อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

ก้าวต่อไป เอาอย่างไรกับรัฐธรรมนูญ

สัปดาห์นี้มาว่ากันด้วยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงต้องแก้ ? ในส่วนของประชาชนเขาก็ว่าเป็นเพราะมันคือรัฐธรรมนูญในการสืบทอดอำนาจ พฤหัสบดีที่ 18 มีนาคม 2564 เวลา 08.00 น.


สัปดาห์นี้มาว่ากันด้วยเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำไมถึงต้องแก้ ? ในส่วนของประชาชนเขาก็ว่าเป็นเพราะมันคือรัฐธรรมนูญในการสืบทอดอำนาจ มีการตั้ง ส.ว. ตามบทเฉพาะกาล 5 ปีให้โหวตเลือกนายกฯ ได้สองสมัย และแน่นอนว่า ใครตั้ง ส.ว.มา ส.ว.ก็ต้องโหวตคนนั้น แม้จะท่องคาถา “ส.ว.มีความเป็นกลาง ไปลอบบี้ไม่ได้ๆๆ” ยังไงก็ไม่เห็นใครจะค่อยเชื่อเท่าไร แถมให้อำนาจ ส.ว.ในเรื่องการกำกับให้รัฐบาลเดินหน้ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี
 
ทีนี้พอมาเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ฝ่ายที่ไม่ชอบรัฐบาลนี้เขาก็บอกว่า 1.การตั้งยุทธศาสตร์ชาติยาวนานเกินไปอย่างนี้มันปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีไม่ได้  ทั้งที่ฝ่ายรัฐบาลก็เพียรจะบอกว่า ยุทธศาสตร์ชาติมันปรับแก้ได้ แต่ก็มีข้อกังขาอีกล่ะว่ากรรมการยุทธศาสตร์ชาติล้วนแต่เป็นองคาพยพที่ คสช.ตั้งขึ้น และ 2.เกรงว่า หากมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ การปฏิบัติการตามยุทธศาสตร์ชาติจะกลายเป็นเครื่องมือให้ ส.ว.ยื่น ป.ป.ช.จัดการรัฐบาลได้
 

 
ในส่วนของนักการเมืองเอง ที่ดูจะไม่ชอบใจที่สุดคือระบบเลือกตั้งแบบ “จัดสรรปันส่วนผสม” ที่ปรากฏว่าเกิดปรากฏการณ์พรรคเล็กพรรคน้อยเข้ามามากไป แต่อันนั้นมันคงไม่เป็นปัญหาเท่ากับการคำนวณสัดส่วน ส.ส.พึงมี ทำให้พรรคเพื่อไทยดูจะเสียผลประโยชน์ที่สุด เพราะถ้าคิดแบบเลือกตั้งระบบเก่าที่มีบัตรสองใบ บัญชีรายชื่อแยกพรรคเพื่อไทยจะได้ ส.ส.มากกว่า 130 คนง่ายๆ แต่พอมี ส.ส.พึงมีทำให้ไม่ได้ปาร์ตี้ลิสต์มาสักคน

ฝ่ายร่างรัฐธรรมนูญเขาก็ยกข้อดีของรัฐธรรมนูญนี้ขึ้นมาคือ “เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง” เพิ่มโทษยาแรงในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงถึงขั้นใบดำที่ตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิต และมีการออกประมวลจริยธรรมเพื่อมากำกับพฤติกรรมนักการเมืองอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งคนที่โดนชี้มูลความผิดจริยธรรมไปแล้วคือ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐเรื่องบุกรุกพื้นที่ป่า และจะต้องมีการตรวจสอบนักการเมืองอีกหลายคน


 
กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงได้เริ่มขึ้นโดยมีการผลักดันจากภาคประชาชนร่วมเดินขบวนเรียกร้อง จริงๆ แล้วมันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นนานแล้วจนรัฐบาลต้องบรรจุไว้ในวาระเร่งด่วนว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีการทำ “สัตยาบันลานโพธิ์”ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ว่า บางพรรคมีจุดยืนในการร่วมรัฐบาลคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อไทย เมื่อเปิดสภาฯ ไปสักพักก็มีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึง
 
สุดท้ายก็มีการแก้มาตรา 256 เพื่อเอื้อให้การแก้รัฐธรรมนูญสามารถทำได้ง่าย มีการกำหนดให้มีการตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ( ส.ส.ร.) โดยใช้เขตเลือกตั้งมาเป็นตัวแทนประชาชนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย ส.ส.ร.มี 200 คน คราวนี้ก็เกิดปัญหาเมื่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ และนายสมชาย แสวงการ ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้มีการตีความว่า การตั้ง ส.ส.ร.เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
ศาลรัฐธรรมนูญก็พิจารณาในเวลาจริงจวนจะต้องเข้าสภาโหวตวาระสามแล้ว คือเขาจะเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญกันแล้วก็ออกคำวินิจฉัยกลางมาในราวช่วงเย็นวันที่ 15 มี.ค. คำวินิจฉัยกลางนั้นก็มีหลายหน้า แต่เอาสรุปสั้นๆ คือ  “รัฐธรรมนูญ มาตรา 15 (15) บัญญัติให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญกระทำโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามุ่งประสงค์ให้การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการใช้อำนาจของรัฐสภาโดยเฉพาะ”


