อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 18 เมษายน 2564

ไฟล้น! ต้องชะลอใบอนุญาต ปัดฝุ่น "แหล่งก๊าซ" ไทย-เขมร

ความไม่โปร่งใสในการนำเงิน “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ไปทำโครงการเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในความรับผิดชอบของ 3 เหล่าทัพ รวมทั้งศอ.บต. และตำรวจ ตั้งแต่ปี 57-61 ในหลายจังหวัด เป็นเงินงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท โดยหน่วยงานป.ป.ช.-สตง. ควรเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด ศุกร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 07.00 น.


เมื่อวานนี้ทีมข่าว “1/4 Special Report” นั่งคุยกับ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย และ อดีตรมว.พลังงาน เกี่ยวกับความไม่โปร่งใสในการนำเงิน “กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน” ไปทำโครงการเกี่ยวกับพลังงานทดแทนในความรับผิดชอบของ 3 เหล่าทัพ รวมทั้งศอ.บต. และตำรวจ ตั้งแต่ปี 57-61 ในหลายจังหวัด เป็นเงินงบประมาณกว่า 4,000 ล้านบาท โดยหน่วยงานป.ป.ช.-สตง. ควรเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียด หลังจากมีโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ของกอ.รมน.ภาค 3 จำนวน 12 จุด ใน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ส่อไปในทางทุจริต



เศรษฐกิจแย่-ไฟฟ้าล้น 40-50%

นอกเหนือจากประเด็นร้อนดังกล่าว นายพิชัยในฐานะอดีต รมว.พลังงาน ยังพูดถึงเรื่องการผลิตไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับภาวะการลงทุน รวมทั้ง “แหล่งก๊าซธรรมชาติ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ระหว่างไทย-กัมพูชา ไว้อย่างน่าสนใจ

นายพิชัยกล่าวว่าผลของภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซามาอย่างต่อเนื่องหลายปี ทำให้มีปริมาณไฟฟ้าในประเทศเกินความต้องการประมาณ 40-50% ซึ่งถ้าเกินมา 10-15% ยังพอรับได้ หรือการไฟฟ้าฯ ต้องสำรองไฟไว้ 15% ในยามฉุกเฉิน เป็นเหตุผลที่น่ารับฟัง แต่ถ้าไฟฟ้าล้นระบบ 40-50% ตนถือว่าเยอะเกินไป

โดยปกติถ้าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 1% ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะต้องเพิ่มขึ้นประมาณ 1.6% แต่เห็นได้ชัดว่าปี 63 ตัวเลขจีีดีพีติดลบ 6.1% ลองนึกภาพดูว่าตัวเลขการใช้ไฟฟ้าในประเทศจะลดลงมากแค่ไหน ดังนั้นรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน ต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบ โดยเฉพาะการออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า และสัญญาการซื้อไฟฟ้าใหม่ ๆ จากต่างประเทศ

“ภาครัฐต้องหยุดการออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้า หยุดการทำสัญญาใหม่ ๆ การซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ ไว้อีก 3-4 ปี ผมเชื่อว่าปริมาณไฟฟ้ามีพอใช้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว คงไม่ฟื้นตัวในช่วงเร็ว ๆ นี้ แต่ถ้ารัฐยังออกใบอนุญาตใหม่ ๆ ให้ผลิตไฟฟ้า และการนำเข้าไฟฟ้า มันเป็นภาระที่รัฐและประชาชนต้องจ่ายค่าความพร้อม รวมกับค่าเอฟที ทำให้เรายังจ่ายค่าไฟในราคาแพงอยู่ ทั้งที่มีปริมาณไฟฟ้าล้นระบบ”



ไม่มีใครมา EEC แต่จะให้ใบอนุญาตผลิตไฟ

ไม่ต้องดูอะไรมาก เมื่อปี 55 รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประกาศปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท มีนักลงทุนไปยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (BOI) มูลค่า 1.45 ล้านล้านบาท ต่อมาปี 56  ยังมีนักลงทุนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนอีก 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งการยื่นขอไว้ อาจจะไม่ลงทุนทั้งหมด หรืออาจลงทุนแค่บางส่วน แต่ถือว่าเป็นตัวเลขที่มาก

