อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

วิกฤติพม่ารัฐล้มเหลว มืดมน-ไร้ทิศทางออก!

ประชาชนชาวเมียนมาเกือบจะทุกสาขาอาชีพตามเมืองใหญ่ออกมาประท้วงต่อต้านทหารที่รัฐประหาร แต่สถานการณ์ระยะหลัง กลายเป็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงถูกทหารสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม ประชาชนถูกเข่นฆ่าแบบไม่ปรานีทั้งเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตจำนวนมาก พฤหัสบดีที่ 8 เมษายน 2564 เวลา 07.00 น.


นับตั้งแต่การรัฐประหารในประเทศเมียนมาโดย พล..อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผบ.สส.นำ กองทัพเมียนมา (ทัดมาดอว์) ออกมารัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือนของ นางออง ซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และผู้นำ พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) เมื่อวันที่ 1 ก.พ. 64 ที่ผ่านมา



จากภาพข่าวที่ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก ตอนแรก ๆ ประชาชนชาวเมียนมาเกือบจะทุกสาขาอาชีพตามเมืองใหญ่ออกมาประท้วงต่อต้านทหารที่รัฐประหาร แต่สถานการณ์ระยะหลัง กลายเป็นว่ากลุ่มผู้ประท้วงถูกทหารสลายการชุมนุมอย่างโหดเหี้ยม ประชาชนถูกเข่นฆ่าแบบไม่ปรานีทั้งเด็กและผู้หญิงเสียชีวิตจำนวนมาก โดยเฉพาะวันเสาร์ 27 มี.ค. ตรงกับ “วันกองทัพเมียนมา” ทหาร 3 เหล่าทัพนับหมื่นนายเดินสวนสนาม ที่กรุงเนปิดอว์ โชว์แสนยานุภาพ  ครบรอบ 76 ปี มีประชาชนที่ออกมาประท้วง 44 เมืองทั่วประเทศ ถูกสังหารวันเดียวมากถึง 114 ราย

ท่ามกลางนานาประเทศทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตามอง สถานการณ์เข้าขั้นวิกฤติขยับจะบานปลายกลายเป็นสงครามกลางเมือง หลังจากมี กลุ่มชาติพันธุ์ ออกมาประกาศอยู่ฝั่งเดียวกับประชาชน จึงถูกกองทัพเมียนมาใช้เครื่องบินบุกโจมตีฐานที่มั่นกะเหรี่ยงเคเอ็นยู จนมีชาวกะเหรี่ยงอพยพหนีข้ามมาฝั่งไทย ถึงแม้วันที่ 31 มี.ค. ทางการเมียนมาจะออกแถลงการณ์ระงับปฏิบัติการ ตั้งแต่วันที่ 1-30 เม.ย. แต่ยกเว้นผู้ที่ขัดขวางความมั่นคงของรัฐบาลทำให้ยังมีผู้เสียชีวิตรายวัน

ผ่านพ้นไป 2 เดือน ยอดผู้เสียชีวิตทะลุเกินกว่า 500 ศพแล้ว เมียนมากำลังเข้าขั้นรัฐล้มเหลว กำลังจะกลายเป็นรัฐที่ไม่มีประชาชนเป็นองค์ประกอบ เพราะประชาชนยังเดินหน้าต่อต้านทหารในทุก ๆ
รูปแบบ !



 “กองทัพเมียนมาที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ทีมข่าว 1/4 Special Report พูดคุยกับ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญประเทศเมียนมาจากภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีกครั้งสถานการณ์ในเมียนมา ดูมืดมนเหมือนยังเดินอยู่ในอุโมงค์ที่มองไม่เห็นแสงสว่างความขัดแย้งทวีคูณเพิ่มขึ้น ผศ.ดร.ลลิตา กล่าวว่า ตั้งแต่ตามข่าวเมียนมา ก็เชื่อมาตลอดว่าสถานการณ์จะรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจะเห็นว่ามีคนถูกยิงถูกฆ่าเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน แต่นักวิเคราะห์ที่เชี่ยวชาญเมียนมาบอกว่าช่วงปี 1988 การสังหารประชาชนโดยทหารตัวเลขสูงกว่านี้มาก แต่นี่คือการประท้วงในศตวรรษที่ 21 ที่สิทธิมนุษยชนมีการพูดถึงไปทั้งโลกไม่คาดคิดว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นขนาดนี้

