อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 15 เมษายน 2564

ทางรอด "คนไทย" สู้โควิด-19 มีวัคซีนอย่างเท่าเทียม-หลายยี่ห้อ

วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ลอตแรกมาถึงเมืองไทย และทำการฉีดให้กับคนกลุ่มแรกคือ รมว.สาธารณสุข และคณะ ไปเมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.


วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ลอตแรกมาถึงเมืองไทย และทำการฉีดให้กับคนกลุ่มแรกคือ รมว.สาธารณสุข และคณะ ไปเมื่อปลายเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะบริหารจัดการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนในปริมาณจำนวนมากขนาดนี้ เมื่อเทียบกับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดในการให้บริการการฉีดวัคซีน ขณะเดียวกันยังมีความน่าห่วงในเรื่องผลกระทบข้างเคียงที่จะตามมา และอาจสร้างความโกลาหลให้กับผู้คนในสังคมได้



ต้องฉีดวัคซีน! ทางรอดประชากรโลก

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อ และหัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าการจะหยุดการระบาดโควิด-19 ในไทย จะต้องมีวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชากร โดยคาดว่าเมื่อโลกมีการฉีดวัคซีนจำนวนมากในประชากร จะหยุดการระบาดของโรคโควิดได้หลังจากนี้ 1– 2 ปี แต่การจะหยุดได้ต้องมีวัคซีนจำนวนมากที่จะฉีดให้คนทั่วโลก 4,000 ล้านคน ซึ่งที่ผ่านมามนุษย์ไม่เคยผลิตวัคซีนมากขนาดนี้ เพราะถ้าเทียบกับการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ มีการผลิตปีละไม่ถึง 500 ล้านโด๊ส

ขณะที่เทคโนโลยีที่นำมาผลิตวัคซีนจะใช้เทคโนโลยีใหม่ ดังนั้นเมื่อเรามีวัคซีนแล้วความท้าทายต่อไปคือจะต้องผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ ซึ่งจะเห็นว่าปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ผลิตขึ้น บางบริษัทก็ถ่ายทอดนวัตกรรมให้กับประเทศอื่น ๆ ซึ่งวัคซีนที่มีการผลิตหลายบริษัทย่อมเป็นเรื่องดี เพราะถ้าฉีดวัคซีนให้กับประชากรทั่วโลกได้ 50% เชื่อว่าจะสามารถหยุดการระบาดได้

แต่การหยุดระบาดจะทำให้มีผู้ป่วยลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าโควิด-19 จะหายจากโลกนี้ไปเลย ซึ่งในที่สุดโควิดจะกลายเป็นโรคประจำถิ่น หรือติดเชื้อตามฤดูกาล เหมือนไข้หวัดใหญ่ ที่อาจมีคนไข้มาโรงพยาบาลบ้าง แต่ไม่ได้มีอัตราที่สูงเหมือนตอนนี้ เช่นในหลายประเทศ ซึ่งมีคนไข้มาหาแพทย์ จำนวน 10,000-100,000 คนต่อวัน

การมีวัคซีนโควิดที่นำเข้ามาหลายบริษัท และมีความเพียงพอต่อประชาชนทุกกลุ่ม เป็นสิ่งที่จำเป็นที่ต้องทำให้สำเร็จคือ การบริหารจัดการการให้วัคซีนแก่ประชากร ยกตัวอย่างประเทศอิสราเอล ที่ฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้กับประชากรไปแล้วมากกว่า 30%  แล้วตอนนี้พบว่ามีอัตราการติดเชื้อและผู้ป่วยลดลง ส่งผลดีต่อการบริหารจัดการทางการรักษาทางการแพทย์ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายของประเทศ ซึ่งกลุ่มแรกที่ควรได้รับการฉีดวัคซีน คือคนที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงที่อาจป่วยหนักหรือแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้ เช่น บุคลากรทางการแพทย์  ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง ทั้งโรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคปอด คนที่มีภาวะไตวาย คนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ คนอ้วน เมื่อเริ่มฉีดคนกลุ่มนี้จะเห็นผลก่อน เพื่อลดปริมาณการป่วย และการเสียชีวิตของประชากร



