อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2564

ถ้าแพ้ "อัครา-เชฟรอน" งามไส้! ปัญหา "บังคับใช้ก.ม." ยุคคสช.

ตอนนี้มีคนพูดกันอย่างหนาหู ว่าเหมืองทองคำจะกลับมาเปิดอีกครั้งประมาณกลางปีนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินปลายปี โดยส่วนตัวอยากให้เหมืองรีบเปิดเร็ว ๆ เพราะคนจะได้มีงานทำ ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน พุธที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.00 น.


"ตอนนี้มีคนพูดกันอย่างหนาหู ว่าเหมืองทองคำจะกลับมาเปิดอีกครั้งประมาณกลางปีนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินปลายปี โดยส่วนตัวอยากให้เหมืองรีบเปิดเร็ว ๆ เพราะคนจะได้มีงานทำ ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้าน ที่สำคัญคือช่วยเรื่องเศรษฐกิจ และค้าขาย ซึ่งตอนนี้แย่มาก บรรยากาศในตลาด อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เงียบเหงามา 3 ปีแล้ว ตั้งแต่เหมืองถูกสั่งปิด ร้านค้า แม่ค้าบ่นกันทั้งนั้น ส่วนเรื่องผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และมลพิษก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร ผู้คนยังใช้ชีวิตกันตามปกติ ทั้งตอนที่เหมืองยังไม่ปิด และช่วงปิดแล้ว อย่างที่ทราบคือคนประท้วงมีวาระแอบแฝง ต้องการขายที่ดินราคาแพง ๆ ให้เหมือง และอยากได้ค่ารื้อถอนแพง ๆ จากเหมือง”

ชาวบ้านคนหนึ่งใน ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ บอกกับทีมข่าว “1/4 Special Report” เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่ กรณีปัญหาเหมืองทองคำอัคราที่ถูก พล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 สั่งปิดเหมืองไปเมื่อปลายปี 60 ด้วยข้ออ้างว่ามีปัญหาผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม และปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่



สัญญาณดี!เปิด “เหมืองทองกลางปี 64

กรณีดังกล่าวกลายเป็นข้อพิพาทเกิดขึ้นเมื่อบริษัท    คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด จำกัด  จากออสเตรเลีย ได้ให้บริษัทลูกในประเทศไทย “อัคราไมนิ่ง” หรือปัจจุบันคือบริษัทอัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินกิจการเหมืองทองคำชาตรี ในพื้นที่รอยต่อ จ.พิจิตร เพชรบูรณ์ และพิษณุโลก ฟ้องร้องรัฐบาลไทยผ่านช่องทางอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ โดยเมื่อเดือน ก.พ. 63  ทั้งสองฝ่ายได้ขึ้นให้การต่ออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศที่สิงคโปร์ หลังจากนั้นมีข่าวเล็ดลอดออกมาตลอดว่ารัฐบาลไทยพยายามขอเจรจาต่อรอง และหยิบยื่นเงื่อนไข สิทธิต่าง ๆ มากมายให้กับเหมืองทองคำอัครา เพราะถ้ารัฐบาลไทยแพ้คดี อาจต้องจ่ายค่าเสียหายครั้งนี้กว่า 20,000 ล้านบาท

เมื่อทีมข่าว “1/4 Special Report” ไปสอบถามจากผู้บริหาร เหมืองทองคำอัครา เกี่ยวกับกระแสว่าจะเปิดเหมืองเพื่อขุดทองคำอีกครั้งช่วงกลางปี 64 แต่ได้รับคำตอบเพียงว่า ตอนนี้ยังไม่อยากพูดอะไรมาก แต่การต่อสู้คดีในชั้นอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ มีสัญญาณไปในทางที่ดี

สอดรับกับการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจการทำงานของรัฐ พล.อ. ประยุทธ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ..จิราพร สินธุไพร ส..ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย อภิปรายไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ในประเด็นปัญหาการใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปิดเหมืองทองอัครา แล้วบริษัทแม่ของเหมืองทองอัครา ฟ้องร้องราชอาณาจักรไทย ผ่านกลไกความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) เรียกร้องค่าเสียหาย 22,500 ล้านบาท

..จิราพร ย้ำว่า เมื่อมีความเป็นไปได้สูงว่าจะแพ้คดี ทำให้พล..ประยุทธ์นำทรัพยากรของประเทศไปแลกเปลี่ยนกับเอกชนต่างชาติเพื่อให้ตัวเองพ้นจากความผิด  ซึ่งรัฐบาลไทยรู้ว่าแนวโน้มอาจจะแพ้คดี เพราะมีหลักฐานผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)    เมื่อปี 62 มีการเตรียม 4 แนวทางรับมือการแก้ปัญหาหากแพ้คดีเหมืองทองไว้  โดยทั้งหมดปลายทางอยู่ที่การจ่ายค่าเสียหาย ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่เงิน

เนื่องจากมีตัวอย่างกรณีคำชี้ขาดคดีเหมืองทองในประเทศเวเนซุเอลา ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลา เวนคืนสัมปทานเหมืองแร่ของบริษัทเอกชนสัญชาติแคนาดา กลับไปเป็นของรัฐ ในที่สุดรัฐบาลเวเน ซุเอลาแพ้คดี ต้องจ่ายค่าเสียหายให้บริษัทเอกชน 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 42,000 ล้านบาท และทนายความสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ เป็นผู้ชี้ขาดคดี   เหมืองทองเวเนซุเอลา จะเป็นผู้ชี้ขาดคนเดียวกับคดีเหมืองทองคำอัคราด้วย

รีบประเคนให้ “คิงส์เกตแลกการถอนฟ้อง!

