อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564

หยุดขยี้ปมโรคภัยโยงการเมือง

เรื่องวัคซีน “โควิด” ในยามนี้ถือว่า แค่เริ่มต้น ยังเกิดปัญหาขนาดนี้ ถ้าเข้าสู่การเริ่มต้นฉีดวัคซีน แม้จะแค่กลุ่มคนที่จำเป็น และยังต้องติดตามผลคนเหล่านั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าระหว่างนั้น พบผู้เกิดอาการข้างเคียงเพียงรายเดียว ไม่ว่าจะแค่เจ็บป่วย หรือถึงขั้นโชคร้ายเกิดการเสียชีวิต โดยที่ยังไม่ทันจะได้พิสูจน์ชัดว่าเพราะวัคซีนหรือปัจจัยอื่นใดกันแน่  อาทิตย์ที่ 24 มกราคม 2564 เวลา 10.00 น.


ความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราเริ่มถูกสุมไฟให้กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) รอบใหม่
แม้ขณะนี้ยังพบจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอยู่ก็ตาม แต่ไม่ได้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ทั้งในและนอกสภา หวาดกลัวหรือลดการเคลื่อนไหวกระหน่ำรัฐนาวาที่นำโดย “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ลงได้เลย

แถมยังดึงเรื่องโรคภัยและสุขภาพของประชาชนมาผนวกบวกเป็นตัวจุดชนวนโจมตีในครั้งนี้ด้วย ซึ่งการนำเรื่องที่มีความอ่อนไหวอย่างนี้มาผูกโยงกับประเด็นทางการเมือง นับว่าน่ากังวลและอันตรายอยู่ไม่น้อย

หลังจากที่มีสำนักข่าวแห่งหนึ่งออกมาเปิดประเด็นเกี่ยวกับการที่รัฐบาลไทยจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนของ บริษัท แอสตราเซเนกา (AstraZeneca) จากสหราชอาณาจักร และมี บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด เป็นผู้รับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนดังกล่าว



ทันใดนั้น คนการเมืองขั้วตรงข้ามก็มาสมทบทันที ทั้ง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” ประธานคณะก้าวหน้า และอดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ หยิบฉวยข่าวตรงนั้นมาขยี้เพื่อตั้งคำถามและโจมตีรัฐบาล ผ่านการไลฟ์สดแถลงข่าว

ตามด้วยกลุ่มเคลื่อนไหวการเมืองอย่าง “ราษฎร” ที่ร่วมผสมโรงขยี้เรื่องดังกล่าวในหมู่มวลชนตัวเอง ควบคู่กับการหยิบยกความเดือดร้อนเรื่องปากท้องของประชาชน ที่ร้องขอการเยียวยาจากภาครัฐ มาจุดกระแสทางการเมือง



ด้วยการขนมวลชนไปชุมนุมและยื่นข้อเรียกร้องต่อกระทรวงการคลัง อ้างว่ามาทวงคืนงบประมาณของกองทัพและสถาบัน ไปใช้สำหรับการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจช่วง โควิด-19 ระบาดซ้ำสอง  

หลักใหญ่ใจความของสิ่งเหล่านี้ คงเป็นเพราะเขาเหล่านั้นคงเล็งเห็นว่า เป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับสถาบันเบื้องสูง และเข้าทางเกมกลุ่มการเมืองข้างต้นในการโจมตีรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ถ้ากลับมาดูให้ดีเรื่องวัคซีนสู้ โควิด-19” จะพบว่ามีหลายแง่มุมที่ทุกๆ ฝ่ายต้องมองอย่างใส่ใจ อาทิ เรื่องเชิงเทคนิค การเจรจาทางธุรกิจ ความพร้อมในด้านเทคโนโลยีทางการเแพทย์ ฯลฯ จึงไม่ควรมองเพียงมุมหนึ่งมุมที่ตรงใจตัวเอง

ในเมื่อตอนนี้เรื่องวัคซีนดังกล่าวบานปลายถูกโยงปมความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเรา ส่งผลให้ประเทศเรายิ่งมีภาพความวุ่นวายสู่นานาชาติอีกครั้ง แถมยังกระทบกับความรู้สึกของเอกชนต่างชาติด้วย เพราะ “แอสแอสตราเซเนกา” ได้ยกเลิกการแถลงข่าวเกี่ยวกับการรับมอบทะเบียนวัคซีนนี้ เนื่องจากไม่อยากเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมืองในไทย



เรื่องวัคซีน “โควิด” ในยามนี้ถือว่า แค่เริ่มต้น ยังเกิดปัญหาขนาดนี้ ถ้าเข้าสู่การเริ่มต้นฉีดวัคซีน แม้จะแค่กลุ่มคนที่จำเป็น และยังต้องติดตามผลคนเหล่านั้น ตามหลักวิทยาศาสตร์ แต่ถ้าระหว่างนั้น พบผู้เกิดอาการข้างเคียงเพียงรายเดียว ไม่ว่าจะแค่เจ็บป่วย หรือถึงขั้นโชคร้ายเกิดการเสียชีวิต โดยที่ยังไม่ทันจะได้พิสูจน์ชัดว่าเพราะวัคซีนหรือปัจจัยอื่นใดกันแน่ 
 
เชื่อได้ว่าเราคงจะเห็นภาพพวกฉวยโอกาสนำคนป่วยหรือคนตายไปแห่ปลุกระดมมวลชนให้รุกถล่มไล่รุกรัฐบาล จนลืมนึกถึงการต้องตรวจสอบพิสูจน์ ค้นหาความจริงให้สติแก่ประชาชน

การเอาเรื่องโรคภัย เรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประชาชนมาเล่นการเมือง เพื่อดิสเครดิตรัฐบาลโดยหวังขับไล่ผู้มีอำนาจ จะไม่ช่วยแก้ไขสถานการณ์โรคระบาดและการเจ็บป่วยของผู้คนได้เลย

ดังนั้นจงพึงระวังอย่าเล่นกันจนกลายเป็นดิสเครดิตประเทศเราเองแล้วผู้คนดิ่งเหวพังพ่าย.
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น