อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 17 เมษายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 17 เมษายน 2564

ภิกษุชุมนุมการเมือง ผิดพระวินัย - ทำลายพุทธศาสนา

การประชุมมหาเถรสมาคมมีมติเร่งด่วนให้ทำหนังสือแจ้งไปยังวัดทั่วประเทศ ห้ามพระภิกษุ สามเณร ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง หากฝ่าฝืนคำสั่งหรือมติให้เจ้าคณะปกครองดำเนินการทันที พฤหัสบดีที่ 1 เมษายน 2564 เวลา 10.00 น.


เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 63 นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ที่ประชุมมหาเถรสมาคมมีมติเร่งด่วนให้ทำหนังสือแจ้งไปยังวัดทั่วประเทศ ห้ามพระภิกษุ สามเณร ยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางการเมือง หากฝ่าฝืนคำสั่งหรือมติให้เจ้าคณะปกครองดำเนินการทันที อย่างไรก็ตามยังมีภิกษุ สามเณรยังเข้าร่วมการชุมนุมอยู่ มหาเถรสมาคมจึงออกเป็นมติชัดเจน 4 ข้อ ดังนี้


 
  1. ให้เจ้าคณะผู้ปกครองดำเนินการกับภิกษุสงฆ์และสามเณรที่เข้าข่ายและฝ่าฝืนคำสั่ง เรื่องห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. 2538
  2. มีมติมอบถวายสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร ซึ่งเป็นประธานกรรมการฝ่ายการปกครองสงฆ์ ให้วางแนวทางการป้องกัน การชุมนุมของภิกษุและสามเณร เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาในระยะยาว
  3. มีมติให้นำรายชื่อผู้ฝ่าฝืนของพระภิกษุและสามเณร ส่งให้เจ้าคณะผู้ปกครอง เพื่อพิจารณาทางพระธรรมวินัยต่อไป
  4. ให้ประสานหน่วยงานที่มีหน้าที่ทางกฎหมาย ตรวจสอบสถานะพระที่เข้าร่วมชุมนุมทุกรูป เพื่อป้องกันพระปลอมเข้าร่วมชุมนุมเพราะจะทำให้ศาสนาเกิดความเสียหาย
แม้ว่ามหาเถรสมาคมซึ่งเป็นฝ่ายพุทธจักรและสำนักงานพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นฝ่ายอาณาจักร จะมีการขับเคลื่อนการทำงาน กำกับและดูแลกิจการตามหน้าที่และอำนาจที่มีอยู่ในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์แต่ก็ยังมีภิกษุทุศีลหรืออลัชชีที่ประพฤติปฏิบัติไม่ถูกต้อง สร้างความเสื่อมศรัทธาแก่พุทธศาสนิกชนและสร้างความมัวหมองแก่พระพุทธศาสนา จึงขอหยิบยกตัวอย่างมาให้เห็นกันชัดๆ 2 กรณี ดังนี้



กรณีที่สามเณรสหรัฐ สุขคำหล้า (โฟล์ค) นักศึกษาวิทยาลัยศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นสมาชิกแนวร่วมคณะราษฎรศาลายาได้เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองว่ามีพฤติการณ์ขัดต่อคำสั่งมหาเถรสมาคม (มส.) โดยเมื่อวันที่ 23 ก.พ. 64 สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยกลุ่มคุ้มครองพระพุทธศาสนา สำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม ร่วมกับ พระครูสถิตปริติวงศ์ วัดประดู่ธรรมาธิปัตย์ เจ้าคณะแขวงบางซื่อ ซึ่งเป็นพระวินยาธิการ ออกตรวจตราตามที่ได้รับรายงานข่าวและแจ้งเบาะแส กรณีพบเห็นสามเณรมีพฤติกรรมขัดต่อคำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรเที่ยวเตร็ดเตร่และพักค้างแรมตามบ้านเรือน พ.ศ. 2521 คำสั่งมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง พ.ศ. 2538 ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง ห้ามพระภิกษุสามเณรพักแรมในสถานที่เป็นที่รังเกียจทางพระวินัย วันที่ 31 ม.ค. 2501 และอาจเข้าข่ายขัดต่อประกาศมหาเถรสมาคม เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรไม่ให้เป็นสมาชิกในสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ ลงวันที่ 19 พ.ค. 2476 ซึ่งประกาศห้ามภิกษุสามเณรเข้าเป็นสมาชิกในสมาคมหรือสโมสรคฤหัสถ์ เพราะไม่สมควรเกี่ยวข้องในกิจที่ไม่ควรแก่บรรพชิต เป็นการสร้างความเสื่อมเสียต่อพระพุทธศาสนา และเป็นที่ติเตียนวิพากษ์วิจารณ์ของพุทธศาสนิกชนถึงความไม่เหมาะสม

