อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 13 เมษายน 2564

ปูมหลังรัฐประหารเมียนมา"เผด็จการทหาร"ปกครอง!

เเม้ยืนยันว่าจะจัดการเลือกตั้งภายใน 1 ปี แต่ประชาชนก็ยังต่อต้าน หัวหน้าคณะรัฐประหาร จะคุมเกมอย่างไรต่อ ? อาทิตย์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.00 น.


ผ่านพ้นมาเกือบ 2 สัปดาห์ หลังเหตุการณ์ พล..อาวุโส  มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด นำ กองทัพเมียนมา (ทัดมาดอว์) ออกมารัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ของ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และ นายวิน มยินต์ ประธานาธิบดี นอกจากนี้ทหารยังไล่จับกุมบรรดานักการเมืองจาก พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) โดยอ้างเหตุผลจากการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 .. 63 มีการทุจริตเลือกตั้งเป็นวงกว้าง ถือเป็นการรัฐประหารครั้งที่ 4 ของเมียนมา

แม้ทางพล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร ยืนยันว่าจะจัดการเลือกตั้งภายใน 1 ปี แต่กระแสความไม่พอใจของประชาชนชาวเมียนมา หลากหลายสาขาอาชีพพอตั้งหลักได้ก็ส่งสัญญาณประท้วงแบบอารยะขัดขืน ไม่ว่าจะออกมาตีเกราะเคาะไม้ หม้อ ถัง กะละมัง บ้างก็บีบแตรรถกันเสียงดังสนั่นหวั่นไหวกันไปตามท้องถนนทั่วบ้านทั่วเมือง โลกโซเชียลตีแผ่การไม่พอใจของประชาชนไปทั่วโลก แม้จะถูกตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตแต่ม็อบเริ่มยกระดับลงถนนประท้วงรายวันทั้งในเมืองหลวงเนปิดอว์ หรือที่เมืองหลวงเก่าย่างกุ้ง และตามเมืองใหญ่ จนเกิดการปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ได้รับบาดเจ็บ

ที่สำคัญม็อบที่ออกมาอารยะขัดขืนไม่ได้มีเพียงชาวบ้าน นักศึกษา พระภิกษุเท่านั้น มีข้าราชการ บุคลากรทางการแพทย์พยาบาล นักกฎหมาย และกลุ่มตำรวจคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่ออกมาประท้วงด้วย ทำให้ทั่วโลกต่างเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของเมียนมา ชนิดรายวัน เมื่อประชาชนต่อต้านเช่นนี้ พล..อาวุโส มิน อ่อง หล่าย หัวหน้าคณะรัฐประหาร จะคุมเกมอย่างไรต่อ ?



ทหารยึดอำนาจวนเวียนแบบเดิม ๆ

ทีมข่าว 1/4 Special Report นอกจากเกาะติดสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในเมียนมาแล้ว ยังมีโอกาสได้รับฟังการเสวนา รัฐประหารเมียนมา : กองทัพ การเลือกตั้ง และจุดจบของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย? จัดโดยคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และศูนย์วิจัยดิเรก ชัยนาม มีบรรดาวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านต่างประเทศและการเมืองเมียนมา เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อาทิ ผศ.ลลิตา หาญวงษ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, นายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักวิจัยอิสระ, ผศ.ดร.นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ ผศ.ดร...พินิตพันธุ์ บริพัตร คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ผศ.ลลิตา เล่าปูมหลังพร้อมพาไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์เมียน มายุคใหม่ ภายหลังได้รับเอกราชเมื่อปี .. 1948 (.. 2491) จากอังกฤษ 73 ปี นับตั้งแต่เมียนมา ได้เอกราชมาแต่ก็มี ปัญหาชาติพันธุ์ เป็นเรื่องใหญ่สุดของกองทัพเมียนมาเสมอมา อยากทำความเข้าใจว่าในยุคที่อังกฤษปกครองนั้น อังกฤษเองก็ไม่ได้มีกำลังมากมายอะไร ดังนั้นในรัฐที่อยู่ตามพื้นที่ป่าเขาในพื้นที่เข้าถึงยาก อังกฤษจะให้กลุ่มชาติพันธุ์ปกครองกันเอง อย่างเช่นในรัฐฉาน มีเจ้าฟ้าปกครอง ส่วนชาติพันธุ์อื่น ๆ ก็มีผู้ปกครองของตัวเอง แต่พอได้รับเอกราช มันชัดเจนอยู่แล้วว่าชาติพันธุ์ที่เยอะสุดก็คือ ชาติพันธุ์พม่า ได้ปกครองประเทศ



