อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

ท่าทีอเมริกายุค "ไบเดน" กับอินโด-แปซิฟิก-จีน!

สหรัฐอเมริกาได้ประธานาธิบดีคนใหม่ คือ “โจ ไบเดน” เข้าบริหารประเทศ ดูเหมือนหลายฝ่ายจะจับตามหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลก ว่าจะปรับเปลี่ยนทิศทางแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ จันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.00 น.


เมื่อสหรัฐอเมริกาได้ประธานาธิบดีคนใหม่ คือ “โจ ไบเดน” เข้าบริหารประเทศ ดูเหมือนหลายฝ่ายจะจับตามหาอำนาจหมายเลข 1 ของโลก ว่าจะปรับเปลี่ยนทิศทางแตกต่างจาก 4 ปีที่ผ่านมาหรือไม่ จุดนี้จึงเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก เพราะหากมหาอำนาจของโลกปรับเปลี่ยนทิศทางตัวเอง หลายประเทศต้องปรับตัวตามไปด้วย

ดังนั้นสถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา จึงร่วมกับสถาบันอาณาบริเวณศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาในหัวข้อ “สหรัฐอเมริกากับอินโด-แปซิฟิกในยุคของโจ ไบเดน” โดยมีวิทยากรประกอบด้วย นายทรงศัก สายเชื้อ กรรมการประจำสถาบันอาณาบริเวณศึกษา อดีตอธิบดีกรมอเมริกาและแปซิฟิก และอดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ผศ.ดร.ประพีร์ อภิชาติสกล คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผศ.ดร.จิตติภัทร พูนขำ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรศ.ดร.สิทธิพล เครือรัฐติกาล ผอ.สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



อเมริกาจะปรับตัวเข้าหาเอเชียมากขึ้น

นายทรงศักกล่าวว่าเชื่อว่ารัฐบาลโจ ไบเดน จะกลับมาหาเอเชียมากขึ้น โดยไบเดนจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นภายในประเทศก่อน หลังจากช่วง 4 ปีที่ผ่านมาในยุคประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างความแตกแยกในสังคมอเมริกามาก แต่ในส่วนของต่างประเทศ ไบเดนจะเน้นการกลับสู่ภาคีโลก และเข้าหาพันธมิตรมากขึ้น แตกต่างจากทรัมป์ที่มีปัญหากับพันธมิตรเดิมของอเมริกา ทั้งเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เราพบว่าคณะทำงานของไบเดน มีผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียถึง 4 คน

ขณะที่ ผศ.ดร.จิตติภัทรกล่าวว่าอเมริกาจะกลับมาเป็นผู้นำของโลกอีกครั้ง โดยรื้อฟื้นความเชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตยในประเทศขึ้นมาและส่งเสริมคุณค่าเรื่องนี้กับประเทศอื่น ซึ่งการกลับมาตรงนี้จะปรับสมดุลเพื่อถ่วงอำนาจกับจีน ตนเชื่อว่าสงครามการค้ากับจีนคงจะดำเนินการไปอย่างดุเดือดเหมือนเดิม แต่จะมีการเจรจาความร่วมมือกับทางพันธมิตรในการแก้ปัญหาโควิด-19 เรื่องวิกฤติโลกร้อนกับประเทศต่างๆ มากขึ้น

ทั้งนี้ในเรื่องความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก  (CPTPP) เป็นความตกลงที่เกิดขึ้นหลังจากอเมริกายุคทรัมป์ถอนตัวออกไป หากอเมริกาอยากกลับมาเรื่องการค้าก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่ในส่วนความตกลง CPTPP  ด้วยอายุที่มากของไบเดน เขาอาจเป็นประธานาธิบดีสมัยเดียว ถ้าจะกลับมาเข้าร่วมความตกลงดังกล่าวอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายสมัย แต่ต้องระวังว่าภาคธุรกิจในอเมริกาก็ไม่ชอบข้อตกลงนี้อย่างมาก เพราะมันแย่งงานคนในประเทศ ดังนั้น CPTPP อาจจะยังไม่ใช่หนทางบูรณาการในภูมิภาคนี้ของอเมริกาก็เป็นได้



ส่วนผศ.ดร.ประพีร์เผยว่า นโยบายการเข้าหาเอเชียของอเมริกา เคยดำเนินการมาสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา มาก่อนแล้ว แต่ประธานาธิบดีทรัมป์มีนโยบายสกัดกั้นจีน แต่เน้นวิธีแข็งกร้าวมาก มองจีนเป็นศัตรู ตัวไบเดนเองก็เห็นว่าจีนคือปัญหาที่ท้าทาย แต่อาจใช้วิธีการลดความแข็งกร้าวลงจากรัฐบาลก่อน คือมองเป็นเพียงคู่แข่งทางเศรษฐกิจ ดึงพันธมิตรประเทศต่างๆ เข้ามาช่วยถ่วงดุล

