อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

ดัน "ร่างพ.ร.บ." สู่ครม.-สภา จัดการที่ดิน-กระจายถือครอง

หัวใจของร่าง พ.ร.บ. คือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น โดยการกำหนดให้มีกรรมการตัวแทนภาคประชาชน จํานวน 9 คน พฤหัสบดีที่ 28 มกราคม 2564 เวลา 07.00 น.


หลังจากผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนราชการและภาคประชาชนมาแล้วอย่างน้อย 2 ภาคใหญ่ และกำลังจะเปิดรับฟังความเห็นเพิ่มเติมให้ครบทุกภาคทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบที่เหมาะสมกับสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  ร่าง พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน เริ่มถูกขัดเกลาด้วยการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชน ภาคประชาสังคม เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์  เช่น กลุ่มสภาองค์กรชุมชน กลุ่มเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิ กลุ่มชนเผ่า ฯลฯ ภายใต้ชื่อใหม่ว่า “ร่างพระราชบัญญัติสถาบันบริหารจัดการที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พ.ศ. ...”



ตั้งสถาบันบริหารจัดการที่ดินอย่างเป็นธรรม

จากการที่คณะทำงานขับเคลื่อนผลักดันการจัดตั้งสถาบันบริหารจัดการที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน ที่สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ “บจธ.” แต่งตั้งขึ้น ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางให้เกิดการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วทุกภาคของประเทศ  ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 63 ข้ามมาถึงต้นปี 64  ถือเป็นจังหวะก้าวสำคัญของขั้นตอนเสนอร่างกฎหมายดังกล่าว

นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการ บจธ. ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ บจธ. กล่าวถึงความคืบหน้าในการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.สถาบันบริหารจัดการที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พ.ศ. ... ตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560  ว่า

ขณะนี้บจธ.อยู่ระหว่างรวบรวมผลจากการรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่าง ๆ ทั่วประเทศ ใน 4 ภาค 7 พื้นที่ โดยได้ดำเนินการไปแล้วในพื้นที่ จ.ขอนแก่น อุบลราชธานี และเชียงราย มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้น 263 คน ซึ่งความคิดเห็นส่วนใหญ่ เห็นว่าร่าง พ.ร.บ. สถาบันบริหารจัดการที่ดินและกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและยั่งยืน พ.ศ. ... มีความเหมาะสม และเห็นด้วยกับการจัดตั้งหน่วยงานที่ทำหน้าที่กระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและการใช้ที่ดินอย่างเต็มศักยภาพ

แสดงความเห็น ร่าง พ...” ถึง 4 .. 64

แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด–19 ในรอบใหม่ที่เกิดขึ้น จึงมีการปรับเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นเพื่อความเหมาะสม ตามที่คณะทำงานขับเคลื่อนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.กำหนด การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่าน ๆ มา  เพราะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย ทั้งที่อยู่อาศัยในเมือง ชนบท กลุ่มคนพลัดถิ่น ไปจนถึงกลุ่มชาติพันธุ์ ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ในแอพพลิเคชั่นซูม (ZOOM) ในพื้นที่ภาคใต้ (ตอนล่าง) จ.สงขลา ภาคใต้ (ตอนบน) จ.สุราษฎร์ธานี ภาคเหนือ (ตอนล่าง) จ.พิษณุโลก และภาคกลาง ที่กรุงเทพมหานคร โดยประชาชนทั่วไปยังสามารถแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทาง  www.lawamendment.go.th หรือ www.labai.or.th ภายในวันที่ 4 ก.พ. 64

นายกุลพัชร กล่าวต่อไปว่า เมื่อรับฟังความคิดเห็นครบทุกด้านแล้วจะสรุปรายละเอียดเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการของ บจธ. และคณะอนุกรรมการกฎหมายของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) คาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจาก คทช. เนื่องจากเป็นกฎหมายที่รัฐบาลให้การสนับสนุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและส่งเสริมให้เกิดการกระจายถือครองที่ดิน ช่วยฟื้นฟูพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากและสังคมได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และยังเป็นกฎหมายที่มาจากความต้องการของภาคประชาชน ที่คาดว่าจะสามารถเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือน มิ.ย. 64 หาก ครม.เห็นชอบ จะเสนอเข้าสู่การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรเป็นลำดับต่อไป



3 ภารกิจ-เน้นกระจายถือครองที่ดิน

ทางด้าน พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการ บจธ. กล่าวถึงสาระสำคัญจากร่าง พ.ร.บ.สถาบันบริหารจัดการที่ดินฯ เพื่อนำไปใช้ในการดำเนินงานขององค์กรใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นกลไกในการกระจายการถือครองที่ดินอย่างมั่นคงยั่งยืน ช่วยให้เกษตรกร ผู้ยากจน ชุมชน และองค์กรชุมชน มีที่ดินทำกินและอยู่อาศัยเป็นของตนเอง และมีกลไกไว้สำหรับป้องกันไม่ให้ที่ดินหลุดมือเข้าสู่ระบบตลาด โดยแบ่งภารกิจการดำเนินงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก ๆ คือ

1. การบริหารจัดการและการกระจายการถือครองที่ดิน จากการลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็นหลายจังหวัด พบว่ามีกลุ่มชุมชนหลายกลุ่มมีปัญหาไม่สามารถเข้าถึงสิทธิในที่ดิน เพื่อนำมาประกอบอาชีพและอยู่อาศัยเป็นของตนเองได้ บ้างต้องเช่าที่ดินทำกิน ไม่มีความมั่นคงในชีวิต เนื่องจากที่ดินในระบบตลาดมีราคาสูง และเข้าถึงยาก