ตอนนี้เมียนมาแทบจะเป็นรัฐล้มเหลว เพราะระบบราชการ เอกชนไม่ทำงานแล้ว มีคนออกมาประท้วงหยุดงานเต็มไปหมด คิดค้นการประท้วงรูปแบบต่าง ๆ มาต่อสู้กับทหาร บางวันก็มีการประท้วงเงียบ ทุกคนพร้อมใจหยุดงานกันหมด บางวันก็เอาขยะมากองเต็มถนน หาวิธีการต่อสู้กับทหารทุกรูปแบบ ยอมสู้ยอมตาย บางคนออกไปสู้ก็เขียนจดหมายลาตายทิ้งไว้

เราต้องเข้าใจก่อนว่า กองทัพเมียนมา (ทัดมาดอว์)พวกเขาดำรงตัวเองมาตั้งแต่ช่วงสู้กับอังกฤษเพื่อประกาศเอกราช  จึงมีบทบาทในการเมืองมาโดยตลอด วิธีคิดของคนในกองทัพก็คือ ไม่สนใจต่างชาติ ยอมจะมีมหามิตรไม่กี่ประเทศ ไม่ต้องการมีมิตรประเทศเยอะ แค่มิตรที่ผลประโยชน์ลงตัว อย่างรัสเซียซึ่งเป็นมิตรกับเมียนมา แล้วมันมีผลต่อสหประชาชาติ เพราะเวลาจะออกมาตรการอะไร รัสเซียก็จะทำการวีโต้ยับยั้งมาตรการตลอด ส่วนจีนนั้นถึงจะมีการลงทุนในเมียนมาเยอะ แต่ก็ยังก้ำกึ่งกับความเป็นมิตรในเมียนมา

ผศ.ดร.ลลิตา กล่าวต่อว่า ขณะที่สถานการณ์ตอนนี้ทั้งกองทัพและชาวเมียนมานั้นไม่มีวันยอมถอยด้วยกันทั้งคู่ กองทัพได้มองประชาชนเป็นศัตรูของรัฐที่ต้องกำจัดแล้ว ยิ่งมีการประกาศสงครามจะสู้ของชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อย กองทัพก็มีข้ออ้างในการทำสงครามทันที เราจึงเห็นการล้อมปราบอย่างรุนแรง สำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ แม้พวกเขาจะไม่ถูกกับพรรคสันนิบาตแห่งชาติ (NLD) ของออง ซาน ซูจีมากนัก แต่ก็มีการพูดคุยพยายามผลักดันรูปแบบของรัฐเมียนมาให้เป็น สหพันธรัฐ ซึ่งตรงนี้กองทัพยอมไม่ได้เด็ดขาดจึงเป็นสาเหตุหนึ่งของการทำรัฐประหาร ต้องเข้าใจว่าทัดมาดอว์โดนกล่อมเกลามาตลอดว่า ประเทศเมียนมาต้องอยู่คู่กับกองทัพ พวกเขาเป็นของคู่กัน เป็นผู้ปกปักรักษาประเทศ ไม่มีกองทัพ ประเทศอยู่ไม่ได้ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไม่ได้ ประเทศต้องเป็นสหภาพแบบทุกวันนี้กองทัพสำคัญที่สุด ดังนั้นจะมีปฏิวัติซ้อนจึงยากมาก

กองทัพเมียนมาโยงตัวเองเข้ากับอดีตกษัตริย์ในอดีต ทั้งบุเรงนอง อลองพญา คือพวกเขามองว่ากษัตริย์ในอดีตสามารถสร้าง
มหาอาณาจักรเมียนมาอันเกรียงไกรได้ ดังนั้นสถาบันกองทัพก็สามารถทำได้เช่นกัน”