จุดนี้อยากทำความเข้าใจว่าในหลายประเทศทั่วโลกไม่ได้หมายความว่ากลุ่มชาติพันธุ์ที่มีคนเยอะสุดในประเทศจะได้ปกครอง เช่น ในประเทศรวันดา ที่เคยเกิดโศกนาฏกรรมฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะชนเผ่าที่ปกครองเป็นชนกลุ่มน้อย ได้ขึ้นมาปกครองชนกลุ่มใหญ่ สาเหตุที่ทำได้เพราะว่าชนกลุ่มน้อยเหล่านี้ มีทรัพยากรทางเศรษฐกิจมากกว่า

หลังจากเมียนมาได้เอกราช ชนกลุ่มน้อยก็กลายเป็นปัญหาเสมอมาทันที จนมี สนธิสัญญาปางหลง ที่สัญญาว่าจะให้ชนกลุ่มน้อยได้ปกครองตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งสนธิสัญญานี้ก็มีปัญหา เพราะว่าไม่ได้รวมกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหมดทุกกลุ่ม บางกลุ่มไม่ได้ถูกเชิญมาร่วมลงนามด้วย ซึ่งจุดนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกันโดยข้อตกลงปกครองตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ กองทัพเมียนมาเองก็ไม่ยอมให้เกิดขึ้นได้โดยเด็ดขาด เพราะกลัวปัญหาการแยกตัวเป็นอิสระได้ มันขัดกับสนธิสัญญาปางหลง ถามว่าทำไมไม่ยอม ก็เพราะกองทัพถือเป็นสโลแกนแนวคิดหลักเลยว่า ถ้ามีการแยกตัวออกมาจะทำให้เอกภาพในประเทศแตกเป็นเสี่ยง ๆ



ปี ค.. 1960 (.. 2503) รัฐบาลพลเรือนชนะเลือกตั้งถล่มทลายได้บริหารประเทศ พร้อมมีแนวคิดเรื่องจะตั้งสหภาพกับชน กลุ่มน้อย ทำให้เริ่มมีความตึงเครียดกับทหาร กระทั่ง วันที่ 2 มี..2505 พล..อาวุโสเนวิน นำกองทัพรัฐประหารครั้งแรก พาประเทศเข้าสู่การปกครองของทหารมาอย่างยาวนานถึง 26 ปี (18 .. 2531 พล..อาวุโสซอหม่อง นำรัฐประหารครั้งที่ 2 หลังเกิดการประท้วงใหญ่ รัฐบาลของพล..อาวุโสเนวิน จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ต่อมา 23 เม.. 2535 พล..อาวุโสตาน ฉ่วย ได้นำรัฐประหารครั้ง 3)

อย่างไรก็ดีชนกลุ่มน้อยเองก็มีปัญหากับรัฐบาลพลเรือนด้วยเช่นกัน พอทหารเข้ามายึดอำนาจในครั้งนี้ ทำให้เริ่มมีชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มก็อยากจะคุยกับกองทัพเพื่อหาความชัดเจนในเรื่องต่างๆ เพราะชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มก็มีการทำธุรกิจสีเทา บางกลุ่มก็มองว่าการที่ทหารเข้ามาจัดการเรื่องชนกลุ่มน้อยนี้จะทำให้การเจรจาสะดวกรวดเร็วยิ่งกว่า

ออง ซาน ซูจี”สัญลักษณ์ประชาธิปไตย

ขณะเดียวกันสิ่งที่เราต้องเข้าใจในกองทัพเมียนมา ด้วยคือ บรรดานายพลอาวุโสที่คุมกองทัพเมียนมาแต่ละคนจะครองอำนาจมายาวนานเป็น 10 ปี ส่งอิทธิพลกันรุ่นสู่รุ่น และมีนายทหารใหญ่ที่ทรงอิทธิพลจริง ๆ ไม่กี่คน เพราะครองอำนาจกันยาวมาก ขนาดมีการลุกฮือของประชาชน ทั้งในปี 1988 (พ.ศ.2531) กองทัพก็ยังคุมสถานการณ์อยู่ ลักษณะรัฐประหารเงียบ ๆ เปลี่ยนอำนาจกันในหมู่นายพล แต่ก็ยังครองอำนาจกันมาตลอด จนกระทั่งปี 2010 (พ.ศ. 2553) มีการถ่ายโอนอำนาจปฏิรูปเตรียมขั้นตอนสู่ประชาธิปไตย ท่ามกลางความแปลกใจของคนจำนวนมากที่ยังสงสัยว่าทำไมกองทัพถึงปฏิรูปตัวเอง ซึ่งยังเป็นคำถามที่ไร้คำตอบอยู่ถึงปัจจุบัน



