อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

10ปี 'อาหรับสปริง' ตูนิเซียยังคงเดินทางไกล

ปรากฏการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม ครั้งใหญ่ในโลกอาหรับ เกิดขึ้นที่ตูนิเซียเป็นแห่งแรก เมื่อปี 2554 จวบจนถึงปัจจุบันผ่านมาแล้ว 1 ทศวรรษ แต่ตูนิเซีย "ยังคงต้องเดินทาง" อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564 เวลา 09.30 น.

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนม.ค. 2554 ประธานาธิบดีซิเน เอล อาบิดีน เบน อาลี ลาออกจากตำแหน่งผู้นำตูนิเซีย ยุติการครองอำนาจยาวนาน 24 ปี และบรรเทาความรุนแรงของสถานการณ์ประท้วงต่อต้านรัฐบาลขั้วอำนาจเก่า ในประเทศที่ถือเป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ "อาหรับสปริง" โดยมีชนวนจากการที่นายโมฮาเหม็ด บูอาซิซี พ่อค้าขายผลไม้รถเข็น วัยเพียง 27 ปี จุดไฟเผาตัวเองประท้วงเจ้าหน้าที่เทศบาล ซึ่งไม่อนุญาตให้เขาขายผลไม้ กลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เกิดการลุกฮือของชาวตูนิเซีย



การยอมสละอำนาจของเบน อาลี จุดประกายความหวังให้แก่ชาวตูนิเซียจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม ผ่านมาแล้ว 1 ทศวรรษ หรือ 10 ปี ปรากฏว่าในมุมมองของชาวตูนิเซียจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกลุ่มที่ร่วมการเคลื่อนไหวในช่วงอาหรับสปริง มีความเห็นไปในทางเดียวกัน ว่าการปฏิวัติครั้งนั้นไม่สามารถปูทางไปสู่เป้าหมาย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2562 ตูนิเซียจัดการเลือกตั้งแห่งชาติ ได้คณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่ สถานการณ์หลายด้านภายในประเทศเริ่มดีขึ้น เศรษฐกิจกลับมาขยายตัว อัตราเงินเฟ้อเริ่มลด อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว หลังซบเซาอย่างหนักจากเหตุก่อการร้ายเมื่อปี 2557


Al Jazeera English

แต่ความหวังนั้นคงอยู่ได้เพียงไม่กี่ปี เนื่องจากภาครัฐยังคงต้องขอความช่วยเหลือด้านการเงินจากต่างประเทศ และยังมีวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบอย่างหนักหน่วงไปทุกภาคส่วน ผลสำรวจความคิดเห็นชาวตูนิเซีย โดยสถาบันอินเตอร์เนชั่นแนลรีพับลิกัน ( ไออาร์ไอ ) เมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว ปรากฏว่า 87% ของกลุ่มตัวอย่างมองว่า ตูนิเซีย "กำลังเดินผิดทาง" เพิ่มขึ้นมากถึง 20% เมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อเดือนธ.ค. 2562 ซึ่งสถิติตอนนั้นอยู่ที่ 67%

ปัจจุบันตูนิเซียยังคงเผชิญกับอัตราการว่างงานที่ยังคงสูง และปัญหาการคอร์รัปชันที่ยังคงฝังรากลึกยากเกินแก้ไข ส่งผลต่อภาพลักษณ์และการใช้อำนาจตามหลักนิติรัฐ ทำให้ประชาชนนำสถานการณ์ปัจจุบันกลับไปเปรียบเทียบกับช่วงเวลาในยุคของเบน อาลี อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประธานาธิบดีเคส์ ซาอีด

ประธานาธิบดีเคส์ ซาอีด ผู้นำตูนิเซียคนปัจจุบัน ได้รับการเลือกตั้งเมื่อเดือนต.ค. 2562 ท่ามกลางความคาดหวังของทุกฝ่ายในประเทศ ว่าการที่ซาอีดเป็นนักกฎหมายมาก่อน เช่นเดียวกับนายกรัฐมนตรีฮิเชม เมชิชี ทั้งคู่น่าจะช่วยกันปฏิรูปการเมือง และขุดรากถอนโคนปัญหาคอร์รัปชันในตูนิเซียให้ได้มากที่สุด แต่โลกของความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น


Al Jazeera English

สถานการณ์ที่ตูนิเซียกำลังเผชิญ ณ เวลานี้ แทบไม่ต่างอะไรกับที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว การประท้วงต่อต้านรัฐบาลลกับมาเกิดขึ้นอีกครั้ง และตูนิเซียกำลังหาทางหลุดพ้นจากวังวนนี้ ด้วยวิธีการแบบเดียวกับที่เคยปฏิบัติมาแล้วอีกครั้ง โดยซาอีดประกาศเมื่อช่วงก่อนสิ้นปีที่แล้ว เตรียมจัดการเจรจาแห่งชาติ เพื่อนำเส้นทางของการปฏิวัติที่เคยเบี่ยงเบนออกจาเป้าหมาย ให้กลับมาอยู่บนเส้นทางอีกครั้ง

กลุ่มสานเสวนาสี่ฝ่ายแห่งตูนิเซีย

แน่นอนว่า "การเจรจา" เป็นกลยุทธ์คลี่คลายวิกฤติทางการเมืองและสังคมที่ตูนิเซียคุ้นเคยเป็นอย่างดี ย้อนกลับไปเมื่อปี 2556 "กลุ่มสานเสวนาสี่ฝ่ายแห่งตูนิเซีย" ซึ่งเป็นการรวมตัวจากหน่วยงานหลายแห่ง ถือกำเนิดขึ้น และสามารถนำพาตูนิเซียให้รอดพ้นจากช่วงเวลายากลำบากของวิกฤติอาหรับสปริงไปได้ และกลุ่มสานเสวนาสี่ฝ่ายแห่งตูนิเซียได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ เมื่อปี 2558

ปรากฏการณ์อาหรับสปริงไม่ได้เกิดขึ้นที่ตูนิเซียเพียงแห่งเดียว ตลอดระยะเวลา 1 ทศวรรษที่ผ่านมา หลานประเทศร่วมภูมิภาคแอฟริกาเหนือ และอีกหลายประเทศในตะวันออกกลางประสบกับความพยายามเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบเดียวกัน และส่วนใหญ่ยังคงวนเวียนอยู่ในวงจรเดิม

อย่างไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจนในตูนิเซีย คือประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นมากขึ้นกว่าในยุคของเบน อาลี และการมีบทเรียนครั้งใหญ่หลวงให้ศึกษาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โอกาสในการปฏิรูปและการเปลี่ยนแปลงของตูนิเซีย มีแนวโน้มสูงว่าจะมีโอกาสในทางที่ดีมากขึ้น.

----------------------

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP, GETTY IMAGES


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น