กรณีที่ภิกษุ 4 รูปเข้าชุมนุมทางการเมืองร่วมกับผู้ชุมนุมกลุ่มเดินทะลุฟ้าเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 64 ที่ซอยพระราม 5 เลียบคลองผดุงกรุงเกษม ใกล้สะพานชมัยมรุเชฐข้างทำเนียบรัฐบาล ต่อมาเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 64 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้พาภิกษุไปยังวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร ภิกษุ 1ใน 4 นั้นคือพระพุทธิเชฎโฐ ภิกขุ จากวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าพบเจ้าอาวาสวัดเบญจมบพิตรฯ ซึ่งมีการสนทนาธรรมถึงความเหมาะสมในการเข้าพักที่หมู่บ้านทะลุฟ้าร่วมกับผู้ชุมนุม การสนทนาตอนหนึ่งระหว่างพระพุทธิเชฎโฐ ภิกขุกับเจ้าอาวาส มีการถกกันถึงพระวินัย พระพุทธิเชฎโฐ ภิกขุ ยืนยันว่า สามารถพำนักที่หมู่บ้านทะลุฟ้าได้ เพราะพระวินัยไม่ได้ห้าม ในขณะที่เจ้าอาวาสระบุว่า ไม่ใช่หน้าที่ของสงฆ์ที่จะไปปักหลักช่วยเหลือผู้ชุมนุม โดยมีภิกษุ 2 ใน 4 รูป ยอมลาสิกขา ส่วนภิกษุอีก 2 รูป ที่ไม่ได้ลาสิกขาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตัวไปสอบสวนเพิ่มเติม



ทราย เจริญปุระ ซึ่งเป็นนักแสดงผู้ที่ให้การสนับสนุนกับการชุมนุมทางการเมืองมาโดยตลอดได้โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Inthira Charoenpura เกี่ยวกับภิกษุที่เข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองว่า “กรณีพระถูกบังคับให้ลาสิกขา หรือสึก การที่พระถูกบังคับให้สึก ถือว่าการสึกไม่สำเร็จผลเพราะขาดเจตนาของผู้บวช และพระที่บังคับให้สึกก็ถือว่ากระทำขัดต่อพระธรรมวินัย ดังนั้น การถูกบังคับให้สึกจึงไม่สำเร็จผล และพระที่ถูกบังคับให้สึกสามารถใส่จีวรผืนใหม่ที่มีคนเอาไปถวายได้เลยโดยไม่ต้องทำพิธี #หยุดคุกคามพระ #ยุบสำนักพุทธ #ยกเลิกพรบสงฆ์”

การสื่อสารเช่นนี้ของทราย เจริญปุระ สะท้อนให้เห็นถึงความไม่รู้ (อวิชชา)​ และความเห็นผิด (มิจฉาทิฏฐิ) ซึ่งมีอกุศลจิตและอกุศลเจตนาเป็นการไม่เคารพยำเกรงต่อพระธรรมวินัยซึ่งเป็นศาสดาสืบแทนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อีกทั้งการกระทำย่ำยีต่อพระธรรมวินัยเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง

เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ชาวพุทธทั้งหลาย​ พึงทราบว่าการเข้าร่วมชุมนุมทางการเมืองของภิกษุเป็นการผิดพระวินัยสังฆาทิเสสข้อ 13 การประจบสอพลอคฤหัสถ์ ซึ่งเป็นการสร้างความเสื่อมเสียและมัวหมองแก่พระพุทธศาสนาเพราะเข้าไปข้องเกี่ยวกับกิจกรรมของคฤหัสถ์ที่ไม่ใช้กิจของสงฆ์ และยังเป็นการผิดพระวินัยเสขิยะ ข้อ 5 สำรวมด้วยดีไปในบ้าน ข้อ 6 สำรวมด้วยดีนั่งในบ้าน ข้อ 14 ไม่พูดเสียงดังนั่งในบ้าน (บ้านในที่นี้หมายถึงชุมชนและสังคมต่างๆ)

สำหรับการลาสิกขาของภิกษุ เมื่อภิกษุใดไม่สามารถดำรงอยู่ในเพศบรรพชิตต่อไปได้ก็สามารถลาสิกขา คือ สึกได้ทันที เมื่อใดก็ได้ โดยบอกใครก็ได้ที่รู้เนื้อความว่าตนเองจะเป็นคฤหัสถ์ เช่น ข้าพเจ้าบอกคืนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าบอกคืนพระธรรม ข้าพเจ้าบอกคืนพระสงฆ์ ฯลฯ (ตามข้อความในพระวินัยปิฎก มหาวิภังค์ เล่ม 1 ภาค 1)