น.ส.จิราพร ยังชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาคดีในชั้นอนุญาโตตุลาการ   จะใช้กฎของ Uncitral ในการตัดสิน เป็นที่ยอมรับทั่วโลก ผู้ชี้ขาดที่มีความเที่ยงธรรม จะไม่ตัดสินคดีให้ย้อนแย้งจากบรรทัดฐานเดิมที่เคยตัดสินไว้ ดังนั้นความเสียหายที่ประเทศไทยจะต้องจ่ายหากแพ้คดีนี้ ใครจะเป็นคนจ่าย? แล้วพล.อ.ประยุทธ์ จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย?

ไหนจะค่าเสียหายจากการฝ่าฝืนข้อตกลง TAFTA ในการโอนกิจการมาเป็นของรัฐ 22,500 ล้านบาท ค่าเสียหายจากการทำประกันความเสี่ยงทางการเมือง 1,650 ล้านบาท ค่าตอบแทนทางกฎหมาย ในกระบวนการอนุญาโตตุลาการฝ่ายราชอาณาจักรไทย 600 ล้านบาท ค่าตอบแทนทางกฎหมายในกระบวนการอนุญาโตตุลาการ ฝ่ายคิงส์เกต 600 ล้านบาท และอีกมากมาย โดยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการใช้มาตรา 44 พล..ประยุทธ์จึงไม่มีสิทธิเอางบประมาณแผ่นดินที่เป็นภาษีประชาชนไปจ่ายแม้แต่สลึงเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ต้องการที่จะจ่ายค่าเสียหายดังกล่าว ทาง ครม.จึงเชิญที่ปรึกษากฎหมายมาประเมินว่าไทยมีโอกาสจะแพ้คดีหรือไม่ ซึ่งคำตอบคือไทยมีโอกาสแพ้คดี จึงตั้งกรรมการประนีประนอมยอมความในที่สุด และเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทกับคิงส์เกต โดยคิงส์เกตยื่นข้อเสนอ 4 กลุ่ม หนึ่งในนั้น คือ ขอให้ไทยพิจารณาออกใบอนุญาตต่าง ๆ และขอให้แก้ไขปัญหาการดำเนินการกับผงโลหะทองคำ

นอกจากนี้เมื่อวันที่ 3 พ.ย. 63 เหมืองทองคำอัครายังได้รับอาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ทองคำ 44 แปลง เนื้อที่รวม 397,226 ไร่ โดยที่ดินแปลงดังกล่าว เหมืองทองคำอัคราขออนุญาตไปตั้งแต่ปี  46 ผ่านไปกว่า 16 ปี ไม่มีวี่แววว่าจะได้รับใบอนุญาต แต่เมื่อมีข้อพิพาทกลับได้รับทันที พูดง่าย ๆ ว่าปัจจุบันคิงส์เกต (เหมืองอัครา) อยู่ในฐานะได้เปรียบ 100% ส่วนประเทศไทยกำลังตกเป็นเบี้ยล่าง เป็นลูกไล่ ให้เอกชนต่างชาติโดยสมบูรณ์แบบ

เนื่องจากเมื่อเดือน ธ..63 บริษัทอัคราฯ มีคำขอใบอนุญาตทำ   เหมืองแร่ และคำขออาชญาบัตรพิเศษสำรวจแร่ใน จ.ชลบุรี ลพบุรี พิจิตร พิษณุโลก ระยอง สระบุรี ที่ขอค้างไว้ รวม 579,551 ไร่ หากรัฐบาลอนุมัติ เท่ากับว่าประเทศไทยจะต้องสูญเสียประโยชน์รวม 1 ล้านไร่ เท่ากับว่าถ้าคิงส์เกตจะขออะไรตอนนี้ รับรองได้หมด เพื่อแลกกับการให้เขาถอนฟ้องใช่หรือไม่พล..ประยุทธ์? ผู้ที่เคยใช้มาตรา 44 อย่างพร่ำเพรื่อ ไม่ดูตาม้าตาเรือ!