แต่เมื่อมีการทำรัฐประหารในเดือน พ.ค. 57 ตัวเลขการลงทุนจากต่างประเทศหายไป 90% โดยเฉพาะญี่ปุ่นซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ของประเทศไทย (60-70%) แต่เมื่อมีรัฐประหารนักลงทุนญี่ปุ่นหายไปเลย หรือลงทุนเท่าที่จำเป็นจริง ๆ ถ้าไม่จำเป็นลงทุนในไทย เขาก็ย้ายไปเวียดนาม-อินโดนีเซีย แล้วรัฐบาลชุดนี้มาคุยว่าตัวเลขนักลงทุนจีนแซงญี่ปุ่นไปแล้ว จีนจะไม่แซงได้อย่างไร เพราะญี่ปุ่นเขาชะลอการลงทุนในไทยทั้งหมด ด้วยเหตุผลปัญหาทางการเมือง และรัฐธรรมนูญ

นายพิชัยเปิดเผยต่อไปว่า ส่วนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต้องถามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าปัจจุบันมีนักลงทุนเข้ามาแล้วหรือ? ใครหอบเงินเข้ามาลงทุนแล้วบ้างช่วยตอบที? แต่ตนเชื่อว่ายังไม่มีใครมา ขณะเดียวกันมีแต่กระแสข่าวว่าจะให้ใบอนุญาตกับเอกชนเพื่อผลิตไฟฟ้าป้อน EEC เป็นไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 400-500 เมกะวัตต์ บ้างก็ว่าจะนำพื้นที่ทหารออกไปให้เช่าติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์

สรุปคือ EEC ยังไม่มีใครมาลงทุน แต่จะออกใบอนุญาตผลิตไฟฟ้ากันก่อน สุดท้ายแล้วยังไม่มีการผลิต ยังไม่จ่ายไฟ แต่รัฐต้องจ่ายค่าความพร้อมให้เอกชน มันถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ในประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้เกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าใหม่ ๆ รวมถึงสัญญา
ใหม่ ๆ การนำเข้าไฟฟ้า เพราะสุดท้ายแล้วประชาชนยังต้องแบกรับภาระค่าไฟแพง แต่เอกชนแค่ต้องการสร้างกระแส หรือต้องการปั่นหุ้นกันหรือไม่?


“เฉพาะแค่เขตส่งเสริมการลงทุนของ BOI ปัจจุบันยังใช้พื้นที่กันไม่เต็ม แล้วรัฐบาลพยายามผลักดัน EEC ขึ้นมาท้าทายภาวการณ์ของโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว เนื่องจากโรงงานสมัยใหม่ใช้พื้นที่น้อย ใช้แรงงานคนน้อย แต่เน้นไปใช้หุ่นยนต์ หรือเอไอ ตรงนี้คือสิ่งที่รัฐบาลปัจจุบันตามไม่ทัน”



แนะเจรจา “เขมรร่วมมือขุดก๊าซในทะเล

แต่สิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ซึ่งมีอำนาจมาก มีเรื่องที่ควรทำแต่กลับไม่ทำ นั่นคือ “แหล่งก๊าซธรรมชาติ” ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล ระหว่างไทย-กัมพูชา รัฐบาลควรเจรจากับรัฐบาลกัมพูชา เพื่อนำก๊าซธรรมชาติจากใต้ทะเลขึ้นมาใช้พัฒนาเศรษฐกิจ แต่รัฐบาลกลับไม่ทำ เพราะคิดไม่ออก หรือว่าไม่กล้า เนื่องจากเกรงกลัวคนบางกลุ่มปลุกกระแสรักชาติขึ้นมาอีก