ผลกระทบข้างเคียงมีแน่! หลังฉีด

ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวต่อไปว่าการหาวัคซีนมาใช้ว่ายากลำบากแล้ว แต่การฉีดให้ได้ครอบคลุมและเพียงพอนั้นยากกว่า เช่น อังกฤษ มีประชากรประมาณ 70 ล้านคน การครอบคลุมประชากรครึ่งหนึ่งต้องฉีดวัคซีน 2 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ จะใช้เวลาฉีด 35 สัปดาห์ โดยต้องใช้เวลาเกือบ 1 ปี กว่าจะได้วัคซีนเกือบทุกคน ดังนั้นจะเห็นว่าต่อให้มีวัคซีน แต่กว่าจะหยุดการระบาดได้ต้องใช้เวลา ซึ่งอย่างเร็วสุดประมาณกลางปีหรือสิ้นปีนี้ และไม่มีทางทำได้เร็วกว่านี้ เพราะบุคลากรทางการแพทย์จะฉีดวัคซีนให้ไม่ทัน

เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ยื่นเรื่องซื้อวัคซีน 26 ล้านโด๊ส เท่ากับว่าต้องฉีดวัคซีนให้กับประชากร 26 ล้านครั้ง ในจำนวนประชากร 13 ล้านคน ประมาณ 20% ของประชากร คำถามคือจะต้องฉีด 1-2 ล้านครั้งต่อสัปดาห์ได้หรือไม่? โดยกระทรวงสาธารณสุขประเมินว่า จะฉีดวัคซีนได้ 5 ล้านครั้งใน 1 เดือน หรือเฉลี่ยต้องฉีดให้ได้ 1 ล้านครั้ง ใน 1 สัปดาห์ แต่การฉีดวัคซีนในปริมาณมากขนาดนั้น การจัดการระบบสาธารณสุข รวมทั้งการเตรียมประชากรให้มีความเข้าใจและต้องการมารับการฉีดไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

ดังนั้นการบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องสำคัญ ทั้งการขนส่งวัคซีนไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด รวมถึงการจัดการพื้นที่ในการฉีดที่ต้องมีบริเวณกว้าง เพื่อให้คนที่มาฉีดอยู่ห่างไกลกัน (social distancing) เพราะถ้าอยู่ใกล้กัน อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดหากผู้ที่มาใช้บริการมีเชื้อโควิด

เมื่อฉีดวัคซีนแล้วต้องมีการติดตามผลข้างเคียง เมื่อฉีดให้กับประชากรแล้ว 26 ล้านโด๊ส ในที่สุดจะเห็นคนที่มีผลข้างเคียงจากวัคซีน  สำหรับผลข้างเคียงรุนแรงมีทุกวัคซีนในโลกนี้ โดยจะเกิดเฉลี่ย 1 ใน 10 ต่อการฉีดวัคซีน 1 ล้านครั้ง ดังนั้นจึงคาดเดาได้ว่า จะมีผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนของไทยคงไม่น้อยกว่า 30–50 คน/ประชากร 100,000 คนที่ฉีด ดังนั้นจะต้องเตรียมระบบเพื่อรองรับคนที่มีผลข้างเคียงด้วย โดยจะแสดงอาการหลังฉีดวัคซีนประมาณ  7–14 วัน



ควรบริหารจัดการอย่างเท่าเทียม-ใช้หลายยี่ห้อ

ตอนนี้ไม่ว่าวัคซีนของบริษัทไหนที่แสดงว่ามีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยที่ยอมรับได้ เราก็ต้องฉีด เพราะถ้าปล่อยให้ช้ากว่านี้ ไทยจะช้ากว่าประเทศอื่นในการที่จะฟื้นฟูประเทศ และสร้างศักยภาพของเศรษฐกิจ เพราะถ้ามองเรื่องการท่องเที่ยว ถ้านักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาจากประเทศที่ฉีดวัคซีนแล้ว แต่คนในประเทศเรายังไม่ได้ฉีด เขาอาจไม่อยากมาเที่ยว เพราะรู้สึกไม่แน่ใจ แม้นักท่องเที่ยวคนนั้นจะฉีดวัคซีนมาแล้วก็ตาม