เชฟรอนฟ้องอนุญาโตตุลาการที่สวิส

นอกจากรัฐบาลไทยจะมีคดีกับเหมืองทองคำอัคราอยู่ในต่างประเทศแล้ว ยังมีอีกเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่น่าสนใจ และน่าติดตามไม่แพ้กัน  เมื่อบริษัทเชฟรอน คอร์ปอเรชั่นฯ ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของบริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปลายเดือน ก.ย. 63 เกี่ยวกับประเด็นปัญหาขัดแย้งเรื่องค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน “แท่นผลิตปิโตรเลียม” ในแหล่งเอราวัณ บริเวณกลางทะเลอ่าวไทย  กำลังจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานในเดือน เม.ย. 65  หลังจากมีความพยายามเจรจากันมาเกือบ 1 ปี แต่ไม่ได้ข้อยุติ

โดยประเด็นที่ร้องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ คือการ   รื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม ซึ่งทางเชฟรอนขอไม่วางหลักประกันทั้งหมด แท่นฯที่คืนขอไม่จ่ายค่ารื้อถอน ถ้าฝ่ายรัฐ (กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน) ใช้แท่นฯต่อไปต้องรับภาระค่ารื้อถอนส่วนนี้ด้วย ส่วนที่ยังไม่หมดอายุนั้น ถ้าจะให้เชฟรอนวางหลักประกันถือว่าไม่แฟร์ ดังนั้นจึงเป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหายว่ารัฐทำผิดสัญญา

สำหรับจำนวนแท่นผลิตปิโตรเลียมในแหล่งเอราวัณ เมื่อสิ้นสุดสัมปทานปี 65 รัฐจะเก็บไปใช้งานต่อ 142 แท่น และจะต้องรื้อถอน 49 แท่น (มีการรื้อถอนทำปะการังเทียมไปแล้ว 7 แท่น) โดยช่วงการเจรจาก่อนที่จะไปสู่อนุญาโตตุลาการในต่างประเทศนั้น ฝ่ายรัฐต้องการให้เชฟรอนรับผิดชอบค่ารื้อถอน รวมทั้งการวางหลักประกันค่ารื้อถอน สำหรับแท่นที่รัฐจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อ แต่เชฟรอนไม่ยอม เพราะต้องมีภาระถึง 4     หมื่นล้านบาท ดังนั้นเมื่อเป็นข้อพิพาทเกิดขึ้น และหาข้อยุติไม่ได้ จึงต้องฟ้องอนุญาโตตุลาการ



ปมขัดแย้งค่ารื้อถอนแท่นผลิตปิโตรเลียม

ทนายในสำนักงานกฎหมาย (Law Firm) ให้ความเห็นกับทีมข่าว “1/4  Special Report” ว่าเท่าที่อ่านจากข่าวหลาย ๆ แหล่งข้อมูล เกี่ยวกับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเชฟรอน มีความรู้สึกว่าต่างฝ่ายเหมือนอ้างอิงกฎหมายกันคนละฉบับ ระหว่าง พ.ร.บ.ปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 กับกฎกระทรวงปี 2559 ซึ่งเชฟรอนอาจจะมองว่าเอากฎหมายใหม่มาบังคับใช้แบบ “ย้อนหลัง” เขาหรือเปล่า?

หลังจากนั้นมาแตกออกเป็น 2 ประเด็น คือ 1.แท่นฯ ที่เชฟรอนไม่ได้ส่งให้รัฐเพื่อนำไปใช้งานต่อ จำนวนที่เหลืออีก 42 แท่นฯ ซึ่งเชฟรอนพร้อมที่จะรื้อเองอยู่แล้ว หรือต้องวางหลักประกันค่ารื้อถอนไว้ เพื่อให้ผู้รับเหมารายอื่น ๆ เข้ามารื้อถอนแทนเชฟรอน เพราะมีกระแสข่าวออกมาว่าผู้รับเหมาหลายรายวิ่งกันพล่าน! อยากได้งานรื้อถอนแท่นฯ มูลค่ามหาศาล

2. อีกจำนวน 142 แท่นฯ ที่รัฐและผู้ได้รับสัมปทานรายใหม่จะเก็บไว้ใช้งานต่อ ซึ่งสามารถใช้งานต่อไปได้เป็น 10-20 ปี แล้วจะให้เชฟรอนวางหลักประกันค่ารื้อถอนทิ้งไว้ เพื่อเป็นค่ารื้อถอนแท่นฯในอนาคต ตรงนี้คือประเด็นสำคัญที่นำไปสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการ ที่สวิตเซอร์แลนด์

โดยส่วนตัวมองว่าทั้งกรณีเหมืองทองคำอัครา และเชฟรอน เป็นปัญหาของการบังคับใช้กฎหมาย ในยุครัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับคนในประเทศก็มีครหามาโดยตลอดว่าบังคับใช้กฎหมายแบบ 2 มาตรฐาน คราวนี้ไปเจอกับนักลงทุนต่างประเทศ ซึ่งเขามีที่ไป และมีทางออกมากกว่าคนไทย เขาก็ต้องไปพึ่งอนุญาโตตุลาการในต่างประเทศ แล้วเราทราบกันดีว่าทั้งคิงส์เกต (เหมืองอัครา) กับเชฟรอน ไม่ใช่บริษัทเล็ก ๆ แต่เขาเป็นบริษัทชื่อดังระดับโลก จึงรู้สึกเสียว!แทน เพราะหากรัฐแพ้คดี มันไม่ใช่แค่เสียเงินมากมายอย่างเดียว แต่ยังส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของประเทศไทย ในสายตานักลงทุนจากต่างประเทศด้วยทนาย Law Firm กล่าว.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น