สถาบันฯ จะเข้าไปเป็นสื่อกลางในการร่วมกันจัดหาและเจรจาร่วมกับกลุ่มชุมชนให้เกิดความเป็นธรรม โดยจะจัดซื้อที่ดินให้แก่เกษตรกร ผู้ยากจน ชุมชน และองค์กรชุมชน ที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตน เอง ให้มีที่ดินทำกิน ได้มีการบริหารจัดการที่ดินร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ และประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน ในรูปแบบแปลงรวม กรรมสิทธิ์ร่วม

โดยมีอำนาจในการจัดสรรที่ดิน เพื่อนำมาให้ เช่า หรือเช่าซื้อ เสียค่าธรรมเนียมต่ำ สนับสนุนการจัดทำผังแปลงที่ดินตามหลักภูมิสถาปัตย์และโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่ดิน และที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบัน บจธ. ได้ให้การสนับสนุนวิสาหกิจชุมชนตามโครงการบริหารจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน ไปแล้ว 9 กลุ่ม ใน 6 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี จันทบุรี ลำพูน และนครราชสีมา เกษตรกรจำนวน 480 ครัวเรือน จำนวนที่ดินรวม 1,744 ไร่

2. การป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดิน ด้วยการให้สินเชื่อเพื่อป้องกันการสูญเสียสิทธิในที่ดินอันเนื่องมาจากการจำนอง ขายฝาก  และการบังคับคดี ให้ชำระหนี้ตามคำพิพากษา รวมไปถึงจัดซื้อที่ดินของลูกหนี้ที่ถูกขายทอดตลาด หรือหลุดขายฝากไปแล้ว เพื่อคงสิทธิให้เกษตรกรและผู้ยากจนได้กลับมามีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิมของตน โดย บจธ.ได้ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรไปแล้ว 387 ราย สามารถป้องกันและคงสิทธิในที่ดินได้ 2,476 ไร่

3. การสนับสนุนอาชีพให้เกษตรกรในพื้นที่ดำเนินการของสถาบันฯ ที่ได้จัดสรรให้กลุ่มเกษตรกรไปแล้ว  สถาบันฯ จะสนับสนุน ส่งเสริมให้ทำการเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ และสนับสนุนต่อเนื่องแบบครบวงจร โดยการอบรมให้ความรู้ การเรียนรู้ศึกษาดูงาน เพื่อให้เกษตรกรได้เกิดทักษะในการทำเกษตรกรรม สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืน



เข้าถึงประชาชนระดับฐานรากมากขึ้น

สำหรับที่ดินที่ใช้ดำเนินงานตามร่าง พ.ร.บ.สถาบันบริหารจัดการที่ดินฯ จะใช้ที่ดินที่จัดหาจากภาคเอกชนและการจัดหาที่ดินของรัฐ ตามที่หน่วยงานรัฐที่มีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบมอบหมาย ตามนโยบายการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรดินของประเทศที่คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบัน บจธ.ได้ลงนามความตกลงกับกรมธนารักษ์ เพื่อขยายความร่วมมือในการนำที่ราชพัสดุ มาให้ บจธ. บริหารจัดการต่อให้เพื่อเกษตรกร ผู้ยากจน และผู้ที่มีความประสงค์จะใช้ประโยชน์ในที่ดินได้ทำการเกษตรในราคาที่ไม่แพง  เป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกร และผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากที่ราชพัสดุได้ง่ายขึ้น 

เช่นเดียวกับการขยายกลุ่มเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือกลุ่มแรงงาน จึงเกิดความตกลงร่วมมือระหว่าง บจธ. และสำนักงานประกันสังคม  กระทรวงแรงงาน ในการให้ความช่วยเหลือแรงงานในระบบประกันสังคม ที่ต้องออกจากงานในช่วงโควิด-19 และกลับภูมิลำเนาเดิมโดยไม่มีอาชีพรองรับ ซึ่งมีความประสงค์จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมแต่ไม่มีที่ดินทำกิน รวมทั้งมีที่ดินแต่ขาดเงินทุนประกอบอาชีพ โดย บจธ.จะเป็นฐานรองรับให้กับแรงงานเหล่านี้  ถือเป็นการปรับเปลี่ยนภารกิจของ บจธ. ตามสภาพแวดล้อมทางสังคม เพื่อให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยและผู้ด้อยโอกาสได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งนี้ หัวใจของร่าง พ.ร.บ. คือส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนมากขึ้น โดยการกำหนดให้มีกรรมการตัวแทนภาคประชาชน จํานวน 9 คน ซึ่ง ครม.แต่งตั้งจากเครือข่ายภาคประชาชนด้านที่อยู่อาศัย ด้านการเกษตร ด้านแรงงาน ด้านสวัสดิการสังคม ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ ด้านกฎหมายสิทธิชุมชน และด้านส่งเสริมความเข้มแข็งชุมชน เข้ามาร่วมในการกำหนดนโยบายการบริหารงานของสถาบันฯ ให้สามารถตอบโจทย์ปัญหาความเดือดร้อน ความต้องการของภาคประชาชนมากขึ้น

โดยผู้แทนภาคประชาชนกึ่งหนึ่งที่จะต้องมาจากเครือข่ายภาคประชาชนด้านที่อยู่อาศัย ด้านการเกษตร ด้านแรงงาน ด้านสวัสดิการสังคม ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อให้เกิดความยั่งยืนของการถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินของผู้เข้าร่วมโครงการ.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น