อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2564

เจาะสนามเลือกตั้ง "เทศบาล" ผลประโยชน์ใกล้ตัวชาวบ้าน!

วันที่ 28 มี.ค. 64 จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากห่างหายไปหลายปี นับตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 57  คือ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล(ส.ท.) พร้อมกันทั่วประเทศ จันทร์ที่ 22 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.


วันที่ 28 มี.ค. 64 จะมีการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งประวัติศาสตร์ หลังจากห่างหายไปหลายปี นับตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 57  คือ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรี และสมาชิกสภาเทศบาล(ส.ท.) พร้อมกันทั่วประเทศ แม้ข่าวคราวจะถูกกลบด้วยกระแสการเมืองระดับชาติ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นหน่วยงานปกครองท้องถิ่นที่ใกล้ชิดกับประชาชนอย่างมาก เพียงแค่คุณเดินออกมาถนนหน้าบ้าน เทศบาลก็รับผิดชอบคุณแล้ว ทั้งการเก็บขยะ การจราจร และอีกมากมายในท้องถิ่น

ทีมข่าว “1/4 Special Report” ไม่ยอมตกกระแส จึงขอนำเสนอศึกเลือกตั้งเทศบาล ผ่านการพูดคุยกับ ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์ จากภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ถึงความสำคัญและอนาคตของเทศบาล



เทศบาลอาจจะน้อยแต่สำคัญอย่างยิ่ง

ดร.ณัฐกรกล่าวว่าองค์กรปกครองท้องถิ่นอย่างเทศบาล  มีอยู่ทั่วประเทศเพียง 2,472 แห่ง ถือว่าน้อยมาก แต่กลับอยู่ในพื้นที่สำคัญทั้งหมด เป็นการเมืองของเมือง มีปัญหาสลับซับซ้อน แตกต่างจากองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ตรงที่เทศบาลจะใกล้ชิดกับคนพื้นที่มากกว่า ที่ผ่านมาเทศบาลมีบทบาทแก้ไขปัญหาในชุมชนทั้งเรื่องขยะ ปัญหารถติด หากติดตามข่าวจะพบว่าเทศบาลมีการหาเสียง มีกระแสคึกคักกว่าการเลือกตั้ง อบจ.ด้วยซ้ำ ได้เห็นผู้สมัครหลายคนใช้สื่อออนไลน์หาเสียง และด้วยความที่เทศบาลมีพื้นที่ไม่กว้างเหมือนเลือกตั้ง ส.ส.-อบจ. ผู้สมัครจึงเดินพบประชาชนได้ทั่วถึง

ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่การเลือกตั้งเทศบาลพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาจะเลือกไม่พร้อมกัน  แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ทำให้ข้อมูลสถิติที่เก็บมาไม่สามารถมองภาพรวมการเลือกตั้งเทศบาลได้ แต่จากข้อมูลที่มี พบว่าการเลือกตั้งระดับเทศบาลนั้นสูงมาก เทศบาลตำบลพื้นที่เล็ก ๆ มีคนไปใช้สิทธิถึงร้อยละ 90 ขณะที่เทศบาลในเมืองใหญ่ จะมีคนไปใช้สิทธิถึงร้อยละ 60 หากพิจารณาผู้สมัครนายกเทศมนตรีทั้งประเทศ คือ 5,771 คน จากเทศบาล 2,472 แห่ง แสดงว่ามีหลายที่จะมีการแข่งขันกันสูงมาก ส่วนการเลือกสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ทั้งประเทศ มีผู้สมัครกว่า 67,619 คน ถือว่าเยอะมาก

อิงพรรคการเมืองใหญ่-ใช่ว่าจะชนะเลือกตั้ง

จุดหนึ่งที่น่าสนใจ คือ การเลือกตั้งนายกเทศมนตรีในเมืองใหญ่ ๆ มีการแข่งขันน้อย คู่แข่งไม่เยอะ แต่จะไปแข่งดุเดือดในระดับส.ท.มากกว่า ต้องเข้าใจว่าในอดีตการหาเสียงระดับเทศบาลต้องพึ่งทีมงาน จะเป็นผู้สมัครอิสระคงยากมาก บางพื้นที่ถ้า ส.ท.ชนะ จะชนะยกทีมเลย ถ้าแพ้ก็แพ้แบบยกทีม นี่เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของการเมืองระดับเทศบาล ยิ่งเทศบาลที่คนน้อย ๆ บางแห่งมีอยู่602 คน ส.ท.อาจลงสมัครอิสระไม่ต้องพึ่งทีมงาน หากมีเครือข่ายญาติพี่น้อง ซึ่งความใกล้ชิดนี่แหละ เป็นปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขันเทศบาลระดับเล็ก แต่หากเป็นเทศบาลเมืองใหญ่ คนจะดูเรื่องนโยบายมากกว่า