“รัฐบาลไบเดนไม่ใช่รัฐบาลโอบามาแน่ ๆ แม้จะมาจากพรรคเดียวกัน และไบเดนเคยเป็นรองประธานาธิบดีสมัยโอบามาก็ตาม แม้จะมีทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญใกล้เคียง แต่มีมุมมองแตกต่างจากเดิมไปมาก พวกเขาจะมีท่าทีแข็งกร้าวกับจีนยิ่งขึ้น อเมริกาจะจัดการผู้ก่อการร้ายในตะวันออก กลาง โดยใช้หน่วยรบพิเศษ ใช้โดรนทำลาย แต่คงไม่นำไปสู่สงครามครั้งใหญ่ โดยทีมที่ปรึกษาไบเดนหลายคนต่างสนับสนุนการแทรกแซงทางทหาร เพื่อยุติสงครามกลางเมืองในซีเรียทั้งสิ้น”

จีน-อเมริกาคู่ขัดแย้งไปอีกยาวนาน

ทางด้านรศ.ดร.สิทธิพลกล่าวว่าจีนกับอเมริกา จะเป็นคู่ขัดแย้งกันอีกยาวนาน 20-30 ปี ปัจจุบันทั้งสองประเทศมีท่าทีแข็งกร้าวใส่กัน ในช่วงไบเดนเริ่มทำงาน จีนก็แสดงออกชัดเจน ทั้งการห้ามข้าราชการระดับสูงในยุคทรัมป์เข้าจีน ฮ่องกง มาเก๊า ห้ามทำธุรกรรมการเงิน สิ่งนี้เป็นการสื่อนัยว่าจีนไม่พอใจการทำงานของทรัมป์ และเป็นการเตือนว่าไบเดนอย่าซ้ำรอยเด็ดขาด นอกจากนี้ในวันที่ 22 ม.ค.64 จีนออกกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ชายฝั่งสามารถยิงเรือที่รุกล้ำน่านน้ำจีนได้ โดยไม่ต้องแจ้งข้าราชการระดับสูงเลย นอกจากนี้จีนยังส่งเครื่องบินรบรุกล้ำน่านฟ้าไต้หวัน ฝ่ายอเมริกาก็ตอบโต้โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปในทะเลจีนใต้



“สี จิ้น ผิง” ประธานประเทศและเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เรียกร้องให้อเมริกายุติการมองจีนแบบสงครามเย็น แต่จีนมีการซ้อมรบในทะเลจีนใต้ ซึ่งมีปัญหาพิพาทดินแดนหมู่เกาะกับประเทศอื่น ทั้งญี่ปุ่นและฟิลิปปินส์ ทางรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของอเมริกาอย่างนายแอนโทนี บลิงเคน ก็ยืนยันว่าอยากจะร่วมมือกับจีนในประเด็นโควิด-19 และวิกฤติโลกร้อน แต่กังวลเรื่องสิทธิมนุษยชนในจีน บางอย่างอยากร่วมมือ บางอย่างอยากแก้ไข ตัวเขาเองได้คุยกับนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศไทย เพราะอยากกระชับความสัมพันธ์ในฐานะพันธมิตรเก่าตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วย

ทั้งนี้ปีหน้า 2022 จีนจะมีการประชุมสมัชชาใหญ่ของพรรค ซึ่ง “สี จิ้น ผิง”ครองตำแหน่งผู้นำสูงสุดมา 2 สมัยแล้ว และเขากำลังจะได้เป็นต่อ (จะเป็นผู้นำคนแรกนับตั้งแต่เหมา เจ๋อ ตุง ที่ครองอำนาจผู้นำพรรคเกิน 2 สมัยหรือ 10 ปี) ดังนั้นจึงต้องแสดงความเข้มแข็งให้คนในประเทศเห็นว่าอะไรที่กระทบกับผลประโยชน์ของจีน จะไม่ยอมอ่อนข้อให้เด็ดขาด

จุดนี้เราอาจจะไม่เห็นการทูตแบบนักเลงเหมือนสมัยทรัมป์อีก แต่การปิดล้อมสกัดกั้นจีน เป็นสิ่งที่อเมริกาเห็นตรงกันแล้วว่าต้องทำ เขาออกมาประณามการกระทำต่อชนกลุ่มน้อยอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นการประกาศของรัฐมนตรีต่างประเทศคนเก่าสมัยทรัมป์ และไบเดนก็ยังเห็นตรงกันในจุดนี้

นี่จึงเป็นการปะทะกันของ 2 ชาติมหาอำนาจ ที่จะทำให้ประเทศเล็กๆรองลงมา ต้องตัดสินให้ดีในเรื่องนี้