เชื่อสถานการณ์รุนแรงต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ลลิตา มีมุมมองเชื่อว่าสถานการณ์ในเมียนมา จะเลวร้ายลงมากกว่านี้มาก แม้จะต้องปิดประเทศ แม้จะคบค้ากับไม่กี่ประเทศ พวกเขาก็ยอม นั่นคือสิ่งที่กองทัพทำเพื่อรักษาอำนาจของตัวเองไว้ แม้จะต้องสังหารประชาชนจัดการชนกลุ่มน้อยด้วยความรุนแรง แต่นั่นคือสิ่งที่กองทัพยอมแลกเพื่อรักษาสถานะของตัวเองในประเทศ
เมียนมาไว้ ส่วนการแทรกแซงจากต่างประเทศนั้น เอาเข้าจริงมันก็น้อยมาก เพราะเมียนมาไม่ได้มีทรัพยากรเยอะเหมือนหลายประเทศที่เกิดสงครามกลางเมืองที่มีน้ำมันจนชาติมหาอำนาจต้องเข้ามาแทรกแซง ส่วนจีนถึงจะลงทุนในเมียนมามากก็เน้นการปกป้องทรัพยากรที่จีนลงทุนเท่านั้น ปัญหาทั้งหมดนี้ทำให้ชาวเมียนมาต้องรวมกันสู้ออกมาลงถนนเพื่อบอกว่าเราไม่กลัวกองทัพ

สุดท้ายสถานการณ์ในเมียนมานั้นจึงดูมืดมนเอามาก ๆ ไม่มีใครรู้ว่าสถานการณ์ต่อไปจะเป็นอย่างไร บางทีพวกเขาอาจไม่ได้กลับสู่ระบอบประชาธิปไตยอีกเลยก็เป็นได้ ส่วนออง ซาน ซูจีนั้น น่าจะหมดบทบาทในทางการเมืองคงมีคำตัดสินอย่างลับ ๆ แล้วเอาไปขังในบ้านดังเดิม  แต่นักกิจกรรม ประชาชนยังคงต้องเจอความเหี้ยมโหดของกองทัพ ซึ่งไม่เคยมีการปฏิรูปอะไรเลย ไม่ยอมปล่อยอำนาจ ไม่ปรับตัวใดใดทั้งสิ้นยังคงใช้อำนาจนิยมเหมือนเดิม

แม้ความหวังจะริบหรี่ แต่คนเมียนมาในยุคนี้ยังยอมออกมาต้องต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ถึงจะบาดเจ็บล้มตายก็ยังยืนหยัดต่อสู้ให้ชาวโลกได้รับรู้ บทสรุปวิกฤติเมียนมาจะยุติลงอย่างไรจึงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าจับตาต่อเนื่อง



ไทยต้องปรับตัวรับมือ

ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ มีมุมมองว่าประเทศไทยนั้นอยู่ในจุดที่ดีในการเจรจากับเมียนมา แต่วิธีคิดของคนในรัฐบาลอยากจะคุยแค่ไหน ต้องเข้าใจว่าหน่วยงานราชการไทยมีหลายหน่วยในการเจรจากับเมียนมา ปกติรับฟังไทยเสมอเวลาเราเจรจาอะไร แต่ครั้งนี้เราไม่แน่ใจว่าเมียนมา จะยอมฟังไหม ที่สำคัญอาจต้องใช้ทักษะการทูตที่มากกว่าปกติเพราะเขาไม่ชอบการถูกแทรกแซงจากภายนอกอยู่แล้ว ส่วนปัญหาชนกลุ่มน้อยหนีข้ามพรมแดนมาในไทย มันทำให้เห็นบรรยากาศเก่า ๆ สมัยหลายสิบปีก่อนที่มีคนอพยพเข้ามาต้องเตรียมมาตรการให้ดี ที่ผ่านมาจะเห็นว่าทางการไทยหลีกเลี่ยงจะใช้คำว่า “ผู้ลี้ภัยมากเพราะมันจะทำให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามา ทำให้ในอนาคตสถานการณ์เราจะมี
แคมป์ชนกลุ่มน้อยบริเวณชายแดนไทย

ส่วนตัวมองว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงควรแก้ทีละเปลาะ ทีละประเด็น ถ้าแก้แบบองค์รวมไม่ได้ ก็ต้องค่อยๆทำ เหมือนคลายเชือก เช่นเราอาจจะยอมให้คนที่อพยพเข้ามาตั้งแคมป์เล็ก ๆ รอบชายแดนเน้นให้พวกเขาปลอดภัย ต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้มันเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวของไทย แต่ถ้าไม่ทำจะเจอปัญหาการอพยพอีกมากขึ้นเรื่อยๆ มีการคาดกันแล้วว่า พอมีคนอพยพเข้ามาแบบนี้ ปัญหาค้ามนุษย์ ค้าแรงงานเถื่อนจะติดตามมา ยังไม่นับเรื่องยาเสพติด อาชญากรรม ฯลฯ ถ้าหน่วยงานความมั่นคงยังไม่เตรียมพร้อมวางแผนรับมือเอาไว้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น