“สำหรับการหาเสียงอิงพรรคการเมืองระดับชาติ ที่ผ่านมาไม่การันตี ว่าจะชนะเลือกตั้งเทศบาล เพราะหลายครั้งการเลือกตั้งเทศบาล คนใช้สิทธิเลือกผู้สมัครที่อยู่คนละฝ่ายกับพรรคการเมืองที่ชนะเลือกตั้งระดับจังหวัดด้วยซ้ำ ชี้ให้เห็นว่าทิศทางการเลือกตั้งเทศบาล แตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ส.-อบจ. โดยพรรคการเมืองระดับชาติมีบทบาทน้อย ซึ่งเราก็ยังเห็นผู้สมัครบางคนที่บอกว่าตนอิงกับพรรคนี้ เอาโลโก้พรรคการเมืองระดับชาติมาโชว์ระหว่างหาเสียง แต่มีไม่เยอะมากนัก”



ฆ่ากันเพราะการเมืองท้องถิ่นน้อยลงกว่าอดีต

ดร.ณัฐกรอธิบายต่อไปว่าสิ่งที่ทำให้การเลือกตั้งเทศบาลอยู่ในความสนใจของคนทั้งประเทศ เริ่มจากเหตุการณ์ลอบยิงผู้สมัครนายกเทศมนตรีกลางงานศพ ใน จ.ราชบุรี ดูเหมือนว่าภาพจำของการเมืองท้องถิ่นมักจะจบลงด้วยการไล่ฆ่าผู้สมัคร-หัวคะแนน จะกลับมาหลอกหลอน สร้างความกลัวกับสังคมไทยอีกครั้ง อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ราชบุรี ถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีการยิงนักการเมืองท้องถิ่น จากการทำวิจัยพบว่าช่วงระหว่างก่อนและหลังการเลือกตั้ง จะมีโอกาสที่ผู้สมัครการเมืองท้องถิ่นและหัวคะแนน มักจะถูกเก็บ ถูกฆ่า

โดยส่วนตัวไม่แปลกใจกับกรณีที่ จ.ราชบุรี เพราะมีหลายจังหวัดเคยเกิดเหตุลักษณะนี้ในอดีต ซึ่งพื้นที่บางแห่งมีหลายปัจจัยเอื้อให้เกิดการลอบฆ่านักการเมืองท้องถิ่น เช่น บางจังหวัดมีซุ้มมือปืนอยู่แล้ว การลอบฆ่าจะเกิดขึ้นถี่เป็นต้น แต่จากการเก็บข้อมูล การทะเลาะกันเรื่องการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่สาเหตุเดียว แต่มีความขัดแย้งสะสมกันระหว่างนักการเมืองพื้นที่นั้น ๆ อย่างยาวนาน จนนำไปสู่การก่อเหตุ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในราชบุรี ไม่เกิดในสังคมไทยมานานแล้ว ดูจากการเลือกตั้งอบจ.ที่ผ่านมา คิดว่าจะมีเหตุลอบฆ่ากัน แต่กลับไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรง

ทั้งนี้อยากย้ำว่าการเลือกตั้งเทศบาลเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมาก แค่ออกจากบ้านก็เจอกับงานของเทศบาลแล้ว เช่นการเก็บขยะ ถนนในชุมชน พื้นที่สาธารณะต่าง ๆ เพราะเทศบาลที่อาศัยอยู่ดูแลเราแทบทุกอย่างในด้านบริการสาธารณะ ถ้าเห็นว่าคนเดิมที่อยู่มาหลายปียังทำหน้าที่ได้ ก็ไปใช้สิทธิเลือกเขา ถ้าคิดว่าอยู่มาแล้วไม่มีอะไรดีขึ้น ก็ไปเปลี่ยนคน ดูว่าคนใหม่จะทำหน้าที่ได้ดีหรือไม่ การที่เราชำระภาษีต่าง ๆ มันถูกส่งไปยังส่วนกลาง และถูกจัดสรรกลับมาให้เทศบาลที่เราอาศัยอยู่เป็นต้น เทศบาลจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับคนไทยอีกต่อไป



