อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 12 เมษายน 2564

อย่าใช้วัคซีนการเมืองนำวัคซีนโควิด

วันนี้ปัญหาการเมืองไทยเล่นกันหนัก ผสมผสานการระบาดโควิดรอบใหม่ ลากเอา“วัคซีน”มาอยู่ในเกม ทำให้รัฐบาลเต้นเร่า เร่งจัดหาโดยด่วน หวังเป็น“วัคซีนการเมือง”ฉีดป้องกันการถูกถล่มในสภา อาทิตย์ที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 เวลา 12.00 น.


ในที่สุดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็มาถึงเมืองไทยอย่างเป็นทางการพร้อมกันทีเดียว 2 ยี่ห้อ ทั้งวัคซีนซิโนแวค และแอสตร้าเซเนก้า ตอนนี้เหลือแค่ปักเข็มแรกบนแขนของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ “เสี่ยหนู” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เป็นการเอาฤกษ์ เอาชัย 28 ก.พ. สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ก่อนลุยฉีดให้กลุ่มเป้าหมายตามแผนการให้วัคซีนชาติ

แต่วันนี้ปัญหาการเมืองไทยเล่นกันหนัก ผสมผสานการระบาดโควิดรอบใหม่ ลากเอา “วัคซีน” มาอยู่ในเกม ทำให้รัฐบาลเต้นเร่า เร่งจัดหาโดยด่วน หวังเป็น “วัคซีนการเมือง” ฉีดป้องกันการถูกถล่มในสภา ซึ่งการได้มาของ “ซิโนแวค” ก็เหมือนจะเป็นไปตามแผน แต่ที่มีปัญหาล่าสุดคือ “แอสตร้าเซเนก้า” จากเดิมที่ประเทศไทยเจรจานำเข้าจากฝั่งยุโรปก็โดนพิษการเมืองสกัด อียูสั่งห้ามส่งออกนอก ต้องเบนเข็มมาตัดยอดนำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้แทน

แต่ล่าสุดก็มีรายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล บอกนายกฯ เลื่อนฉีดวัคซีนออกไปไม่มีกำหนด เพราะติดขัดปัญหาเอกสารรับรองจากแอสตร้าฯ รับรองเฉพาะในเกาหลีเท่านั้น ยังไม่รับรองล็อตตัดยอดเข้าไทยอย่างเป็นทางการ

กลายเป็นว่า 28 ก.พ. ต้องพับแผนโชว์แมนของ “บิ๊กตู่” กะส่งต่อบทพระเอกให้ “เสี่ยหนู” รับหน้าที่ฉีดเข็มแรกของซิโนแวคไปแบบหล่อๆ แต่เจ้าตัวถือมารยาทเป็นสำคัญ บอกยังไงๆ ก็รอ “พี่ตู่” นำ “น้องหนู” ตาม

บท “พระเอกส้มหล่น” จึงตกใส่ “นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต” ปลัดกรทรวงสาธารณสุข ไปจังๆ ถกแขนเสื้อรับการฉีดวัคซีนเข็มแรกของประเทศไทย เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชน ก่อนฉีดในประชาชนก็เดินหน้าตามแผน 1 มี.ค. เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม แม้ผู้นำประเทศอดโชว์แมนลงเข็มแรก แต่เสียหน้า และต้องหาทางกู้ศรัทธากันเอง แต่ยังดีที่ว่าไม่กระทบกับประชาชน เพราะฉะนั้นจึงต้องมาโฟกัสกันต่อที่แผนการกระจายวัคซีนของไทยในระยะแรกนี้ ในส่วนของวัคซีนซิโนแวค ที่เข้ามา 2 แสนโดส นั้นจะกระจายไปยัง 13 จังหวัด คือ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ (ฝั่งตะวันตก) นครปฐม สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ราชบุรี สมุทรสงคราม อ.แม่สอด จ.ตาก ชลบุรี ภูเก็ต เชียงใหม่ และ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี

ส่วนกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้มีอายุตั้งแต่ 18-59 ปี แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขด่านหน้า 2.เจ้าหน้าที่ที่สัมผัสผู้ป่วย 3.ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 โรค คือ โรคทางเดินหายใจเรื้อรังรุนแรง เช่น ปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืดที่ควบคุมไม่ได้ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 ที่ได้รับการบำบัดทดแทนไต โรคหลอดเลือดสมอง โรคมะเร็งทุกชนิดที่อยู่ในระหว่างเคมีบำบัด รังสีบำบัด และภูมิคุ้มกันบำบัด โรคเบาหวานและโรคอ้วนที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือบีเอ็มไอมากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และ4.ประชาชนทั่วไปและแรงงาน

สำหรับวัคซีนของแอสตร้าเซนเนก้า ถูกวางให้นำมาฉีดในกลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปเป็นหลัก ในพื้นที่สีแดง และสีส้ม 9 จังหวัด คือ สมุทรสาคร, สมุทรปราการ, กรุงเทพฯ, ปทุมธานี, นนทบุรี, อ.แม่สอด จ.ตาก, นครปฐม, ราชบุรี และสมุทรสงคราม

โดยการฉีดในสถานพยาบาลจะออกแบบให้มีการฉีดคนละวันกับวัคซีนของซิโนแวค เบื้องต้น คนที่รับวัคซีนแอสตร้าฯ ฉีดวันเสาร์-อาทิตย์ ส่วนของซิโนแวคฉีดวันจันทร์-ศุกร์ เพื่อไม่ให้สับสน โดยต้องทำในสถานพยาบาล และอยู่ในสถานพยาบาล 30 นาที เพื่อเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ หลังจากนั้นต้องติดตามต่อเนื่อง ผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์ “หมอพร้อม”  และอสม. คอยติดตามอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกันรัฐบาลต้องตั้งทีมตรวจสอบสกัดไม่ให้มีปัญหาวัคซีนปลอมเหมือนในหลายประเทศไม่เช่นนั้นจะส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการควบคุมโรค ความเชื่อมั่นของประชาชน และนานาอารยประเทศ สุดท้ายหนีไม่พ้นการรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข และนายกรัฐมนตรี.
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น