อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

วัฏจักรความรุนแรง-ม็อบระดมพล

ประเด็นที่ต้องจับตาคือเมื่อมวลชน 2 กลุ่ม  ที่มีจุดยืนต่างกันแบบสุดขั้วเผชิญหน้ากัน ท้ายที่สุดสุ่มเสี่ยงเกิดการปะทะ และนำไปสู่ความสูญเสีย อย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง พฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.


หน้าประวัติศาสตร์การเมืองนอกสภา กำลังเดินทางถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญจับสัญญาณ จากคดีเผาทำลายทรัพย์สินราชการหน้าคุกคลองเปรมที่ตำรวจบุกจับ นายไชยอมร แก้ววิบูลย์พันธุ์ หรือ  “แอมมี่ เดอะ บอททอมบูลส์”  แกนนำคนสำคัญของกลุ่มราษฎรได้ที่ห้องเช่าในพื้นที่  จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนคุมตัวเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลตำรวจพร้อมดำเนินคดีอย่างน้อย  3 ข้อกล่าวหา

(1) ฝ่าฝืนประมวลกฎหมายอาญา   มาตรา 112   ซึ่งมีโทษจำคุก 3-15 ปี

(2)วางเพลิงเผาทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 218   ซึ่งเป็นข้อหาหนัก โทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิตและมีโทษหนักถึงประหารชีวิตเพราะเป็น โรงเรือนและสมบัติของทางราชการ

(3) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์  ระวางโทษ จำคุกไม่เกิน  5 ปี  แชร์ภาพไม่เหมาะสม  กระทบความมั่นคง



ประเด็นที่ต้องจับตาหลังจากนี้คือ  "แรงกระเพื่อม"จากคดี เผาหน้าคุกคลองเปรม ที่ส่งผลกระทบไปถึงการชุมนุมของม็อบ อย่างน้อย 2 กลุ่มในวันเสาร์ที่ 6 มี.ค.ซึ่งมีแนวโน้มเกิดการเผชิญหน้านำไปสู่เหตุการณ์ม็อบชนม็อบ!!

“แรงกระเพื่อมแรก" ให้จับตา"ม็อบกลุ่มรีเด็ม"(Restart Democracy)ที่รีแบรนด์ (rebranding) มาจาก "ม็อบกลุ่มราษฎร" โหวตนัดชุมนุมใหญ่วันเสาร์ที่ 6 มี.ค. แต่ยังไม่กำหนดสถานที่

ซึ่งการจับตัว  “แอมมี่” แกนนำคนสำคัญของกลุ่มราษฎรครั้งนี้ เป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยจุดกระแส  ทำให้แนวร่วมกลุ่มราษฎรออกมา ชุมนุมกับกลุ่มรีเด็มมากขึ้น

อย่าลืมว่า การชุมนุมของกลุ่มรีเด็ม  ยึดหลัก เคลื่อนไหวแบบไม่มีแกนนำ   ทุกคนมีอิสระ ซึ่งสุ่มเสี่ยงนำไปสู่การใช้ความรุนแรง เพราะไม่มีใคร-คุมใครได้

ยกตัวอย่างเหตุการณ์ ชุมนุมของกลุ่มรีเด็มวันที่  28 ก.พ. ที่เกิดจลาจลย่อมๆม็อบปะทะตำรวจได้รับบาดเจ็บทั้ง 2 ฝ่ายและมีแก๊งมอเตอร์ไซค์ พยายาม บุก สน.ดินแดง   ก่อนจุดไฟเผารถสายตรวจ



"แรงกระเพื่อมที่สอง"ให้จับตาการเคลื่อนไหวของ"กลุ่มอาชีวะปกป้องสถาบัน"ที่ประกาศผ่านทางเฟซบุ๊ก หมดความอดทน กับ เรื่องเผาหน้าคุกคลองเปรม นัดระดมพลวันเสาร์ที่  6 มี.ค.ที่หน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ แยกราชประสงค์เพื่อแสดงจุดยืน ปกป้องสถาบัน

ประเด็นที่ต้องจับตาคือเมื่อมวลชน 2 กลุ่ม   ที่มีจุดยืนต่างกันแบบสุดขั้ว เผชิญหน้ากัน ท้ายที่สุดสุ่มเสี่ยงเกิดการปะทะ และนำไปสู่ความสูญเสีย อย่างยากที่จะหลีกเลี่ยง

ขณะที่ ภายหลังการประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดล่าสุดที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีปฏิเสธตอบคำถามเรื่องม็อบ 2 กลุ่ม นัดชุมนุม พร้อมกันวันที่  6 มี.ค.

พล.อ.ประยุทธ์   ชี้แจงหลักการ ขอความร่วมมือคนไทย ให้ช่วยทำให้ ประเทศชาติเข้มแข็ง  ทุกฝ่ายต้องไม่ทำร้ายกัน  และรัฐบาลไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้ง  และยืนยันรัฐบาลมีเจตนารมณ์มุ่งมั่นในการนำพาประเทศชาติให้ปลอดภัย - สงบสุข- มีเสถียรภาพทั้งในเรื่องของความมั่นคง เรื่องเศรษฐกิจเรื่องสังคมและเรื่องการเมือง



ทางด้าน สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ทวีตข้อความผ่านทวิตเตอร์   แสดงความเป็นห่วงการประท้วงในไทย   
สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน ฯเปิดเผยว่าติดตามการประท้วงมาหลายสัปดาห์ เป็นห่วง เรื่อง การใช้กระสุนยาง  ,แก๊สน้ำตา และรถ ฉีดน้ำแรงดันสูง สลายการชุมนุม เพราะ อาจส่งผลให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรง พร้อมเสนอทางออก รัฐบาลควรเปิดเจรจากับกลุ่มที่ประท้วง

"วัฎจักรความรุนแรง"ของการเมืองนอกสภา กำลังหมุนวนกลับมาอีกครั้งบทสรุปจะเป็นเช่นไรต้องตามติดชนิดไม่กะพริบตา.
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น