อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 21 เมษายน 2564

เพ็ญเดือน สาม วันมาฆบูชา

วันเพ็ญเดือน 3 เมื่อ 44 ปีก่อนพุทธศักราช พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่หมู่ภิกษุ โดยมีใจความว่า การไม่ทำบาปทั้งสิ้น การยังกุศลให้ถึงพร้อม การยังจิตของตนให้ผ่องแผ้ว ณ พระวิหารเวฬุวัน พระอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา ในวันนั้นถูกเรียกว่า วันมาฆบูชา พฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 10.00 น.

​วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งสืบเนื่องมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญเดือน 3  เมื่อ 44 ปีก่อนพุทธศักราช พระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่หมู่ภิกษุ ณ พระวิหารเวฬุวันซึ่งเป็นพระอารามแห่งแรกของพระพุทธศาสนา มีใจความว่า การไม่ทำบาปทั้งสิ้น  การยังกุศลให้ถึงพร้อม  การยังจิตของตนให้ผ่องแผ้ว 

วันมาฆบูชาเป็นวันน้อมระลึกถึงพระธรรมที่ทรงแสดงในวันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งมีเหตุการณ์​สำคัญ 4 ประการ (จาตุรงคสันนิบาต)​ ได้แก่
1. เป็นวันอุโบสถขึ้น 15 ค่ำ ประกอบด้วยมาฆนักษัตร
2. ภิกษุ 1,250 รูป มาประชุมพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
3. ภิกษุทั้ง 1,250 รูป ที่มาประชุมกันล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ได้อภิญญา 6  
4. ภิกษุทั้ง 1,250 รูป ได้รับการอุปสมบทจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า (เอหิภิกขุอุปสัมปทา)
โดยพระองค์ทรงเปล่งพระวาจา ว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวไว้ดีแล้ว เธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อกระทำที่สุดแห่งทุกข์โดยชอบเถิด”





วันมาฆบูชาในปีนี้ตรงกับวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 ชาวพุทธทั้งหลายจึงควรน้อมระลึกถึง​พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธ​เจ้าที่ทรงแสดงธรรมให้รู้สิ่งที่มีจริงหรือธรรมะที่มีจริง(สัจธรรม)​ ซึ่งมีสามัญลักษณะ 3 ประการ (ไตรลักษณ์) คือ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) ไม่ใช่ตัวตน (บังคับบัญชาไม่ได้) เพื่อเกื้อกูล​ต่อสัตว์โลกให้พ้นทุกข์​จากการเวียนว่ายตายเกิด(สังสารวัฏ)​

ชาวพุทธพึงทราบว่าการนับถือพระพุทธศาสนานั้น หากไม่มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมซึ่งเป็นคำสอนของพระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมไม่มีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง การดำเนินชีวิตประจำวันมีแต่ ความไม่รู้ (อวิชชา) ซึ่งเป็นเหตุให้มี ความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) มีแต่ความเห็นผิด ชีวิตจึงประสบแต่ความวิตกทุกข์ร้อนนานาประการ ไม่มีความเป็นปกติสุขแต่อย่างใด การนับถือพระพุทธศาสนาที่ถูกต้องต้องเริ่มต้นด้วยการฟังธรรมตามกาลโดยมีการพิจารณาไตร่ตรองอย่างเป็นเหตุเป็นผลจึงจะเกิดปัญญาตามลำดับขั้นด้วยความไม่ใช่ตัวตน เมื่อกำลังของปัญญามีมากขึ้นก็จะนำไปสู่ ความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) มีการขัดเกลากิเลสเพราะเห็นโทษของการประพฤติปฏิบัติทุจริตทั้งทางกาย วาจาและใจ มีความละอายชั่วกลัวบาป การดำเนินชีวิตประจำวันจึงจะมีความเป็นปกติสุขตามอัตภาพของแต่ละบุคคล



ความเพียรชอบ 4 ประการ (สัมมัปปธาน 4) เป็นสภาพธรรมฝ่ายดีที่เกิดจากเหตุปัจจัย ซึ่งเป็นองค์ธรรมหนึ่งในองค์ธรรมแห่งการตรัสรู้ 37 ประการ (โพธิปักขิยธรรม 37) คือ
1. เพียรระวังไม่ให้บาปอกุศลที่ยังไม่เกิดขึ้น มิให้เกิดขึ้น (สังวรปธาน )
2. เพียรละบาปอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว มิให้เกิดขึ้นอีกต่อไป (ปหานปธาน)
3. เพียรอบรมเจริญกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดมีขึ้น (ภาวนาปธาน)
4. เพียรรักษากุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว ให้ตั้งมั่นเจริญงอกงามไพบูลย์ (อนุรักขนาปธาน)


อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงความลึกซึ้งของบาปจากการสนทนาธรรมเรื่อง “พื้นฐานพระอภิธรรม”  เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2552 มีใจความว่า “ถ้าเพียงได้ยินว่า ไม่ทำบาป ลึกซึ้งไหม ใครก็พูดได้ แต่รู้ไหมว่า ขณะที่ไม่ทำบาป ความจริงขณะนั้น คืออะไร พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงธรรมจริงที่มีอยู่ตามปกติในชีวิตประจำวัน ให้มีความเห็นถูก เข้าใจถูกว่าขณะนั้นๆ เป็นอะไร ไม่เพียงแต่ว่า ไม่ทำบาป ธรรมดาใครๆ ก็พูดได้ "ไม่ทำบาป" ความลึกซึ้งอยู่ที่ขณะนั้น ไม่ทำบาป เป็นอะไร หรือแม้ขณะนี้ ขณะที่กำลังฟังธรรมนี้ ขณะนี้เป็นอะไร ทรงแสดงความจริงในชีวิตประจำวัน 



เพราะฉะนั้น ธรรมมีอยู่ในชีวิตประจำวัน หรือจะกล่าวว่า ชีวิตประจำวันทั้งหมดเป็นธรรมะแต่ละอย่าง ซึ่งมีปัจจัยเกิดขึ้น ตั้งแต่เช้ามานี้ ก็ธรรมะทั้งหมด หลากหลาย ทางตาเห็น ทางหูได้ยิน ... ทั้งหมดเป็นธรรมะ

เพราะฉะนั้น การที่จะเข้าใจในขณะที่ไม่ทำบาป แม้ในขณะนี้ หรือขณะไหนก็ตาม ที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเข้าใจคำสอนของพระองค์ว่า ธรรมะทั้งหมดเป็นอนัตตา หมายความว่า ไม่อยู่ในอำนาจบังคับบัญชาของใคร ขณะนี้เกิดแล้วเป็นธรรมะ แต่ไม่รู้จักธรรมะ

เพราะฉะนั้น การฟังธรรมะ ก็คือว่า ขณะนี้เว้นบาปหรือเปล่า เห็นไหมทุกขณะนี้เป็นธรรมะทั้งหมด ขณะใดก็ตามที่ไม่มี โลภะ โทสะ โมหะ หรือว่าอกุศลทั้งหลายเกิดขึ้น ขณะนั้นไม่ใช่ขณะที่เป็นบาป อกุศลก็ไม่ได้กระทำบาปด้วย แต่เป็นอะไร ถ้ายังคงเป็นเราอยู่ ก็หมายความว่า คนนั้น ยังไม่ได้ยิน ยังไม่ได้ฟัง คำสอนจริงๆ ของพระผู้มีพระภาค เพราะว่าถ้าเป็นคำสอนจริงๆ ทรงแสดงให้เริ่มเข้าใจ สิ่งที่กำลังมีในขณะนี้ ตั้งแต่คำว่า "ธรรมะ" ไม่ใช่เผินๆ แล้วก็คิดว่า พอได้ยินทุกคนก็เข้าใจ มีใครบ้างที่จะไม่รู้จักธรรมะ ความจริงพูดอย่างนี้ คนนั้นรู้จักธรรมะจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าเพียงแต่ได้ยินธรรมะ ก็คิดเอง อย่างท่านผู้หนึ่ง ท่านก็บอกว่า ก่อนฟังธรรมะ ท่านเข้าใจว่า ธรรมะคือ กุศลอย่างเดียว ไม่คิดเลยว่าอกุศลก็เป็นธรรมะด้วย แต่ไม่ว่าจะเป็นกุศลหรืออกุศลใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งใดที่มีจริง ปรากฏให้รู้ให้เข้าใจได้ แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ปรากฏ ยังไม่เกิดขึ้น ไม่สามารถจะทำให้เข้าใจได้ หรือว่าสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้น แม้แต่เพียงข้อความที่ว่า ไม่ทำบาปทั้งสิ้น แต่ว่าจะต้องเข้าใจให้ลึกซึ้งกว่านั้น เพราะเป็นคำสอนของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ว่า ขณะนี้เป็นธรรมะก่อน



เพราะฉะนั้น ขณะที่กำลัง ไม่ทำบาป ก็เป็นธรรมะ ขณะที่ทำบาปก็เป็นธรรมะ ทุกอย่างในชีวิตเป็นธรรมะทั้งหมด

นี่คือ เริ่มที่จะรู้จักพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าทรงแสดงให้บุคคลที่ไม่เคยรู้เลยว่า ธรรมะคืออะไรและอยู่ที่ไหน ได้เริ่มมีความเข้าใจ แล้วก็ไม่ต้องคอยว่า เมื่อไรจะตั้งต้นที่ไหน เดี๋ยวนี้เป็นธรรมะ

ฟังสิ่งที่มีจริงในขณะนี้ เริ่มเข้าใจในความเป็นอนัตตาเมื่อไร ขณะนั้น ก็เริ่มเข้าใจความหมายของ ธรรมะ ลึกซึ้ง”


.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”

 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น