ปรับปรุงเทศบาล-ควบรวมกับอบต.ลดเหลื่อมล้ำ

ดร.ณัฐกรยังชี้ปัญหาของเทศบาลว่า สิ่งที่เราเห็นคือสร้างความเหลื่อมล้ำในองค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น เทศบาลบางแห่งคนน้อย แต่มีรายได้ต่อหัวสูง จึงถูกแยกมาเป็นเทศบาล แต่จะทำอะไรหลายอย่างต้องไปพึ่ง อบต.ใกล้เคียง ซึ่งมีคนเยอะกว่าและพื้นที่ดูแลเยอะกว่า แต่รายได้ต่อหัวไม่สูง จุดนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างหน่วยงาน ตนเห็นว่านับตั้งแต่เราเปลี่ยนระบบการเลือกตั้งเทศบาลในปี 43-47 ที่ให้ประชาชนใช้สิทธิเลือกนายกเทศมนตรีกับ ส.ท. คนละส่วนกัน ลดปัญหาในอดีตที่เราไปเลือก ส.ท. แล้ว ส.ท.ไปเลือกนายกเทศบาลอีกที ทำให้มีการหมุนเวียนเปลี่ยนนายกเทศมนตรีกันบ่อยมาก

แต่เมื่อเปลี่ยนระบบ ทำให้โครงสร้างเทศบาลลงตัว นายกเทศมนตรีอยู่ครบสมัยแตกต่างจากสมัยก่อน และการตรวจสอบเข้มข้นมาก สิ่งที่ตนอยากเสนอคือ เทศบาลบางแห่งอาจใช้ระบบการบริหารที่แตกต่างกันได้ ยกตัวอย่างระบบผู้จัดการเมืองที่เคยใช้ในพื้นที่พัทยาสมัยก่อนน่าสนใจมาก กล่าวคือ มีการเลือก ส.ท. เลือกนายกเทศมนตรี แล้วไปจ้างผู้จัดการเมืองเป็นสัญญาระบุช่วงเวลาให้เข้ามาบริหารงานเทศบาล โดยผู้จัดการเมืองที่จ้างมาเป็นคนเก่ง  มีความชำนาญ รู้พื้นที่ดำเนินการไปเลย การบริหารเทศบาลในหลายพื้นที่ อาจมีความหลากหลายแตกต่างกันได้ ไม่ต้องใช้รูปแบบเดียวกัน

อีกจุดหนึ่งคือคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาทำรัฐประหาร ได้เสนอแนวคิดรวมอบต.กับเทศบาลเข้าด้วยกัน โดยใช้เกณฑ์ว่าหากชุมชนไหนประชากรไม่ถึง 7,000 คน รายได้รวมไม่ถึง 20 ล้านบาทให้ไปรวมกับองค์กรปกครองท้องถิ่นใกล้เคียง ซึ่งจะทำให้หน่วยงานท้องถิ่นลดลงไปเหลือเพียง 5,000 กว่าแห่งทั้งประเทศ ซึ่งจะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำได้ดีมาก แต่ คสช.ต้องพึ่งพาเครือข่ายท้องถิ่นในหลายเรื่อง การไปปรับลดเทศบาล-อบต.ทำให้ตำแหน่งทางการเมืองสูญเสีย มีคนเดือดร้อน ซึ่งเขาก็มีเครือข่ายในพื้นที่ได้รับผลกระทบ ทำให้การรวมองค์กรปกครองท้องถิ่นไม่เกิดขึ้น

โดยส่วนตัวเห็นว่าถ้ารวมหน่วยงานท้องถิ่นได้จะดีมาก เพราะทุกวันนี้เทศบาลเหมือนไข่แดง แล้วล้อมด้วยไข่ขาวคือ อบต.ถ้าเรา ควบรวมจะลดความเหลื่อมล้ำ ลดปัญหาระหว่างหน่วยงาน แต่เกณฑ์การควบรวมต้องมีมากกว่าที่ คสช.เคยคิดจะทำ เช่น ต้องคำนึงพื้นที่ การจะควบรวมต้องดูว่าเขาอยู่ที่ราบกับบนดอยหรือไม่ บางแห่งชนเผ่าแตกต่างกัน  เกณฑ์การควบรวมจึงต้องคิดให้รอบคอบ อาจจะทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป แล้วมานั่งคุยกันดี ๆ ว่าจะทำอย่างไรให้สำเร็จ.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น