การจัดการวัคซีน สิ่งสำคัญคือการต้องสร้างความเป็นธรรมเท่าเทียม และตรวจสอบได้ เพราะนี่คือโรคระบาดที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ  ทั้งคนรวย คนจน ต้องได้รับการฉีดเท่าเทียมกัน  ต้องมีการจัดลำดับว่ากลุ่มไหนควรฉีดก่อน เนื่องจากวัคซีนส่วนใหญ่ไม่ได้ส่งมาครั้งเดียวทั้งหมด แต่จะทยอยส่งมาให้  ในสภาวะตอนนี้สิ่งที่จำเป็นคือ ต้องมีวัคซีนให้เพียงพอกับประชากรจำนวนมาก ดังนั้นจึงต้องมีวัคซีนหลายยี่ห้อ แม้สหรัฐอเมริกา จะกำหนดว่าจะฉีดแค่ของ โมเดิร์นนา กับ ไฟเซอร์ ซึ่งต่อไปในอีก 1–2 ปี ก็ไม่มีใครยืนยันได้ว่าจะต้องฉีดเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพิ่มอีกหรือไม่ ซึ่งไม่มีใครรู้อนาคต เนื่องจากวัคซีนเหล่านี้ส่วนใหญ่เพิ่งทำการผลิตขึ้นและนำมาใช้ในเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นการมีวัคซีนหลายยี่ห้อและจำนวนมาก ถือเป็นเรื่องดี และประเทศไทยจะต้องมีวัคซีนให้เพียงพอกับประชากรก่อน

วัคซีนโควิดที่ผลิตออกมาตอนนี้ ส่วนใหญ่เป็นผลการทำการทดสอบเพียง 3 เดือน แต่โดยปกติการผลิตวัคซีน 1 ตัว จะต้องใช้เวลาในการทดลองในระยะที่ 3 ในคนประมาณ 1–2 ปี จึงจะเสร็จสมบูรณ์และได้ผลที่แน่นอน จึงจะขอจดทะเบียนได้ แต่ในกรณีโควิดเป็นวิกฤติที่ต้องเร่งผลิตอย่างเร่งด่วนมาก และนำมาใช้แบบฉุกเฉิน ซึ่งต้องมีการเตรียมการในการใช้และการติดตามที่ดีพอมากกว่าวัคซีนที่ใช้กันทั่วไป



จัดเก็บ-ขนส่งคือปัจจัยสำคัญ

ศ.นพ.ธีระพงษ์ยังมองว่า อีกปัจจัยสำคัญเมื่อได้วัคซีนมาแล้ว คือ การขนส่งและการดูแลวัคซีนก่อนนำไปฉีด เช่นวัคซีนของไฟเซอร์ จะขนส่งยาก เพราะต้องเก็บอยู่ในอุณหภูมิ -80 องศา ซึ่งเป็นเรื่องยากมากที่เราจะต้องหาตู้เย็นที่มีอุณหภูมิติดลบขนาดนั้น และยิ่งต้องแจกจ่ายไปเก็บในโรงพยาบาลต่างจังหวัด จึงเป็นเรื่องที่ยากมาก ไม่ต่างจากวัคซีนของ โมเดิร์นนา ที่ต้องเก็บไว้ในอุณหภูมิ -20 องศา ดังนั้นประเทศไทยเป็นเมืองร้อนเหมาะกับวัคซีนที่จะจัดเก็บไว้ในความเย็น 4–8 องศา เช่น แอสตราเซเนกา และซิโนแวค 

ปัญหาการจัดเก็บถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะในสหรัฐอเมริกา มีเหตุการณ์ตู้เย็นที่เก็บวัคซีนเสีย ทำให้ต้องโทรฯ เรียกประชากรในท้องถิ่นมาต่อคิวฉีดวัคซีนกันทั้งคืน แต่ในทุกประเทศนอกจากจะต้องจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับประชากรแล้ว สิ่งสำคัญคือการสร้างความรู้ให้กับประชากรถึงความสำคัญ ประโยชน์ทั้งต่อตนเองและต่อประเทศที่จำเป็นต้องได้รับการฉีดวัคซีน เพราะถ้าคนในประเทศเกิดความไม่ไว้ใจในวัคซีนที่รัฐบาลจัดหามาให้ และไม่มารับการฉีดวัคซีน ย่อมจะเป็นเรื่องยากมากที่จะต่อสู้กับโรคระบาดดังกล่าว รวมทั้งปัญหาความล่าช้าในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสุขภาพของประชากร.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น