อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

สร้างบุคลิกให้มั่นใจและดูดีกับครูลูกหมี

พอเริ่มเข้าวัยรุ่น เด็กหลายคนเริ่มกังวลกับความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เช่น สิวขึ้น รู้สึกอ้วนไป เตี้ยกว่าเพื่อน ส่วนคนที่สูงกว่าเพื่อนก็เขินเดินไหล่ห่อ ฯลฯ ลูกชายผมก็มีความรู้สึกไม่ต่างกันครับ ผมและภรรยาได้บอกเขาไปว่า ฮอร์โมนและการเจริญเติบโตของร่างกายของแต่ละคนไม่เท่ากัน ทุกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ขอให้ใจเย็น ๆ จันทร์ที่ 25 มกราคม 2564 เวลา 12.00 น.


อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากลักษณะทางกายภาพแล้ว เรื่องของจิตใจก็มีผลไม่น้อย บางทีผมรู้สึกว่าลูกทำตัวไม่ค่อยถูก คำพูด กิริยาท่าทาง ไม่มั่นใจว่าจะเป็นที่ยอมรับกับคนรอบข้างหรือไม่ โดยเฉพาะการยอมรับจากกลุ่มเพื่อน ๆ และจากเพศตรงข้าม (เริ่มเป็นวัยรุ่น ก็จะสนใจเพศตรงข้ามเป็นธรรมดา)
 
นับว่าเป็นโชคดีของผมที่ได้คุยกับ ครูลูกหมี – รัศมี ทองสิริไพรศรี ท็อปโมเดลของเมืองไทย ครูลูกหมีบอกว่า เธอมีโรงเรียนชื่อว่า We are Model by Lookmee ครั้งแรกผมที่ผมได้ยินชื่อนึกว่าสอนแต่คนที่อยากจะเป็นนางแบบอย่างเดียว แต่ครูลูกหมีบอกว่า เธอสอนด้านบุคลิกภาพด้วย นักเรียนอายุน้อยที่สุดมีตั้งแต่ 4 ขวบ อายุมากที่สุด 51 ปี ส่วนใหญ่จะมีผู้หญิงมาเรียน 90% อีก 10% เป็นผู้ชาย แสดงว่าใคร ๆ ก็มาเรียนได้ ครูลูกหมีบอกว่าแต่ก่อนเคยจัดการเรียนเป็นกลุ่ม แต่ช่วงสถานการณ์โควิด รับเฉพาะ private class เท่านั้น
 

 
ผมเล่าเรื่องของลูกชายให้ฟัง ครูลูกหมีบอกให้มาลองเรียนดู พอไปถึงสตูดิโอ ลูกชายผมนั่งกรอกข้อมูลเบื้องต้น เช่น ชื่อ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง การเรียนระดับชั้นไหน (ถ้าเป็นผู้ใหญ่ถามอาชีพ) หลังจากนั้นครูลูกหมีให้ลูกชายผมเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อยืด แล้วลองทำแบบสอบถามอีกชุด ต้องซื่อสัตย์ต่อคำตอบของตัวเอง พฤติกรรมเป็นอย่างไร ก็ขอให้เขียนตอบไปอย่างนั้น
 
เมื่อลูกชายเขียนข้อมูลเสร็จ ครูลูกหมีเริ่มสอนโดยยกคำว่า First Impression” การมีบุคลิกภาพที่ดูดี เป็นการสร้างความประทับใจเมื่อผู้คนพบเจอเราตั้งแต่ครั้งแรก ถือเป็นภาพจำเมื่อแรกเห็น คุณครูบอกว่าไม่ต้องสมบูรณ์ 100% ขอให้ได้เกิน 80% นับว่าโดดเด่นเหนือคนทั่วไปแล้ว ถ้าบุคลิกภาพบวกกับความสามารถที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นความคิด คำพูด การกระทำ จะส่งผลดีและทำให้เรามีชื่อเสียงได้
 