ประเด็นเรื่องการจับให้พระลาสิกขา ตามพระวินัยแล้ว ไม่มีใครบังคับขู่เข็ญเพื่อทำการสึกภิกษุรูปใดได้เลย ต้องเป็นความสมัครใจ เป็นความจริงใจของพระภิกษุรูปนั้นที่จะทำการลาสิกขา เปล่งวาจาให้ผู้รู้ความหมายได้รู้ ว่า จะไม่เป็นพระภิกษุอีกต่อไป (แต่ถ้าอาบัติปาราชิกแล้วก็ไม่ใช่ภิกษุอีกต่อไป ก็ต้องสละเพศไป) ในกรณีที่ภิกษุทำผิดก็เป็นหน้าที่ของภิกษุหรือคณะสงฆ์ที่จะทำการแนะนำตักเตือนเพื่อให้ได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง แก้ไขในสิ่งที่ผิด ดังนั้น ถ้ายังไม่เปล่งวาจาเพื่อลาสิกขา ก็ยังเป็นพระภิกษุอยู่

ข้อที่ควรจะได้พิจารณา แม้ว่าจะยังไม่ต้องอาบัติหนักถึงขาดจากความเป็นภิกษุ แต่ถ้าล่วงสิกขาบทอื่นๆ ย่ำยีพระธรรมวินัย ไม่มีความเคารพยำเกรงในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้มีโทษติดตัว ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ไม่แก้ไขตามพระวินัย แล้วยังปฏิญญาว่าตนเองเป็นภิกษุอยู่ ถ้ามรณภาพไปในขณะที่ยังเป็นภิกษุอยู่ ชาติหน้าจะเกิดในอบายภูมิเท่านั้น เพราะมีอาบัติเป็นเครื่องกั้น กั้นการบรรลุมรรคผล และกั้นการเกิดในสุคติภูมิ แต่ถ้าหากสำนึก รู้ตัวเองว่าไม่ได้ขัดเกลากิเลส ก็ลาสิกขาเป็นคฤหัสถ์ ก็เป็นผู้ไม่มีอาบัติแล้ว ยังสามารถเป็นคฤหัสถ์ที่ดี ฟังพระธรรมศึกษาพระธรรมอบรมเจริญปัญญา สะสมเป็นที่พึ่งต่อไปได้ ซึ่งก็ย่อมดีกว่าการเป็นภิกษุทุศีลโดยประการทั้งปวง

การได้บวชเป็นภิกษุครองตนอยู่ในเพศบรรพชิต ซึ่งเป็นผู้สละแล้วทางโลกจากการครองเรือนในเพศคฤหัสถ์ จะเป็นหนทางแห่งการพ้นทุกข์ เพราะมีโอกาสได้ศึกษาพระธรรมซึ่งเป็นสิ่งที่มีจริงหรือธรรมะที่มีจริง (สัจธรรม) ที่พระบรมศาสดา พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ อีกทั้งมีการขัดเกลากิเลสตามสิกขาบทในพระวินัยที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ ซึ่งเป็นกิจสำคัญของภิกษุ รวมถึงการเป็นเนื้อนาบุญของอุบาสก อุบาสิกาโดยการเผยแผ่หลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้รู้ถึงธรรมะที่มีจริง จะได้มีความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) เห็นประโยชน์ของการประพฤติปฏิบัติสุจริตทางกาย วาจาและใจ เห็นโทษของการประพฤติปฏิบัติทุจริตทางกาย วาจาและใจ มีความละอายชั่วกลัวบาป ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

ผู้บวชเป็นภิกษุที่ไม่มีความจริงใจ ไม่มีความศรัทธาในการศึกษาพระธรรม (คันถธุระ) และอบรมเจริญปัญญา (วิปัสสนาธุระ) ไม่มีอัธยาศัยในการครองตนอยู่ในเพศบรรพชิต มีการประพฤติปฏิบัติล่วงละเมิดสิกขาบทในพระวินัย เท่ากับเป็นผู้ที่ไม่งเคารพยำเกรงต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และยังกระทำย่ำยีต่อพระพุทธศาสนาให้มีความเสื่อมเสียและมัวหมอง จึงเป็นผู้ที่ไม่สมควรที่จะเป็นภิกษุอีกต่อไป เป็นได้เพียงแต่ภิกษุทุศีลหรืออลัชชีที่ไม่มีความละอายชั่วกลัวบาป หนทางข้างหน้าย่อมมีทุคติภูมิหรืออบายภูมิเป็นที่หมาย

มหาเถรสมาคมซึ่งเป็นฝ่ายพุทธจักรและสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติซึ่งเป็นฝ่ายอาณาจักรจะต้องร่วมกันขับเคลื่อนการทำงานภายใต้หน้าที่และอำนาจที่มีอยู่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อจัดการแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับกิจการคณะสงฆ์ที่ไม่เป็นไปตามพระธรรมวินัย เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลกและพุทธศาสนิกชนมีพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอย่างแท้จริง จะส่งผลดีต่อความเจริญมั่นคงของประเทศชาติและความเจริญผาสุกของประชาชน

 
.....................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”




 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    87%
  • ไม่เห็นด้วย
    13%

ความคิดเห็น