อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564

ตีแผ่!ปัญหาการศึกษายุคโควิด "เด็กซิ่ว-กล้าถาม" ครูรับมือไม่ทัน!

ทีมข่าว “1/4 Special Report” ยังคงอยู่กับ นายปราศรัย เจตสันต์ อาจารย์วิชาสังคมศึกษา โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ อังคารที่ 30 มีนาคม 2564 เวลา 07.00 น.


ทีมข่าว “1/4 Special Report” ยังคงอยู่กับ นายปราศรัย เจตสันต์ อาจารย์วิชาสังคมศึกษา โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพฯ หลังจากเมื่อวานนี้ได้พูดคุยถึงวิบากกรรมของนักเรียน ม.6 กับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเรื่องที่วุ่นวายหนักอยู่แล้ว แต่เมื่อเจอ “โควิด-19” เด็กจึงเหนื่อยล้า รวมทั้งครูผู้สอนด้วย



คุณภาพ “ครู-เด็กซิ่วคนละเรื่องเดียวกัน!

นายปราศรัยเล่าว่าหน้าที่ของครูโรงเรียนชั้น ม.ปลาย ไม่ได้แตกต่างจากชั้นอื่นๆ คือสอนเด็กให้บรรลุมาตรฐานระดับชั้นที่ควรจะเป็น มีความเข้าใจในความรู้ รู้จักจัดการแก้ไขปัญหา อีกส่วนคือต้องผลักให้เด็กเข้าสู่มหาวิทยาลัยให้ได้ ซึ่งการฝ่าด่านแรกคือเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ตรงนี้เป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจมาก จนละเลยไปว่าเมื่อเข้าไปเรียนมหาวิทยาลัยแล้ว ครูในระบบโรงเรียนยังต้องติดตั้งทักษะบางอย่างให้เขาพร้อมในการเรียนมหาวิทยาลัยและการใช้ชีวิตในอนาคตด้วย เช่น ทักษะการสื่อสาร การจัดการตนเอง ทักษะชีวิต ทักษะการคิดชั้นสูง ทักษะการเป็นพลเมือง  สิ่งนี้เป็นส่วนที่คนให้ความสนใจไม่มากเท่าที่ควร

ผลกระทบจากการละเลยในการติดตั้งทักษะเด็กให้พร้อมในการเรียนมหาวิทยาลัย คือ เด็กต้องไปเสียเวลาเรียนพิเศษเพิ่มทักษะในช่วงปี 1-2 ซึ่งมีธุรกิจกวดวิชาเด็กมหาวิทยาลัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เสียเวลาที่จะได้ใช้ชีวิตในโลกมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ เมื่อโรงเรียนไม่ได้เตรียมตัวเด็กตรงนี้ จึงเกิดปัญหาอีกอย่างคือเด็กย้ายคณะ ย้ายที่เรียน หรือที่เรียกกันในศัพท์เฉพาะว่า “เด็กซิ่ว”

“เรายังไม่มีข้อมูลว่าเด็กซิ่วในแต่ละมหาวิทยาลัยนั้นเยอะแค่ไหน แต่ถ้าเด็กยิ่งซิ่วเยอะ มันจะสะท้อนความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทยและการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างมาก คือเข้าไปเรียนในคณะที่ไม่ชอบ ไม่ต้องการ ไม่ถูกใจ ปรับตัวไม่ได้”

การซิ่วนั้น เราเห็นได้เยอะมากกว่าสมัยก่อน คือเมื่อก่อนเราอาจจะทน ๆ เรียนไป แต่เด็กยุคนี้มองว่าไม่จำเป็นต้องอดทน หากสิ่งนี้มันไม่ใช่ตัวเอง คือมีทางเลือกสำหรับเขา แต่อีกส่วนคือเขาเรียนไปแล้วรู้สึกว่ามันมีปัญหา เช่น เขาได้เรียนในคณะที่ไม่ได้อยากเรียน เพราะคณะที่อยากเรียนจริง ๆ มันมีเด็กที่คะแนนถึงเข้าไปเรียน เป็นต้น นี่ก็เป็นปัญหาของการสอบเข้ามหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง ที่สำคัญการซิ่วไม่ใช่ว่าทุกคนจะทำได้ บางคนมีต้นทุนต้องเรียน ถ้าย้ายที่เรียนต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่ม บางครอบครัวจึงแบกภาระตรงนี้ไม่ได้เช่นกัน

การศึกษาไทยควรมุ่งไปทางไหน?