 
คราวนี้ครูลูกหมีเริ่มลงรายละเอียดเรื่อง First Impression อย่างเช่นผู้หญิงคือ ใบหน้า คิ้วมีความสำคัญ ส่วนผู้ชายจะมองเป็นภาพรวม ถ้าเน้นเฉพาะศีรษะ ทรงผมถือว่าเป็นมงกุฎของผู้ชาย เพราะฉะนั้นควรตัดผมให้เรียบร้อย ก่อนออกจากบ้านควรเซตและหวีผมให้ดูดี ถึงตรงนี้ครูลูกหมีแนะนำให้ลูกชายผมไปตัดผม (ลูกชายผมไว้ผมยาวและหัวฟูมาก)
 
เรื่องของร่างกายสมส่วนสามารถสร้างได้เหมือนกับเวลาเรียนสุขศึกษา รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ถ้าน้ำหนักตัวขึ้น ลดพวกข้าว แป้ง และน้ำตาล ครูลูกหมีแนะนำให้ดื่มน้ำเยอะ ๆ วันละ 2 ลิตรยิ่งดี ผิวพรรณจะดี ชุ่มชื้น อาบน้ำให้ขัดผิว ไปหาครีมมาทาบำรุงผิวก่อนนอน เพื่อให้ดูอ่อนเยาว์อยู่เสมอ โดยเฉพาะวัยรุ่นเริ่มมีสิว ให้รักษาความสะอาด ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้า ใช้โทนเนอร์และสำลีเช็ดสิ่งสกปรกที่ตกค้างบนใบหน้า
 
ครูลูกหมีถามลูกผมว่า “รู้ไหม ผู้หญิงดูร่างกายส่วนไหนของผู้ชาย” ในใจผมตอบว่า “บั้นท้าย” แต่คุณครูเฉลยว่า “มือ” เพราะฉะนั้นต้องตัดเล็บให้สั้นและดูสะอาดอยู่เสมอ ลูกชายของผมรู้ตัวทำนิ้วกุดทันที เนื่องจากเขาไว้เล็บยาวและดำมาก
 

 
เรื่องกลิ่น ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นปากหรือกลิ่นกาย ต้องคอยเช็กกลิ่นพวกนี้อยู่เสมอ กินข้าวแล้วบ้วนปาก ใช้ไหมขัดฟัน การรักษาความสะอาดของร่างกายตั้งแต่หัวจดเท้า ทาโรลออนระงับกลิ่น การออกกำลังกายต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ เข้านอนไม่เกิน 4 ทุ่ม เพื่อให้ร่างกายได้นอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมง
 
เมื่อมองจากภายนอก เสื้อผ้าก็สำคัญ ต้องรู้จักการ mix and match เสื้อ กางเกง และรองเท้า พยายามไม่ให้มีสีไม่เกิน 3 สี ดูไม่มากจนเกิน และระวังการใช้สีแรง ๆ เช่น สีแดง สีเขียว สีฟ้า บางทีคนผิวสองสีอย่างลูกชายผมใส่แล้วผิวจะดูคล้ำ พยายามแต่งตัวให้ดูสดใส ใส่แล้วต้องมั่นใจก่อนออกจากบ้าน คุณครูบอกวิธีเช็กง่าย ๆ คือ ลองถ่าย selfie ดูว่าแต่งตัวแล้วขึ้นกล้องหรือไม่ เครื่องประดับก็เป็นส่วนเสริมได้ ผู้ชายมีนาฬิกาสักเรือนก็ดูดีขึ้นมาได้ ไม่ต้องใช้ของแพง แต่ให้เหมาะกับตัวเรา ใส่แล้วมั่นใจ คุณครูบอกว่าลูกชายผมยังเล็กอย่าเพิ่งไปเจาะหู ส่วนของผู้หญิงมีแหวน สร้อย รองเท้า กระเป๋า ทุกอย่างต้องส่งเสริมกัน
 
