อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

ระดมสมองหาทางออก ปัญหา "ป่าแก่งกระจาน"

กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) หลายครอบครัวรวม 80 คน ที่หอบข้าวของเดินทางออกจากหมู่บ้านบางกลอย  (ล่าง) หมู่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลับขึ้นไป ป่าบางกลอยบน หรือ ’ใจแผ่นดิน“ จะขอกลับเข้าไปใช้วิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อังคารที่ 2 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.


หลังจากมีการเคลื่อนไหวของชาวบ้าน กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) หลายครอบครัวรวม 80 คน ที่หอบข้าวของเดินทางออกจากหมู่บ้านบางกลอย  (ล่าง) หมู่ 1 ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี กลับขึ้นไป ป่าบางกลอยบน หรือ ’ใจแผ่นดิน“ จะขอกลับเข้าไปใช้วิถีชีวิตดั้งเดิม ซึ่งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทำให้ นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม มอบหมายให้ ดร.ยุทธพล อังกินันทน์ ที่ปรึกษา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ลงไปในพื้นที่ตาม แผนยุทธการพิทักษ์ป่าต้นนํ้าเพชร หลังเจ้าหน้าที่อุทยานฯ รายงานว่า พบการบุกเข้าไปแผ้วถางป่ากระจายเป็นวงกว้างหลายจุดบริเวณป่าบางกลอยบน



การเข้าไปเจรจากับกลุ่มชาวบ้านที่กลับเข้าไปในป่าบางกลอยบน ยังมีคณะของ นายจงคล้าย วรพงศธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ร่วมกับหลายภาคส่วนทั้งกรมอุทยานฯ, ฝ่ายปกครองทั้งของจังหวัดเพชรบุรี และอำเภอแก่งกระจาน ฯลฯ  ได้เข้าร่วมรับฟังข้อเรียกร้องรวมทั้งปัญหาเพื่อร่วมหาทางออก ซึ่งก็มีการเขียนข้อเสนอไว้ 7 ข้อ อาทิ ต้องการอยู่ในพื้นที่เดิมที่เคยอยู่มาก่อน ให้หยุดกล่าวหาว่าพวกเราไม่ใช่คนไทย และให้มีกระบวนการพิสูจน์สิทธิที่มีทั้งหน่วยงานรัฐและนักวิชาการมีส่วนร่วมเรื่องไร่หมุนเวียน ฯลฯ อย่างไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ก็ได้ไปแจ้งความไว้ที่ สภ.แก่งกระจาน ให้ติดตามเอาผิดกลุ่มผู้บุกรุกเข้าแผ้วถางป่า ตาม พ.ร.บ.อุทยานฯ

ย้อนปูมหลังกะเหรี่ยงแก่งกระจาน

นับเป็นความขัดแย้ง ระหว่างรัฐกับชุมชนในการจัดการป่าที่ถูกจุดปะทุขึ้นมาอีกครั้ง ถือเป็นเรื่องยืดเยื้อมายาวนานกว่า 30 ปี ตั้งแต่ปี 2531 กรณีของการทับซ้อนผืนป่าอนุรักษ์ หรือพื้นที่อุทยานแห่งชาติกับพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม ส่วนใหญ่มีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่ตามแนวพื้นที่สูงไล่ตั้งแต่แนวจังหวัดภาคเหนือ ภาคตะวันตก จนลงมาถึงภาคกลางอุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี จนถึงประจวบคีรีขันธ์  ทีมข่าว 1/4 Special Report มีโอกาสสัมภาษณ์ ดร.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ นักวิชาการอิสระที่สนใจปัญหาทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน และยังเป็น ที่ปรึกษา สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีมุมมองเรื่องนี้ว่า  กลุ่มคนไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง ในเขตป่าแก่งกระจาน แถบรอยต่อราชบุรี และเพชรบุรีในเขต อ.แก่งกระจาน และ อ.หนองหญ้า ปล้องถือเป็นคนไทยกลุ่มเดียวซึ่งมีวิถีวัฒนธรรมอยู่กับป่าและตั้งถิ่นฐานอยู่ต้นนํ้าเพชรมายาวนาน