อดีตรมว.พลังงาน ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าแหล่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าว มีการศึกษาความเป็นไปได้ มีข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ครบถ้วนก่อนเกิดการรัฐประหารปี 57 เพียงแต่ก่อนหน้านั้นมีปัญหาของคนบางกลุ่มคลั่งชาติ จนกลายเป็นเรื่องบานปลายไปถึงกรณีทวงคืนเขาพระวิหาร สุดท้ายแล้วก็ไม่มีอะไร เพราะไทย-กัมพูชายังต้องเป็นเพื่อนบ้านกัน ยังต้องไปมาหาสู่ ทำมาค้าขายกันต่อไปตามปกติ

คือเรื่องของเรื่องฝ่ายกัมพูชาเขาต้องการที่จะขุดก๊าซขึ้นมาใช้ เนื่องจากกัมพูชาคิดว่าถ้าทำโครงการนี้ร่วมกับไทย จะทำให้จีดีพีของกัมพูชาโตขึ้นอีกปีละ 1-2% ที่สำคัญคือเป็นแหล่งก๊าซขนาดใหญ่พอสมควร ขุดใช้ไปได้อีก 10-20 ปี เขาจึงอยากทำ เพราะถ้ามีเงินเข้าประเทศ ก็ถือเป็นผลงานของรัฐบาล แต่ถ้าไม่รีบขุดขึ้นมาใช้ประโยชน์ ก็จมอยู่ใต้ทะเล สรุปคือไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่ไทย-กัมพูชา จะมา
ระหองระแหงกันเรื่องแหล่งก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล


ถ้าไม่มี “คลั่งชาติ” ขุดมาใช้ก่อนรัฐประหาร

“เราต้องยอมรับว่าโลกเปลี่ยนเร็ว วันหนึ่งก๊าซธรรมชาติอาจเป็นพลังงานที่ล้าสมัย ยิ่งปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ แล้วไปขุด อาจจะมีการลงทุนที่สูง ดังนั้นรัฐบาลต้องเจรจากับกัมพูชาเพื่อเดินหน้าต่อเรื่องนี้ ซึ่งมีรายละเอียดไว้ครบถ้วน โดยเฉพาะสูตรการแบ่งปันผลประโยชน์ หากพื้นที่ขุดก๊าซอยู่ใกล้ไทยมากกว่าก็แบ่งกัน 70:30 ไทยได้ 70 กัมพูชาเอาไป 30 ถ้าอยู่ค่อนไปทางกัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาก็ได้ 70 และจากการสำรวจพบว่าแหล่งก๊าซที่ว่านี้มีลักษณะเป็นรูปไข่ อยู่ค่อนข้างมาฝั่งไทยมากกว่า”

ถ้าไม่มีการรัฐประหารในปี 57 ไม่มีกระแสคลั่งชาติของคนบางกลุ่ม โครงการดังกล่าวไทย-กัมพูชา จับมือกันทำไปแล้ว คงไม่ถูกปล่อยทิ้งไว้ใต้ทะเลมาจนถึงวันนี้ สมมุติว่าถ้าพรุ่งนี้รัฐบาล 2 ประเทศนั่งคุยเจรจากันเรื่องแหล่งก๊าซในพื้นที่ทับซ้อน กว่าจะตกลงกันได้ กว่าจะมีการลงทุนขุดก๊าซขึ้นมาใช้งาน คงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 2 ปี อาจจะสายไปแล้วก็ได้

“บ้านเรามีโรงแยกก๊าซพร้อม มีอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งปิโตรเคมีและโรงผลิตไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากก๊าซธรรมชาติ ด้วยมูลค่าการลงทุนและตัวเลขเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจหลายแสนล้านบาทต่อปี แต่กัมพูชายังไม่มีโรงแยกก๊าซ ผมเชื่อว่ากัมพูชาคงไม่เสียเวลาไปสร้างโรงแยกก๊าซ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องการเงินสดเข้าประเทศเร็ว ๆ ด้วยการขายก๊าซให้ไทย” นายพิชัยกล่าวทิ้งท้าย.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

ความคิดเห็น