ทั้งนี้ในอนาคตอาจมีการระบาดของโควิด-19 ได้อีก โดยส่วนตัวมองว่าครูน่าจะมีการปรับตัว เช่น ครูในวิชาเดียวกันมาคุยกัน เพื่อให้งานเด็กร่วมกันเลย เพื่อไม่เป็นภาระกับเด็กมาก หรือให้การบ้านอันเดียวแต่ทำกันหลายวิชา เช่นวิชาภาษาไทย อาจไปร่วมกับวิชาสังคมศึกษาและไปรวมกับภาษาอังกฤษก็ได้ ซึ่งตรงนี้เป็นประสบการณ์ที่ครูเอามาปรับได้ ต่างจากในช่วงแรกที่เราเรียนออนไลน์ ครูอยู่บ้านไม่ได้เจอหน้ากันเลย แต่ต่อไปเรามีบทเรียนแล้วอาจมาปรับใช้ได้

ปัจจุบันนักเรียนชั้นม.5 ซึ่งปกติต้องเรียนเนื้อหาเยอะมาก แต่ช่วงที่ผ่านมาเขาต้องเรียนออนไลน์ ทำให้ได้ความรู้ไม่เต็มที่ จะเป็นปัญหาต่อตัวเด็กที่จะขึ้นม.6  ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยอาจจะปรับตัวไม่ทัน กรณีดังกล่าวเป็นเรื่องน่าหนักใจทั้งนักเรียนและครู

นายปราศรัยอธิบายว่าตอนที่มีการประกาศไม่เลื่อนสอบ GAT/PAT  มันมีคำอธิบายมุมหนึ่งว่า หากเลื่อนการสอบไปจะกระทบกับส่วนต่าง ๆ ทั้งการเตรียมสนามสอบ กำหนดการของมหาวิทยาลัยในการรับนักศึกษา การออกข้อสอบ ซึ่งในส่วนนี้เป็นปัญหาของผู้ใหญ่ทั้งสิ้นเลย ไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับตัวเด็ก ที่ผ่านมาเราไปสนใจตัวผู้ใหญ่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการศึกษามากเกินไปกว่าตัวเด็กที่มักถูกเน้นว่าเป็นส่วนสำคัญสุดในการเรียนการสอน

อีกเหตุผลที่มีคนค้านการเลื่อนสอบ คือ เขามองว่าทุกคนรู้กำหนดการปฏิทินการสอบอยู่แล้ว ก็ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ช่วง ม.4 ได้แล้ว เหตุผลตรงนี้มีการเห็นแย้งว่า เด็กบางคนที่เจอโควิด-19 ต้องช่วยงานพ่อแม่ครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เป็นต้น โดยในต่างประเทศ โควิด-19 ทำให้ระบบการศึกษามีการปรับออกแบบระบบใหม่ ครูก็ปรับตัวเยอะมาก รวมถึงหลายประเทศที่มีการแข่งขันกันสูง จึงมีนโยบายเลื่อนสอบเพื่อช่วยเหลือนักเรียนในช่วงเวลานี้

โดยระบบการสอบเข้า TCAS  รอบ 1 กับรอบ 2 ที่เปิดโอกาสให้เด็กนำแฟ้มสะสมผลงานมายื่น หรือการยื่นแบบโควตานั้น ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ตรงสายมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม และมหาวิทยาลัยก็ร่วมมือกับโรงเรียนในการเลือกเด็กได้ดีมากขึ้น เอาเข้าจริงเราควรลดการทำข้อสอบรวม ๆ ให้น้อยลงกว่านี้ แล้วมุ่งเน้นการสอบความถนัดของเด็ก เช่น บางคณะของมหาวิทยาลัยมีการสอบรับตรงไปเลย ทำให้ได้นักศึกษาที่ถนัดกับคณะที่เรียน

“ยกตัวอย่างคณะรัฐศาสตร์จากทุกมหาวิทยาลัย มาร่วมกันออกข้อสอบด้วยกัน ซึ่งจะได้เด็กที่เรียนตรงสายมากยิ่งขึ้นกว่านี้ ได้เด็กที่สนใจการบ้านการเมือง ครูในโรงเรียนต้องมาปรับตัว เน้นความหลากหลายทางการเรียนมากขึ้นด้วยเช่นกัน ปัจจุบันเรามีการเรียนแบบแบ่งสายวิทย์ สายศิลป์ ต่อไปต้องหลากหลายกว่านี้  การแบ่งสายวิทย์-วิศวะ-วิทย์-แพทย์ แต่เด็กยังต้องเรียนทุกวิชาเหมือนเดิม แถมเพิ่มวิชาเฉพาะทางเข้าไปด้วย ในอนาคตเด็กที่อยากเป็นวิศวะอาจจะเรียนวิชาสายวิทย์เฉพาะทางมากขึ้น และเรียนวิชาที่ไม่ถนัด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการสอบเข้าวิศวะน้อยลง เรื่องนี้คนที่จะทำได้คือกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีอำนาจมากสุดในการผลักดัน”



ครูต้องปรับตัวในยุคที่เด็กกล้าถาม-กล้าแย้ง

สำหรับคำถามที่ขาดไปไม่ได้กับครูในโรงเรียน คือ การตื่นรู้ตื่นตัวทางการเมืองของเยาวชน-นักเรียนในทางการเมือง ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าในการชุมนุมหลายครั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัด จะมีนักเรียนเข้าร่วมเยอะมาก  นายปราศรัยบอกว่า ปัจจุบันเด็กมีการแสดงออกทางการเมือง ทางความคิดเห็นเยอะมาก ถือเป็นเรื่องที่ดี โดยส่วนตัวที่สอนวิชาสังคมศึกษาก็ให้อิสระแก่เด็กในการทำค้นคว้าวิจัยอิสระ ได้เห็นประเด็นที่เด็กสนใจทำหลากหลาย และลุ่มลึกมากกว่าสมัยตัวเองเป็นนักเรียนเสียอีก แต่ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งของครูคือ เราเองเคยชินกับการสอน ในยุคหนึ่งครูถูกอบรมว่าต้องเป็นผู้รู้ พออีกยุคหนึ่งถูกอบรมว่าต้องเป็นผู้สร้างสรรค์ เราจะเห็นครูคิดค้นรูปแบบการสอนใหม่ ๆ เพื่อโน้มน้าวเด็ก ๆ ให้เข้าใจเนื้อหา

แต่ปัจจุบันเราอาจต้องเพิ่มให้นักศึกษาที่เรียนทางครูให้เข้าใจการถกเถียงกันด้วยเหตุผลมากขึ้น เพราะครูบางคนที่ปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงของเด็กไม่ได้ แล้วไปมองว่าเด็กก้าวร้าว เพราะครูไม่เคยชินกับสถานการณ์แบบนี้มาก่อน

“เรารู้ว่าจะจัดการเด็กหนีเรียนอย่างไร เด็กตีกันเรารู้วิธีการ เด็กติดยาเสพติดก็มีทางแก้ แต่การที่เด็กแสดงความคิดเห็นกล้าถาม กล้าแย้งครูนั้น เรายังไม่มีวิธีการรับมือ ซึ่งสิ่งสำคัญสุดคือต้องฟังเขาอย่างมาก เพราะเด็กที่ทำแบบนี้หลายคนเรียนเก่งมากด้วย”



ทำอย่างไรไม่ให้ครูใหม่ ๆ ติดกับดักระบบเดิม

สิ่งที่น่ากลัวอย่างมากคือ การที่เด็กนักเรียนรู้สึกว่าเขาสิ้นหวังกับประเทศไทย และพยายามเรียนภาษาอังกฤษเพื่อให้ได้ทุนการศึกษาแล้วไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างมากกับอนาคตเด็ก ๆ เหล่านี้ สังคมไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว เราเห็นได้จากสำนึกของนักเรียน แม้กระทั่งครู ก็มีครูใหม่เข้ามาเยอะมากกว่าสมัยก่อน ดังนั้นเราต้องหาวิธีการว่าจะทำอย่างไรไม่ให้ครูใหม่ ๆ กลายเป็นครูในระบบแบบเดิมซึ่งจะทำให้นักเรียนต้องทนอยู่กับเขาไปอีกหลายสิบปีกว่าครูเหล่านั้นจะเกษียณออกจากระบบไป

ภาระของนักเรียนทุกวันนี้หนักหน่วงมาก ทั้งการเรียน การศึกษา ปัญหาสังคม การปะทะความแตกต่างระหว่างรุ่น ไม่แปลกเลยที่เด็กยุคปัจจุบันจะป่วยด้วยโรคซึมเศร้ามากยิ่งขึ้น ทั้งหมดคือภาพสะท้อนปัญหาของการศึกษาไทยอย่างแท้จริงนี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่และความท้าทายของระบบการศึกษาไทย ที่มีปัญหามาอย่างยาวนาน แต่มาถูกกะเทาะอย่างรุนแรงด้วยสายลมแห่งยุคสมัยและการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เห็นได้ชัดว่าเป็นเรื่องที่ต้องตระหนักและหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อไม่ให้นักเรียนเหนื่อยล้ากับปัญหารอบด้าน ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    100%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 13