อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

"กาชาด" วางมาตรการเข้ม บริจาคเลือดยุคโควิด  

โควิด -19 ทำให้ผู้บริจาคโลหิตลดลง 50%ส่งผลให้ “รพ.ทั่วประเทศขาดแคลนเลือด และจำเป็นต้องเลื่อนการผ่าตัด  เลื่อนการรักษา” โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดที่จำเป็นต้องได้รับเลือดเป็นประจำสม่ำเสมอ เสาร์ที่ 30 มกราคม 2564 เวลา 13.00 น.


ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบกับทุกภาคส่วน การจ้างงาน การท่องเที่ยวและ การบิน การส่งออก การศึกษา และด้านสุขภาพ ซึ่งเป็นปัญหาโดยตรงของการระบาด COVID-19 ที่ส่งผล ต่อมวลมนุษยชาติ รวมทั้งการปรับตัวของผู้คน ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่ กิจกรรมหลายอย่างในชีวิตประจำวัน ไม่สามารถใกล้ชิดกัน รวมกลุ่มกันจำนวนมาก

“การบริจาคโลหิต” ก็เช่นเดียวกัน สร้างความวิตกกังวลต่อประชาชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภาพรวมการบริจาคโลหิตทั่วประเทศ ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด คือ “ผู้บริจาคโลหิตลดลง 50%” หน่วยเคลื่อนที่ยกเลิก โรงพยาบาลเบิกเลือดและไม่สามารถ จ่ายให้กับโรงพยาบาลได้ ส่งผลให้ “โรงพยาบาลทั่วประเทศขาดแคลนเลือด และจำเป็นต้องเลื่อนการผ่าตัด  เลื่อนการรักษา” โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเลือดที่จำเป็นต้องได้รับเลือดเป็นประจำสม่ำเสมอ

อย่างไรก็ตาม “ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย” ได้จัดทำมาตรฐานความปลอดภัยในหลายมิติ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าการรับบริจาคโลหิตมีความปลอดภัย ตั้งแต่ต้นทาง คือ ผู้บริจาคจนปลายทาง คือ ผู้ป่วย รวมทั้งผู้รับบริการอื่นๆ 



โดยในส่วนของมาตรการเตรียมความพร้อมด้านสถานที่ ประกอบด้วย 1. ทำความสะอาดทุกจุดสัมผัสร่วมต่างๆ ภายในอาคาร ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ และอบ OZONE ห้องรับบริจาคโลหิต 2. จัดพื้นที่รองรับบริการแต่ละขั้นตอน โดยมีการเว้นระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตร 3. จัดวางแอลกอฮอล์เจล ทำความสะอาดมือทั่วอาคาร 4. จัดตั้งฉากกั้นระหว่างเจ้าหน้าที่และผู้บริจาคโลหิตทุกจุดของกระบวนการบริจาคโลหิต ตั้งแต่จุดกรอกแบบฟอร์มบริจาคโลหิต จุดตรวจวัดความเข้มข้นโลหิต ห้องตรวจคัดกรองผู้บริจาคโลหิต และห้องบริจาคโลหิต 5. จัดเตรียมเครื่องวัดอุณหภูมิคัดกรองบุคลากรและผู้บริจาคโลหิตก่อนเข้าพื้นที่อย่างเคร่งครัด

มาตรการการเตรียมความพร้อมด้านบุคลากร 1. บุคลากรที่มีบ้านอยู่ในพื้นที่เสี่ยงให้กักกันตัว ปฏิบัติงานที่บ้าน2.  จัดรถ รับ-ส่ง บุคลากรกรณีที่ไม่มีรถส่วนตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะ 3. บุคลากรทุกคนต้องวัดไข้ก่อนเข้าพื้นที่ปฏิบัติงานทุกครั้ง ใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา  เว้นระยะห่างระหว่างบุคคล และล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เป็นประจำ 4.บุคลากรทุกคน ต้องไม่ไปในพื้นที่เสี่ยง หรือแหล่งที่มีผู้คนจำนวนมาก 5.บุคลากรนำอาหารจากบ้านหรือซื้ออาหารเข้ามารับประทาน ไม่ไปนั่งรับประทานที่ร้านอาหารหรือที่สาธารณะ



มาตรการเพิ่มความปลอดภัยของโลหิตบริจาคสำหรับใช้รักษาผู้ป่วย นอกจากนี้ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ยังกำหนดมาตรการในการคัดกรองประวัติสุขภาพผู้บริจาคโลหิตอย่างรัดกุม ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยขอให้ผู้บริจาคคัดกรองตนเองก่อนเดินทางมาบริจาคโลหิต เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูกไหล จมูกไม่ได้กลิ่น ลิ้นไม่รับรส เดินทางไปยังสถานบันเทิง หรือสถานที่แออัด

ถ้าผู้บริจาคโลหิตอาศัย อยู่ในพื้นที่ หรือเดินทางมาจากพื้นที่เสี่ยงที่มีการระบาด สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยโควิด หรือเป็นผู้ได้รับการวินิจฉัยว่าติดเชื้อ โรคโควิด-19 ต้องงดบริจาคโลหิตชั่วคราวอย่างน้อย 28 วันหรือ 4 สัปดาห์ สิ่งสำคัญ คือ ผู้บริจาคจะต้องตอบคำถามเกี่ยวกับสุขภาพตนเองด้วยความเป็นจริง และหากภายใน 14 วัน หลังจากการบริจาคโลหิต หากพบหรือได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อ ผู้บริจาคโลหิตควรแจ้งให้หน่วยงานที่ได้ไปบริจาคโลหิตทราบทันที เพื่อจะได้กักกันหรือเรียกคืนส่วนประกอบโลหิตของ ผู้บริจาครายนั้นๆ กลับมาและไม่นำไปใช้รักษาผู้ป่วย

ทั้งนี้มาตรการทั้งหมดครอบคลุมทั้งที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่ง ทั่วประเทศ หน่วยเคลื่อนที่ และหน่วยเคลื่อนที่ประจำทุกแห่ง ดังนั้นในภาวะขาดแคลนโลหิตนี้ ขอให้ประชาชนและผู้บริจาคโลหิตทุกท่าน มั่นใจว่าเมื่อมาบริจาคโลหิต จะไม่มีความเสี่ยงในการรับเชื้อ เราคำนึกถึงผู้บริจาคและผู้ป่วยเป็นอันดับแรก ร่วมบริจาคโลหิตฝ่าวิกฤติโควิด -19 ส่งต่อโลหิตที่ปลอดภัยให้กับผู้ป่วย.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 104