จากการสืบค้นหลักฐานความมีตัวตนของ กลุ่มคนไทย เชื้อสายกะเหรี่ยง ในเขตป่าแก่งกระจาน สามารถย้อนไปดูได้จากบันทึกว่าด้วยแนวเขตแดนสยาม-อังกฤษ ในช่วงปี พ.ศ. 2410-2411 หรือ 153 ปีมาแล้ว ช่วงการสำรวจชี้แนวเขตประเทศตั้งแต่ต้นนํ้าสบเมย แนวเขต จ.ตาก-แม่ฮ่องสอน ลงไปจนถึงปากนํ้ากระบุรี จ.ระนองที่ระบุว่า มี บ้านกะเหรี่ยงอยู่ต้นนํ้าเพชร  อีกทั้งยังมีหลักฐานของแผนที่ทหารปี พ.ศ. 2454 หรือ 110 ปีมาแล้ว โดยในแผนที่ระวางของทหารปี พ.ศ. 2497 ก็มี หมู่บ้านใจแผ่นดิน ปรากฏอยู่ในแผนที่  หรือดูภาพ ต้นทุเรียนยักษ์ ขนาดหลายคนโอบอายุหลายร้อยปีในพื้นที่ริมห้วยแถบด้านข้างของหมู่บ้านใจแผ่นดิน 

พื้นที่ของจังหวัดเพชรบุรี เริ่มเปลี่ยนแปลงมากขึ้นนับตั้งแต่มีการก่อสร้าง เขื่อนแก่งกระจาน ในปี พ.ศ. 2504 กั้นแม่นํ้าเพชรบุรีบริเวณเขาเจ้าและเขาไม้รวก ยังตั้งชื่อเขื่อนตามภาษากะเหรี่ยง คำว่า “กระจาน” เป็นชื่อเรียกแผ่นเงินขนาดเล็ก คนกะเหรี่ยงเรียกว่า กระจานใช้ผูกติดเบ็ดเป็นเหยื่อล่อจับปลาในต้นนํ้าเพชร ตัวเขื่อนแก่งกระจานมีความสูง 58 เมตร มีพื้นที่รองรับนํ้า 1.38 ล้านไร่ พื้นที่กักเก็บนํ้า 29,062 ไร่  ช่วงเขื่อนเริ่มเก็บกักนํ้าในปี พ.ศ. 2508 ชุมชนกะเหรี่ยงริมฝั่งแม่นํ้าเพชร จึงต้องถูกอพยพขึ้นไปอยู่บนพื้นที่สูงแถบใจแผ่นดินและบ้านบางกลอย ซึ่งเป็นพื้นที่ติดต่อกันทำให้ชุมชนใหญ่ขึ้น แต่ก็แบ่งปันที่ดินอยู่อาศัยทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวไร่ พริก มัน หมาก พลู ฯลฯ หาของกินจากป่าและลำห้วยอยู่ด้วยกันได้ด้วยดีไม่มีปัญหาอะไร

ปมปัญหาอุทยานฯทับที่ชุมชนดั้งเดิม

ดร.เพิ่มศักดิ์ เชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งของชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงกับหน่วยงานของรัฐด้านป่าไม้ ตอนแรกมีรากเหง้ามาจากนโยบายรัฐที่ประกาศให้ป่าในเขตต้นนํ้าเพชรบุรีทั้งแถบหนองหญ้าปล้อง แก่งกระจาน และท่ายางเป็นป่าสงวนแห่งชาติในปี พ.ศ. 2508 แต่ไม่ยอมรับความเป็นชุมชน ไม่กันพื้นที่ชุมชนที่เคยอาศัยอยู่ในป่าออกจากเขตป่าสงวน ยิ่งเมื่อเขื่อนแก่งกระจานสร้างเสร็จก็ยิ่งดึงดูดประชาชนให้เข้ามาบุกเบิกที่ดินเพื่ออาศัยทำกินมากขึ้น ปัญหาก็ตามมากขึ้นด้วย ต่อมารัฐให้สัมปทานทำไม้แก่เอกชนนาน 10 ปี (พ.ศ. 2514-2524) ไม้ใหญ่ดีมีค่าในผืนป่าถูกตัดออกไปจนหมด เมื่อยุติสัมปทานทำไม้ประชาชนก็เข้าครอบครองที่ดินบางส่วน



กระทั่งวันที่ 12 มิ.ย. 2524 รัฐบาลประกาศให้เป็น เขตอุทยานแห่งชาติ ครอบคลุมพื้นที่ 1.8 ล้านไร่ ตั้งแต่ อ.เขาย้อย, หนองหญ้าปล้อง ท่ายาง และ กิ่ง อ.แก่งกระจาน (สมัยปี 2524 แก่งกระจานยังเป็น กิ่งอำเภอฯ) ซึ่งก็ไม่ได้รับรองสิทธิของชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอย-ใจแผ่นดิน แต่ทำแผนเตรียมการอพยพชาวบ้านและอพยพชาวกะเหรี่ยงบางกลอยส่วนหนึ่งลงมาในปี พ.ศ. 2539 แต่คนที่ถูกอพยพลงมาไม่ได้รับจัดสรรที่ดินทำกิน หรือมีที่ดินก็ทำกินไม่ได้ จำนวนหนึ่งเลยตัดสินใจกลับขึ้นไปถิ่นเดิมของเขา กระทั่งปี 2558 ประกาศขยายแนวเขตอุทยานแห่งชาติออกไปอีก ตั้งแต่บ้านโป่งลึกจนถึงบ้านลิ้นช้างใน ต.ยางนํ้ากลัดเหนือ พื้นที่อุทยานฯ กินเนื้อที่กว่า 3 ล้านไร่ ซ้อนทับพื้นที่ชุมชนถึง 40 แห่งซึ่งเป็นพื้นที่ใช้ประโยชน์ของประชาชนมากกว่า 40,000 ไร่ ชาวบ้านหลายตำบลในเขตยางนํ้ากลัดเหนือ หนองหญ้าปล้อง ก็เคยชุมนุมร้องเรียนให้รัฐแก้ปัญหาเขตอุทยานฯ ทับที่ชุมชนมาหลายครั้งแล้ว

