนัลด์ ทรัมป์” ซึ่งหาเสียงเจาะกลุ่มพวกเขา ได้พูดในสิ่งที่พวกเขาต้องการ

“คนขาวชายขอบเจอการตกงานจากการย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ เจอคนสีผิวอื่นมาแย่งงานทำ จะโวยวายอะไรก็ดูเหมือนเป็นพวกเหยียดผิว เมื่อนายทรัมป์พูดเรื่องการเหยียดผิว เรื่องการดึงงานกลับมาให้พวกเขาทำ คนพวกนี้จึงมองว่าเรามีประธานาธิบดีของเรา เป็นตัวแทนของเราแล้ว ยิ่งเจอสื่อฯปลุกปั่นข่าวปลอม พวกเขาก็พร้อมจะเชื่อตามที่นายทรัมป์บอก โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น”

ทั้งนี้มีหลักจิตวิทยาการเมืองที่บอกว่ากระบวนการยุติธรรม มันอิงตามจุดยืนของเรา ดังนั้นการที่ฝ่ายขวาจัดเชื่อว่าพวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรมจากการเลือกตั้ง ถูกโกง เสียงของพวกเขาไม่ได้รับความยุติธรรม พอเจอปลุกปั่น บุกสภา พวกเขาไม่ได้สำนึกผิด แต่กลับมองว่าภูมิใจเพราะได้ไปแสดงออกแล้วในพื้นที่ศูนย์กลางของอำนาจ เราต้องอย่าลืมว่าคนเหล่านี้ หลายคนไม่ได้สนใจการเมืองเลย แต่เจอความคับแค้นใจในระบบเศรษฐกิจทำให้เขาตกงาน จึงไปรวมกลุ่มกันในโลกออนไลน์ เจอคนคิดเหมือนกัน ไปเจอข้อมูลข่าวปลอม เรื่องทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ นานาก็เชื่อเหมือนกัน

แถมที่ผ่านมาอเมริกา เขาเชื่อในเสรีภาพด้านสื่อสารมวลชนมาก ไม่แทรกแซงอะไร คนเหล่านี้ก็เชื่อ และรวมตัวกันแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมันทำให้สังคมเองเห็นว่า มีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในสังคมนะ ต้องฟังเขาบ้าง นี่เป็นพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องยอมรับความหลากหลาย



การเมืองสุดโต่ง-โจทย์ที่ต้องแก้ในอนาคต

ปัญหาคือพรรครีพับลิกันจะทำอย่างไรกับกลุ่มคนที่เลือกนายทรัมป์ เพราะต้องอย่าลืมว่าสาเหตุที่เขาได้รับความนิยมเพราะมีภาพลักษณ์คนนอก ไม่ใช่นักการเมือง ซึ่งคนอเมริกันจำนวนหนึ่งมองว่าเป็นพวกวงในสุมหัวไม่สนใจประชาชน พรรครีพับลิกันอาจจะกลับสู่ความอนุรักษนิยมทางเศรษฐกิจ ความมั่นคง แต่ไม่สุดโต่งเหมือนปัจจุบันแน่

“หากทำแบบนี้จะมีกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย เพราะเขาแสดงให้เห็นว่าไม่ชอบแนวทางดังกล่าวของพรรค จึงไปเลือกนายทรัมป์ เป็นการสะท้อนปัญหาของอเมริกาว่า มีการแบ่งฟากทางการเมืองแบบสุดโต่งมาก กลายเป็นโจทย์ทางการเมืองอเมริกาที่ต้องแก้กันต่อไปในอนาคต”

สิ่งสำคัญคือ กลุ่มคนขวาจัดเป็นประเด็นใหญ่ในหลายประเทศทั่วโลก ยิ่งโลกอยู่ในยุคการค้าเสรี มีการลงทุนในต่างประเทศ ทำให้การบริโภคของคนเรานั้นมันง่ายและราคาถูกมาก ก่อเกิดปัญหามีคนถูกละเลยและตกงาน ความสะดวกสบายจากการค้าเสรี ทำให้มีคนไม่ได้ประโยชน์ คนในพื้นที่ตกงาน แล้วเห็นผู้อพยพมีงานทำ ทำให้เขาไม่พอใจ เริ่มจากมิติทางเศรษฐกิจที่มีคนสีผิวอื่นได้ประโยชน์กว่าพวกเขา มันก่อเกิดการรวมตัวต่อต้านผู้อพยพ คนสีผิวอื่น เกิดกระแสขวาจัดขึ้นมามีพรรคการเมืองปรับตัวรองรับกลุ่มคนเหล่านี้ ในยุโรปเราจะเห็นว่ามีผู้นำขวาจัดขึ้นมาบริหารประเทศมาก

ทรัมป์-ไบเดนคือระบอบการเมืองมั่นคง

อ.ปองขวัญ ประเมินประธานาธิบดีที่กำลังจะกลายเป็นอดีตอย่างทรัมป์ คงถูกรัฐสภาไต่สวนเพื่อถอดถอน (Impeachment) อีกครั้ง ซึ่งจะเป็นประธานาธิบดีคนแรกที่จะถูก Impeachment 2 ครั้ง การถอดถอนครั้งนี้สามารถดำเนินต่อไปได้หลังจากทรัมป์หมดวาระ เพื่อไม่ให้กลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอนาคตได้อีก เนื่องจากทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยเดียวก่อนแพ้การเลือกตั้ง แล้วในการเลือกตั้งปี 2024 เขาจึงมีสิทธิกลับมาลงรับสมัครได้อีก แต่หากถูกถอดถอนแล้ว จากนั้นสภาจะต้องมาโหวตด้วยเสียงส่วนมากเพื่อสั่งห้ามทรัมป์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก

สำหรับเหตุการณ์บุกรัฐสภา ด้วยระบบที่มั่นคงยังสนับสนุนให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ตามปกติ ทหารอเมริกาไม่แทรกแซงการเมือง ไม่คิดเปลี่ยนระบอบ นักการเมืองบางคนอาจสนับสนุนม็อบเพราะเป็นฐานเสียง แต่นักการเมืองอื่น ๆ ยังเชื่อในระบอบประชาธิปไตย อีกส่วนที่สำคัญคือผู้ชุมนุมที่ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต จะมีการตรวจสอบว่าใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุหรือไม่ คงมีการถอดบทเรียน มีคนต้องรับผิด มีการตรวจสอบความบกพร่องในการทำงานของเจ้าหน้าที่

“ส่วนบริษัทนายทุนหลายแห่งก็แบน ไม่สนับสนุนนักการเมืองขวาจัดหรือนายทรัมป์อีกต่อไป ทวิตเตอร์ ยูทูบ เฟซบุ๊กแบนบัญชีของทรัมป์ ไม่ให้ได้แสดงความคิดเห็นอะไรอีก ความวุ่นวายในช่วงที่ผ่านมา ทำให้เห็นว่าระบบการเมืองอเมริกายังเข้มแข็งรับมือกับความรุนแรงได้ ส่วนตัวคิดว่าประธานาธิบดีคนใหม่อย่างไบเดน คงมีงานที่ต้องทำเยอะในเรื่องภายในประเทศ คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าการเมืองจะเข้าสู่ปกติ ถึงค่อยไปจัดการเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ”.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    27%
  • ไม่เห็นด้วย
    73%

ความคิดเห็น