อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

รัฐประหารเมียนมา มหาอำนาจกับเกมไม่ง่าย

กองทัพเมียนมากล่าวหานางออง ซาน ซูจี "โกงการเลือกตั้ง" จึงต้องรัฐประหาร ในขณะที่สหรัฐและจีนต้องเคลื่อนไหว "อย่างรอบคอบ" อาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.30 น.

เช้าตรู่ของวันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของเมียนมา นำกองทัพทำรัฐประหารเป็นครั้งแรกในรอบ 59 ปี หรือนับตั้งแต่สมัยพล.อ.เน วิน เมื่อปี 2505 ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของนางออง ซาน ซูจี หลังจากนั้นมีการตั้งข้อหากับเธอว่า "ครอบครองวิทยุสื่อสารโดยไม่ได้รับอนุญาต" ซึ่งถือเป็นการเข้าข่ายละเมิดกฎหมายนำเข้าและส่งออกสินค้าของเมียนมา



ขณะที่อดีตประธานาธิบดีวิน มยินต์ ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์การเมืองกับนางซูจีมานาน ถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการฝ่าฝืนกฎหมายด้านสถานการณ์ภัยพิบัติ ที่รวมถึงการพบปะกับผู้คนหมู่มาก ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไป เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ปีที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 และผลการเลือกตั้งที่ออกมา เป็นชนวนเหตุที่กองทัพ "อ้างว่าจำเป็น" ให้ต้องยึดอำนาจ


BBC News

ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเมียนมา แน่นอนได้รับการจับตาจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศมหาอำนาจ หนึ่งในนั้นคือจีน แม้จริงอยู่ที่รัฐบาลปักกิ่งมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นยาวนาน ตั้งแต่ยุครัฐบาลทหาร แต่สถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ครั้งนี้ "ไม่ใช่เวลาเฉลิมฉลอง" สำหรับจีน เพราะในระยะหลัง รัฐบาลปักกิ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมากกับพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ( เอ็นแอลดี ) เช่นกัน การแสดงออกของจีนต่อวิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งใหม่ในเมียนมา จึงเป็นไปอย่างระมัดระวัง

อนึ่ง เมียนมาเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของแผนยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง หรือเส้นทางสายไหมใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน ซึ่งหนึ่งในแผนการ คือโครงการท่าเรือน้ำลึกเจ้าผิวในรัฐยะไข่ โครงการพัฒนาเมืองย่างกุ้งให้เป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ และโครงการเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากมณฑลยูนนาน ของจีน แล้วผ่านเมียนมาทั้งประเทศ ซึ่งเป็นการวางเส้นทางการค้าจากภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย


CGTN

ปฏิกิริยาอย่างเป็นทางการแรกของจีน ที่มีต่อการรัฐประหารในเมียนมา ชัดเจนว่าเป็นไปตามหลักการแถลงทางการทูตทั่วไป นายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ว่ารัฐบาลปักกิ่ง "รับทราบ" สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา และ "กำลังศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม"

นายหวังกล่าวต่อไปว่า "จีนเป็นมิตรที่ดีของเมียนมา" และ "มีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่ง" ว่าคู่กรณีทุกภาคส่วนในเมียนมาจะร่วมกันคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ โดยสันติวิธีและอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เพื่อการมีเสถียรภาพของบ้านเมือง และผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ พูดให้ง่ายขึ้นในเชิงหลักการ คือจีนกำลังบอกว่า การรัฐประหารเป็นกิจการภายในของเมียนมา และจีนพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลชุดใหม่ของเมียนมา ตราบใดที่ยังรักษา "ความเป็นมิตร" ต่อกันไว้ได้



การที่เมียนมากลับมาอยู่ภายใต้รัฐบาลทหารอีกครั้ง หลังเว้นว่างได้เพียง 1 ทศวรรษ หากนับรวมรัฐบาลกึ่งพลเรือนของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง แต่จะเหลือเพียง 5 ปี หากนับตั้งแต่พรรคเอ็นแอลดีของนางซูขีชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย เมื่อเดือนพ.ย. 2558 ทำให้หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า เมียนมาจะหันกลับไปหาจีนอีกครั้ง เพราะประวัติศาสตร์จะกลับไปซ้ำรอยในยุครัฐบาลทหาร ที่รัฐบาลปักกิ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของเมียนมา

อย่างไรก็ตาม กาลเวลาเปลี่ยนไปพร้อมกับยุคสมัยฉันใด กองทัพเมียนมาก็ต้องตามให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงฉันนั้น กองทัพเมียนมาในยุคหลังไม่ได้โอนอ่อนผ่อนตามให้กับจีนเสมอไป รัฐบาลเมียนมาในยุคของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง หรือพล.อ.เต็ง เส่ง ฟังเสียงชาวเมียนมามากขึ้น และเป็นรัฐบาลที่สั่งระงับโครงการก่อสร้างเขื่อนมิตโสนของจีนด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ รัฐบาลของนายพลเต็ง เส่ง คือรัฐบาลที่ "ยอมเปิดประตู" นำเมียนมาออกไปทำความรู้จักกับโลกตะวันตกอีกครั้ง เริ่มจากสหรัฐ โดยเมื่อปี 2555 ผู้นำสหรัฐในเวลานั้น คือประธานาธิบดีบารัค โอบามา เยือนเมียนมาอย่างเป็นทางการ และอีก 1 ปีให้หลัง นายพลเต็ง เส่ง เยือนกรุงวอชิงตันอย่างเป็นทางการ ในฐานะอาคันตุกะของผู้นำสหรัฐ

ทว่าบรรยากาศตลอด 5 ปีในยุครัฐบาลซูจีค่อนข้างชัดเจนว่า ไม่ว่าอย่างไรกองทัพยังเป็นส่วนหนึ่งของระบบการปกครองในเมียนมา "อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" แต่ตอนนี้เมียนมาไม่อาจยึดติดกับการพึ่งพิงประเทศใหญ่กว่า ได้อย่างเจาะจงเพียวประเทศใดประเทศหนึ่งได้อีก เพราะบริบทโลกซึ่งเปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน ขณะที่บรรดามหาอำนาจเองต่างก็ต้องเคลื่อนไหวด้วยความรอบคอบเช่นกัน.

--------------------------

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น