เมื่อกองทัพยอมให้มีการปฏิรูปทางการเมือง ทางพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ที่ก่อตั้งโดยนาง ออง ซาน ซูจี ก็ชนะเลือกตั้งถล่มทลายในการเลือกตั้ง เมื่อปี 2015 (พ.ศ. 2558) พอถึงปี 2020 (พ.ศ. 2563) พรรคยังชนะถล่มทลาย หักปากกาเซียนนักวิเคราะห์ตะวันตกที่ไม่เข้าใจการเมืองเมียนมาอย่างถ่องแท้ เพราะไปมองว่าปัญหาโรฮีนจาที่มีการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ จะทำให้ความนิยมของออง ซาน ซูจีและพรรคเอ็นแอลดีตกต่ำ แต่ปรากฏว่าถึงเวลาเลือกตั้งจริง ๆ คนเมียนมาก็ยังแห่เลือกพรรค เพราะปัญหาโรฮีนจานั้นมันไม่ใช่ประเด็นในการเมืองเมียนมาเลย ยิ่งซูจี โดนประณาม คนยิ่งชอบ ยิ่งสงสาร ยิ่งแห่มาเลือกเธอ

คนรุ่นเก่านั้นชอบซูจี ทั้งนั้น แม้คนรุ่นใหม่อาจจะไม่อินเท่า แต่ก็รู้ว่าต้องเรียกร้องให้ปล่อยตัวซูจี เพราะเขาชนะเลือกตั้งมาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซูจีจึงเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงครั้งนี้ พร้อม ๆ กับเป็นสัญลักษณ์ประชาธิปไตยเมียนมา แม้จะโดนวิจารณ์แค่ไหนก็ตาม”

ม็อบชู 3 นิ้วถอดแบบจากไทย-ฮ่องกง

ผศ.ลลิตา กล่าวด้วยว่า การเปรียบเทียบการเมืองเมียนมากับไทยนั้นไม่อาจเทียบได้ทั้งหมด เราจะไปมองว่าทหารเป็นตัวละครการเมืองอย่างเดียวกันไม่ได้ จุดหนึ่งคือเมียนมานั้นไม่มีรัฐประหารบ่อย ไม่นิยมฉีกรัฐธรรมนูญ การประท้วงครั้งนี้ สิ่งที่เห็นคือ คนออกมาประท้วงเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ พยาบาล ซึ่งเคยปกป้องผู้ประท้วงในการประท้วงเมื่อปี 1988 ก็ออกมาร่วมเพราะมีจิตวิญญาณประสบการณ์การประท้วงมาก่อน ข้าราชการก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วย สิ่งที่เห็นมันคือการกบฏจากในระบบ



เราจะเห็นคนใหญ่คนโตของประเทศ ผู้พิพากษาก็ชูสามนิ้ว ร่วมกันไม่เอาเผด็จการ คนทุกวัยออกมาตีหม้อ มันเป็นฉันทามติของคนเมียนมาจริง ๆ ว่าไม่เอาทหาร ครูยังมาประท้วง เราเห็นลูกเขยนายพลตาน ฉ่วย อดีตผู้มีอำนาจออกมาชูสามนิ้วด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้ชาวเมียนมาเองก็ได้เห็นเรียนรู้อ่านข่าวจากประเทศไทย เอาข้อมูลมาถอดบทเรียนทั้งจากไทยและฮ่องกง เราเห็นม็อบ “ชูสามนิ้ว” ในเมียนมานั้นก็มีอิทธิพลจากการประท้วงในไทยด้วย การประท้วงจากปี 1988 นั้น มันทำให้เกิดนักกิจกรรมทางการเมืองเป็นจำนวนมาก รวมถึงการเปิดเวทีให้กับออง ซาน ซูจี มาปราศรัยสร้างความนิยมเป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองของเธอตั้งแต่นั้น คนเห็นซูจีปราศรัย ในฐานะลูกนายพลออง ซาน วีรบุรุษของประเทศ ก็พูดกันว่า “เชื้อพ่อไม่ทิ้งแถว” ขณะนี้ถือว่า “ผู้คนยุค 88” ได้ออกมานำประท้วง แต่ในระยะยาวจะต้องมีผู้นำกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามาทดแทน

คนเมียนมาที่ออกมาประท้วงเพราะถือว่า พรรคของซูจีชนะเลือกตั้งอย่างถูกกฎหมาย จึงเรียกร้องให้ปล่อยตัวเธอ ทุกอย่างเป็นการต่อสู้อยู่บนหลักการประชาธิปไตยทั้งสิ้น.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    75%
  • ไม่เห็นด้วย
    25%

ความคิดเห็น