 
“ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญต้องอยู่ในเงื่อนไขที่มีความผูกพันกับรัฐธรรมนูญฉบับเดิม ยึดโยงกับหลักการพื้นฐานและให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมติมหาชน รัฐธรรมนูญ 2560 หมวด 15 เพียงบัญญัติให้สามารถแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติให้จัดทำขึ้นใหม่ทั้งฉบับ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด 15/1 ( ตั้ง ส.ส.ร.) ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2560 อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้”
 
“หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย”
 
หลายคนก็คงเซ็งบ่อนไปพอสมควรว่า อยากได้คำวินิจฉัยที่ชี้ขาดไปเลยว่าสามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระสามต่อได้หรือไม่ กลายเป็นต้องมานั่งตีความอีก เผลอๆ นึกไปถึงสิ่งที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญพูดว่า “เขียนให้ใช้ ไม่ได้มีหน้าที่ตีความ” พอมาอีหรอบนี้ก็กลายเป็นว่า ฝั่ง ส.ว.นี่แหละมีโอกาสจะ“งอแง”สูงที่สุดคือไม่อยากผิดรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นอาจไม่โหวตวาระสาม
 
เนื่องจากถ้ามาตีความกันแล้ว การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ตั้ง ส.ส.ร. เป็นการ “แก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิม ( ประชาชน ) ปกป้องคุ้มครองไว้” เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2560 นี้ผ่านการทำประชามติ ดังนั้น ถ้ากระบวนการที่จะให้มันถูกต้อง คือ “ต้องมีการทำประชามติว่าจะให้ตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่ ตั้งแต่ก่อนเริ่มต้นการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระแรก”ซึ่งทำให้กระบวนการแก้ไขช้าไปอีก เพราะต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
 
หรือถ้าให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระสาม ก็จะทำประชามติกันตอนไหน เพราะมีกำหนดเวลาเงื่อนไขต้องตั้ง ส.ส.ร.หลังจากรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ ซึ่งกฎหมายประชามติก็ยังไม่ออก ก็เลยมีผู้เสนอความเห็นเข้าไปอีกว่า ให้ถามศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบซิว่า รัฐสภาสามารถโหวตผ่านวาระสามแล้วไม่ผิดใช่หรือไม่ มันก็ทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีก เผลอๆ ยักแย่ยักยันกันอยู่ไม่รู้ได้ ส.ส.ร. เมื่อไร แต่เป้าหมายน่าจะให้ได้รัฐธรรมนูญใหม่ปี 64


 
สิ่งที่เราจะต้องสูญเสียไปในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญแต่ละครั้ง แน่นอนคือเงิน ค่าจัดทำประชามติทั่วประเทศน่าจะอยู่ที่ราวรอบละ 3,000 ล้านบาท คำถามประชามติก็ไม่ต้องตั้งให้ยุ่งยาก ถามแค่ว่า “ประชาชนต้องการให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยการตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่” ซึ่งน่าจะเปลี่ยนรูปแบบ ส.ส.ร.เป็นเขตประเทศ เพื่อตัวแทนกลุ่มต่างๆ ได้เข้าไปทำงานด้วยไม่ใช่แบบเขตเลือกตั้ง เพราะทำให้ ส.ส.ร.บางจังหวัดอยู่ภายใต้อิทธิพลนักการเมือง
 
ทีนี้ ก็เป็นค่ายกร่างรัฐธรรมนูญ ค่าจัดรับฟังความเห็นทั่วประเทศอีกไม่รู้กี่พันล้าน ( จากที่เราเสียค่ารับฟังความเห็นเรื่องปรองดองมาแล้วแต่ไม่เห็นจะได้อะไรเท่าไร ) พอยกร่างเสร็จก็ต้องไปจัดประชาพิจารณ์อีกรอบ คราวนี้น่าจะเกิน 3,000 ล้านเพราะต้องเสียค่าจัดพิมพ์รัฐธรรมนูญแจกจ่ายประชาชนอีก ถ้าเกิดกรณีโหวตคว่ำก็เสียงบประเทศไปเปล่าๆ ทั้งๆ ที่กู้มาจะติดเพดานแล้ว แต่ประชาธิปไตยมันมีราคาที่ต้องจ่ายเช่นนี้แหละ
 
หากรัฐธรรมนูญผ่าน ก็มีการยกร่างกฎหมายลูกเพื่อเตรียมเลือกตั้งอีก ก็คาดว่ากระบวนการทั้งหมดกว่าจะได้ ส.ส., ส.ว.ชุดใหม่มาก็ราวปี 65 ซึ่งมันก็คงเป็นความหวังของคนรุ่นใหม่ แต่ต้องไปว่ากันที่กระบวนการยกร่างอีกว่า จะตรงใจข้อเสนอของม็อบหรือไม่ที่จะให้มีการปฏิรูปสถาบันได้ เผลอๆ อาจเป็นเรื่องที่ “กลุ่มชุดความคิดอีกขั้วต่างจากม็อบ” เอามารณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ จากนี้คงมีอะไรที่ต้องติดตามต่ออีกเยอะ
 
แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ขอให้ใช้กลไกสภาในการแก้ปัญหาดีกว่าออกนอกถนนแล้วเกิดความรุนแรง.  
 
.....................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย "บุหงาตันหยง" 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น