หลังจากนั้น ครูลูกหมีสอนถึงเรื่องบุคลิกว่าบุคลิกคล่องแคล่วจะดูมีพลังกระฉับกระเฉง เร็วดีกว่าช้า คิด พูด และทำให้เร็ว เริ่มจากรู้หน้าที่ของตัวเองและวางแผนจัดแบ่งเวลา รู้ว่าต้องนอนกี่โมงและตื่นกี่โมง เพราะถ้าพลาดตั้งแต่แรก จะส่งผลกับสิ่งอื่น ๆ ในลำดับต่อมา
 
ครูลูกหมีคงสังเกตว่าลูกชายผมคุยด้วยแล้วไม่ค่อยมองหน้า คุณครูเลยสอนให้รู้จักการใช้สายตาเพื่อตั้งใจมอง ฝึกมองลึกลงไปในรายละเอียด พอเริ่มคุยกับคนอื่นให้สบตาแบบใส่ใจ ให้มองแล้วยิ้มเบา ๆ คุณครูให้จำว่า “ยิ้ม” เกิดที่ปาก ตา และใจ
 

 
หลังจากนั้นคุณครูให้ลูกผมประเมินตัวเองว่ามีความมั่นใจกี่เปอร์เซ็นต์และแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ที่จะเสริมความมั่นใจและปรับทัศนคติให้ดีขึ้นทุก ๆ วัน เมื่อเข้าสู่การปฏิบัติ (ผมว่าสนุกที่สุดเพราะทำแล้วเห็นผลเดี๋ยวนั้นเลย) โดยเริ่มต้นครูลูกหมีให้ลูกชายผมฝึกยืนให้มั่นคง ผู้ชายเริ่มจากจัดเท้าให้แยกออกจากกันเล็กน้อย ผู้หญิงยืนเท้าชิด น้ำหนักอยู่ใต้ฝ่าเท้า เข่าตึง หัวตรง ตามองตรง ผู้ชายให้ดึงอกขึ้นให้ดูสง่าผ่าเผย แขนไว้ข้างลำตัว เก็บท้องเบา ๆ พอลูกชายผมทำได้แล้ว คุณครูให้ลองเปลี่ยนจุดยืนใหม่ ไล่เช็กตั้งแต่เท้าขึ้นมา
 
ส่วนการนั่ง ตรงนี้ครูลูกหมีบอกลูกชายผมอย่างตรงไปตรงมาว่า “นั่งได้แย่มาก” (ลองไปดูรูปแรก ๆ ได้ครับ) เพราะเขานั่งหลังงอ ชอบเอาศอกเท้าไว้กับหน้าขา คุณครูเริ่มสอนตั้งแต่เข้าไปนั่งกับเก้าอี้ โดยให้ใช้น่องสัมผัสกับเก้าอี้ก่อน ขณะที่นั่งให้แขม่วท้อง แล้วค่อย ๆ นั่งลงไป นั่งหลังตรง ไม่งอตัว ศีรษะตรง มองตรง เช่นเดียวกัน เวลาจะลุก ก็ต้องแขม่วท้องแล้วค่อย ๆ ลุกขึ้นมา แล้วยืนอย่างมั่นคง

ไม่น่าเชื่อเวลา 2 ชั่วโมงที่เรียนผ่านไปเร็วมากครับ ผมเพิ่งสังเกตเห็นว่าลูกชายดูสมาร์ทขึ้นจากการยืนและการนั่ง เสียดายที่ยังไม่เข้าเรื่องของการเดิน คงต้องเก็บไว้เรียนครั้งต่อไป ถ้าใครสอนใจอยากปรับบุคลิกภาพให้มั่นใจและดูดีขึ้น ลองเข้าไปสอบถามได้ในเพจ https://www.facebook.com/We-Are-Model-By-Lookmee-455851641106997 ได้เลยครับ.


.......................................
คอลัมน์ : ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย "น้าเมฆ"
https://facebook.com/cloudbookfanpage


 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น