ไทย-อเมริกา/ไทย-จีน สมดุลที่ต้องคิดถี่ถ้วน

ผศ.ดร.ประพีร์มองว่าการที่อเมริกากลับมามีบทบาทมากยิ่งขึ้นในเอเชีย มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปะทะกับจีน ดังนั้นเรื่องข้อตกลงการค้ากับอเมริกาที่ไทยมีความสัมพันธ์มายาวนานน่าจะยังอยู่ ไม่ได้ทิ้งกันไป แม้ช่วงที่ผ่านมาจะมีความสัมพันธ์แบบลุ่มๆ ดอนๆ กันบ้าง เราได้แต่หวังว่าอเมริกาจะไม่กดดันให้ไทยและหลายประเทศในเอเชียเลือกข้างว่าจะเอาจีนหรือเอาอเมริกา ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นคงจะลำบากมาก

ในส่วนนี้รศ.ดร.สิทธิพลกล่าวเสริมว่า แม้ประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียนอาจถูกบีบให้เลือกจุดยืนเวลามีความขัดแย้งระหว่างอเมริกากับจีน ไทยต้องระมัดระวังจุดยืน เช่น หากวันหนึ่งฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นชาติในอาเซียนมีปัญหาขัดแย้งเรื่องหมู่เกาะกับจีนขึ้นมา เราจะต้องวางตัวอย่างไร? ตนคิดว่าหนทางที่ดีสุดคือต้องมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและอเมริกา เราอาจใช้อาเซียนเป็นเวทีกลางในการลดความตึงเครียดได้ ซึ่งเป็นการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะอาเซียนมีความเป็นสถาบันที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่าง 2 มหาอำนาจได้ แถมตัวกลางในภูมิภาคเอเชียที่จะช่วยไกล่เกลี่ยก็หาได้ยากมาก นี่จึงเป็นบทบาทที่สำคัญของอาเซียนและไทย ซึ่งผู้นำของเราควรคว้าโอกาสนี้ไว้ให้ได้

การทูตมาพร้อมการสนับสนุนของกำลังรบ!

ทางด้านผศ.ดร.จิตติภัทรกล่าวถึงนายแอนโทนี บลิงเคน รมว.ต่างประเทศ ว่าเขาคือคนที่ไบเดนไว้ใจมากที่สุด เพราะเคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ไบเดนยังเป็นวุฒิสมาชิก และให้คำแนะนำเรื่องยุทธศาสตร์ความมั่นคงแก่ไบเดนมาตลอด โดยบลิงเคนมีจุดยืนสำคัญ ๆ หลายข้อ อย่างแรกคือสนับสนุนความสัมพันธ์อันดีกับยุโรป นิยมนานาชาติหรือภาคีนิยม เน้นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ รื้อฟื้นกรอบพันธมิตรหลังจากอเมริกายุคทรัมป์ไม่เอามิตรประเทศ
อื่น ๆ เลย



อีกข้อสำคัญคือเขาสนับสนุนการยุติความขัดแย้งในซีเรียที่มีสงครามกลาง เมืองเขาเคยสนับสนุนการส่งทหารอเมริกันไปทำสงครามในอัฟกานิสถานและอิรัก บลิงเคนเชื่อว่าการทูตจะมีประสิทธิภาพได้นั้น จะต้องมีกำลังป้องปรามสนับสนุนด้วยถึงจะได้ผล ตัวเขาเองมีเชื้อสายยิว ซึ่งคงสนับสนุนอิสราเอลในเรื่องความมั่นคงอยู่แล้ว


ส่วนมุมมองต่อจีนของรมว.ต่างประเทศคนใหม่ พูดได้ว่าเป็น “สายเหยี่ยว” เชื่อว่าไต้หวันมีสิทธิปกครองตนเองโดยมีอเมริกาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ สำหรับท่าทีต่อรัสเซียก็เข้มข้นมาก เขาวิพากษ์วิจารณ์รัสเซียในเรื่องการทำสงครามโจมตีไซเบอร์ การแทรกแซงการเลือกตั้งในอเมริกาที่ผ่านมา ซึ่งมีหลักฐานชี้ชัดว่ารัสเซียดำเนินการ หรือการวิจารณ์รัฐบาลรัสเซียว่าพยายามวางยาพิษสังหารผู้ต่อต้านรัฐบาลวลาดิเมียร์ ปูติน ด้วย

นี่คือท่าทีรัฐมนตรีต่างประเทศคนใหม่ของอเมริกาที่น่าสนใจ และจะมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกใบนี้ โดยเฉพาะต่อเอเชีย-อาเซียน และกับประเทศไทยด้วย.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น