อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

วิกฤติการณ์ในเมียนมา กับบทบาท 'อาเซียนเวย์'

เมื่อความสืบเนื่องจากการรัฐประหารในเมียนมา กำลัง "ท้าทาย" จุดยืนของอาเซียนในการ "ไม่แทรกแซงซึ่งกันและกัน" อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 09.30 น.

เส้นทางสู่การเป็นประชาธิปไตยของเมียนมาเผชิญกับ "อุปสรรคครั้งใหญ่" เมื่อเข้าสู่ปีที่ 10 ของการปฏิรูป กองทัพเมียนมาปรากฏตัวอย่างหนาตาตามท้องถนน และ "ชะตากรรม" ของนางออง ซาน ซูจี ยังคงเป็นปริศนา แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การรัฐประหาร ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงอำนาจทางการเมืองที่แปลกใหม่ สำหรับกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในเวลาเดียวกัน ต้องยอมรับเช่นกันว่า สถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในเมียนมา สร้างแรงกระเพื่อมเป็นลูกโซ่ไปทั่วทั้งภูมิภาค

“การไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน” ไม่ว่าจะเป็นในทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคม เนื่องจากแต่ละประเทศมีระบอบการปกครอง สังคมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ถือเป็นนโยบายพื้นฐานของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ( อาเซียน ) ที่ทำให้องค์การความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งนี้ มีเสถียรภาพและรักษาความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างสมาชิกทั้ง 10 ประเทศได้ตลอดระยะเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ หรือนับตั้งแต่มีสมาชิกในยุคก่อตั้งเพียง 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย ร่วมกันลงนามใน “ปฏิญญากรุงเทพฯ” เมื่อปี 2510



ต่อมาในปี 2519 สมาชิกรุ่นบุกเบิกของอาเซียนร่วมกันลงนามใน "สนธิสัญญาไมตรีและความร่วมมือในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Treaty of Amity and Cooperation–TAC) หรือ “แท็ก” มีสาระสำคัญ คือ 1) การเคารพในเอกราช อธิปไตย ความเท่าเทียม บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์ความเป็นชาติของรัฐสมาชิก 2) การให้สิทธิคุ้มครองรัฐสมาชิกให้ปราศจากการแทรกแซงทุกรูปแบบ การโค่นอำนาจทางการเมือง และการบีบบังคับจากภายนอก 3) การไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน 4) การจัดการกับความแตกต่างและความขัดแย้งทุกรูปแบบตามแนวทางสันติวิธี 5) การไม่คุกคามด้วยการใช้กำลังทางทหาร และ 6) ความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพระหว่างรัฐสมาชิก


Al Jazeera English

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ ที่ปฏิกิริยาในภาพรวมของอาเซียน ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมาจึง "ราบเรียบ" แถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของบรูไน ในฐานะประธานอาเซียนประจำปีนี้ เรียกร้องทุกภาคส่วนร่วมกันแสวงหาแนวทางสายกลาง เพื่อการประนีประนอม และการเจรจาเพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติ พร้อมทั้งเน้นว่า เสถียรภาพและความมั่นคงทางการเมืองของสมาชิกอาเซียนทุกประเทศ คือกลไกสำคัญอันจะนำไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนที่สันติสุข เป็นปึกแผ่น และรุ่งเรือง


นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศของไทย หารือร่วมกับนางเรตโน มาร์ซูดี รมว.ต่างประเทศอินโดนีเซีย และนายวันนา หม่อง ลวิน รมว.ต่างประเทศเมียนมา ที่กรุงเทพฯ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า แถลงการณ์ของอาเซียนไม่เอ่ยถึงกองทัพ การรัฐประหาร และการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางออง ซาน ซูจี ตลอดจนผู้ที่ถูกจับกุมทุกคน แตกต่างจากการแสดงปฏิกิริยาของอาเซียน ต่อเหตุการณ์ลุกฮือครั้งใหญ่ของประชาชน ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์จำนวนมากเข้าร่วมด้วย จึงได้ชื่อว่า "การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์" เพื่อต่อต้านรัฐบาลทหาร เมื่อปี 2531 และ 2550 แต่เหตุการณ์ยุติด้วย "การนองเลือด" จากการกวาดล้างครั้งใหญ่โดยกองทัพ ซึ่งแถลงการณ์ของอาเซียนมีเนื้อหาดุดันกว่านี้มาก แม้ไม่ถึงขั้นประณามรัฐบาลทหารอย่างเจาะจง แต่มีการเรียกร้องให้ปล่อยตัวนางซูจี และให้รัฐบาลทหารถ่ายโอนอำนาจตามระบอบประชาธิปไตย



ท่าทีของอาเซียน ณ เวลานี้ จึงก่อให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า อาเซียน "ผ่านพ้นจุดแข็งแกร่งที่สุดไปแล้ว" หรือไม่ ขณะที่โยบายการทูตของอาเซียน "ไร้ราคา" ทว่าพื้นฐานความหลากหลายของสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศ จึงอาจทำให้สมาชิกแต่ละชาติมีทรรศนะต่อสถานการณ์ในเมียนมาแตกต่างกันออกไป บางประเทศยืนยันเป็นเรื่องภายใน บางประเทศแสดงความกังวล และยืนยันว่าต้องร่วมกันหาทางออกในระดับภูมิภาค และบางประเทศ "ไม่เป็นไร" ที่เมียนมาจะกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหาร ซึ่งอาเซียน "ไม่เคยไม่ยอมรับ"


Radio Free Asia

ทว่ากระแสโลกและบริบทของโลกในยุคนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อเทียบกับสมัยที่อาเซียนเพิ่งรวมตัวในสมัยสงครามเย็น หลักการของอาเซียนเพื่อแสดงความเอื้ออาทรและประนีประนอมต่อกันนั้น มองในอีกมุมหนึ่งอาจเป็นเพียง "เกราะกำบัง" ให้กับอาเซียนต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากภายนอก หาใช่การทำให้หน่วยงานขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ จริงอยู่สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา "ไม่ใช่เรื่องใหม่" สำหรับอาเซียน อาเซียน "จึงต้องมีความทันสมัย" ให้มากขึ้น การไม่แทรกแซงกิจการภายในของเพื่อสมาชิกเป็นสิ่งที่เหมาะสม แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อปัญหานั้นมีแนวโน้มส่งผลกระทบในระยะยาวไปทั่วทั้งภูมิภาค.

--------------------

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : REUTERS, GETTY IMAGES


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น