ถ้าเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง ไม่เอากฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมท้องถิ่นมาบังคับใช้ ให้การเคารพสิทธิของชุมชนและประชาชน จัดสรรที่ดินและทรัพยากรให้ถูกต้องเป็นธรรมทั่วถึงประชาชนก็จะอยู่ดีมีสุข การปฏิบัติตามแนวนโยบายรัฐในการจัดการผืนป่าที่ละเมิดสิทธิของชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม บางครั้งก็ดูจะบังคับชาวบ้านมากเกินไป ถ้าบังคับให้ชาวประมงไปทำนาก็คงไม่ได้ หรือจะให้ชาวนาชาวสวนชาวไร่ไปทำประมงออกหาปลาก็คงไม่ถนัด บังคับให้พ่อค้าแม่ค้าให้ย้ายไปทำนาก็คงไม่มีใครยอม

ยิ่งจะไปบังคับให้กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เกิดมามีวิถีชีวิตอยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร ทำไร่หมุนเวียน ปลูกข้าวไร่กลางหุบเขาไว้กิน จับปลาในห้วย  เก็บหาของป่าขายมีรายได้แค่พอเพียงกับการดำรงชีวิต ต้องมาถูกเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มาปลูกพืชเชิงเดี่ยวสวนผักผลไม้เพื่อขายหาเงินไว้ซื้อข้าวปลาอาหารกินก็ไม่ใช่วิถีชีวิตวัฒนธรรมของพวกเขา ทั้งไม่มีความสุขและอาจสร้างปัญหายิ่งขึ้นไปอีก เพชรบุรีถือเป็นเมืองพหุวัฒนธรรม ภาครัฐควรส่งเสริมสนับสนุนให้ได้มีโอกาสดำรงชีพที่สุจริต บนฐานวัฒนธรรมอันดีงามของชาวกะเหรี่ยง น่าจะดีกว่า !!

เมืองพหุวัฒนธรรม

“เพชรบุรี” นับเป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรธรรมชาติสมบูรณ์ นอกจากฝั่งตะวันออกจรดทะเลอ่าวไทย ซึ่งมีทั้งป่าชายเลนและหาดทรายชายทะเลอันสวยงาม แนวฝั่งตะวันตก ยังมีป่าผืนใหญ่เชื่อมต่อกันยาวไปตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา ตั้งแต่ราชบุรีจากผืนป่าฝั่งซ้ายแม่นํ้าภาชีต่อกับผืนป่าแก่งกระจาน ป่ายางนํ้ากลัดเหนือใต้จนถึงป่าละอู และป่ากุยบุรีในจ.ประจวบคีรีขันธ์ 



ความเป็นเมืองเก่าของเพชรบุรี ย้อนถึงยุคทวารวดี ผ่านศึกสงครามมามากทั้งกับเมียนมาและเขมร ยังเคยเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าทางเรือกับจีนแต่โบราณ จึงมีคนทั้งจากต่างถิ่นและต่างชาติอพยพเข้ามาอยู่อาศัย อาทิ ชาวไทยเชื้อสายจีน มักอยู่แถบชายทะเลที่ทำการค้าขาย  ชาวไทยทรงดำ หรือลาวโซ่ง จะอยู่ชายป่าเขาทำไร่ทำนาเก็บหาของป่าเขต อ.เขาย้อย และ ชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยง ปักหลักอยู่ตามแนวพื้นที่ป่าแก่งกระจาน ทำไร่หมุนเวียนเลี้ยงชีพ ทำให้เพชรบุรีจึงมีความโดดเด่นทางวัฒนธรรม กลายเป็นเมืองพหุวัฒนธรรมที่มีชาติพันธุ์ของกลุ่มคนไทยเชื้อสายต่าง ๆ อยู่รวมกันมาช้านานแล้ว.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    60%
  • ไม่เห็นด้วย
    40%

ความคิดเห็น