อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 22 มิถุนายน 2564

อย่าเพิ่งตาย อายุยืนไปนาน ๆ

ขอให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง แก่ชราสุขภาพยืนยาวได้เห็นวันที่ตัวเองต้องขึ้นศาล ถูกขุดความผิดในอดีตมา ออกมาสะสาง แล้วความยุติธรรมก็จะบังเกิดอย่างสะใจทีเดียว พุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 12.00 น.


ช่วงนี้โควิดกลับมาระบาดอย่างมาก ขอให้ทุกท่านดูแลตัวเอง ป้องกันอย่างเต็มที่ แต่ถ้าเกิดติดเชื้อนี้ ก็อย่าพึ่งตื่นตระหนก โควิด-19 รักษาตามอาการหายได้ ถ้าไม่ได้เป็นหนักก็ต้องกักตัวเอง แยกจากคนอื่น ขณะที่ผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด ธุรกิจร้านค้าทั้งหลาย หวังว่ารัฐบาลจะมีมาตรการดูแลอย่างเต็มที่อีกครั้ง

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายนที่ผ่านมา ครบรอบ 60 ปี การไต่สวนคดีประวัติศาสตร์คือการนำตัว อดอล์ฟ ไอค์มันน์ มาปรากฏกายที่ศาลของอิสราเอล มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ให้ชม นี่คือเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ช็อกโลก โดยตัวไอค์มันน์นั้น สำหรับคนที่สนใจประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นจะต้องคุ้นชื่อเขาเป็นอย่างดี เพราะนี่คือ ชายที่เสนอต่อฮิตเลอร์แห่งนาซีเยอรมันในการแก้ปัญหาคนยิว เรียกว่าการ “แก้ปัญหาครั้งสุดท้าย” ซึ่งนำไปสู่ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คนยิวอย่างเหี้ยมโหด หลังจากที่นาซีเยอรมันได้ทำการกวาดต้อนคนยิวไปอยู่ในค่ายกักกันเอาออกไปจากสังคมทุกที่ ไม่เว้นแม้กระทั่งในเยอรมัน แต่ยังรวมถึงดินแดนที่เยอรมันยึดครองในช่วงก่อนระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นผลให้คนยิวหลายล้านคนต้องตาย ด้วยการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพของ โรงงานรมแก๊ส ที่ไอค์มันน์ร่วมคิดค้นและเสนอแนวทางนี่เอง

เมื่อจบสงครามโลกครั้งที่ 2 ไอค์มันน์หลบหนีออกจากเยอรมัน ปลอมตัวตนหนีไปยังอาร์เจนตินา แล้วใช้ชีวิตอยู่เงียบ ๆ อย่างไรก็ดีลูกชายของเขาเข้าร่วม กิจกรรมต่อต้านคนยิว อย่างแข็งขันมาก โดยระหว่างนั้นเขาคบกับแฟนสาวซึ่งมีเชื้อสายยิว เมื่อแฟนสาวรับรู้ความจริง จึงมีการแจ้งข้อมูลส่งต่อเป็นทอด ๆ จนล่วงรู้เข้าหูของอิสราเอล จึงมีการรวมตัวเหล่าสายลับไป ปฏิบัติการอุ้มไอค์มันน์ออกจากอาร์เจนตินา พาตัวมาขึ้นศาลที่อิสราเอล ถือเป็นปฏิบัติการที่เลื่องลือในโลกนี้มาก แสดงถึงประสิทธิภาพของ หน่วยข่าวกรองมอสสาด ของอิสราเอลที่มีความล้มเหลวในการทำงานน้อยมาก



ไอค์มันน์ถูกพาตัวขึ้นศาล เหล่าคนยิวที่รอดชีวิตจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างเดินทางมาดูหน้าของชายที่ก่อกำเนิดการฆ่าอย่างหฤโหดต่อญาติมิตรของคนยิว เป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก

ไอค์มันน์ที่เราพบนั้น เป็นเพียงบุคคลธรรมดา ไม่ได้แตกต่างเป็นปิศาจอย่างที่ใครคิด สภาพชราและพูดจาปกติ ไอค์มันน์ยืนยันว่าสิ่งที่เขาทำนั้นไม่ใช่การฆ่า แต่เป็น การทำตามคำสั่งของนาซี คือพูดง่าย ๆ ว่าถ้าเขาไม่ทำ มันก็จะมีคนทำแทนอยู่ดี คำกล่าวอ้างนี้มีการตีโต้ในทางกฎหมาย ทางหลักนิติปรัชญา และทำให้รู้ว่า กฎหมายที่มันละเมิดความเป็นมนุษย์มาก ๆ จะมาอ้างว่าทำตามกฎหมายทุกอย่างไม่ได้ เพราะการกีดกันฆ่าล้างคนยิว อุ้มคนหายสมัยนาซีเรืองอำนาจนั้น มันเป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายทั้งสิ้นในตอนนั้น

แล้วคุณไม่รู้เหรอว่า ตอนจะปฏิบัติหน้าที่นั้น มันผิด ฆ่าคนตายนะ มันผิดแน่ ๆ แล้วยังทำไปนั้น จะมาอ้างว่าทำตามกฎหมายนั้นไม่ถูกต้อง เป็น ข้ออ้างที่ฟังไม่ขึ้น นี่จึงขอให้เหล่าเจ้าหน้าที่รัฐตระหนักนะครับว่า คุณรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปถ้ามันเกินขอบเขตกว่าที่มาตรฐานหลักทางสังคมจะรับไหว แม้มันจะถูกต้องตามกฎหมายขณะนั้น แต่มันก็ผิด

เรื่องนี้ชัดเจนนะครับว่า ทหารนาซีที่ยิงลูกน้องตัวเองเพียงเพราะอีกฝ่ายมารายงานตัวช้า หรือไม่ทำตามคำสั่ง จะมาอ้างว่าทำตามคำสั่งฮิตเลอร์ พอสงครามยกเลิก ก็โดนตัดสินลงโทษนะครับ



คดีไอค์มันน์นี้ส่งผลกระทบต่อสังคมเยอรมันด้วย เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มา คนเยอรมันรุ่นพ่อรุ่นแม่ที่ไปเกี่ยวข้องกับนาซีก็พยายาม ปกปิดอดีต ไม่มีการพูดถึงอีก โดยตอนนั้นสังคมเยอรมันถือหลักว่า คนที่ทำผิดคือผู้นำนาซีทั้งหมดที่ออกคำสั่งโหดร้าย  แต่พอไอค์มันน์ปรากฏตัว มันจึงนำไปสู่การพิจารณาตัวเองของสังคมเยอรมันใหม่ว่า ไม่ใช่เหล่าผู้นำนาซีเท่านั้นที่ผิด แต่คนที่เอาคำสั่งมาปฏิบัติงานก็ต้องมีส่วนร่วมด้วย คนหนุ่มสาวเยอรมันเลยออกมาประท้วงไม่พอใจคนรุ่นเก่า นำไปสู่การปะทะทางความคิดกันครั้งสำคัญ มีคนเจ็บตาย ซึ่งเป็นคนหนุ่มสาวทั้งนั้น ในเวลาต่อมาผู้นำเยอรมันตัดสินใจย้อนมองอดีตของตัวเอง และนำไปสู่การคุกเข่าขอโทษประเทศเพื่อนบ้านที่เยอรมันรุกรานก่อกรรมทำเข็ญ และทำให้เยอรมันชะล้างประวัติศาสตร์บาดแผลมาได้

การคุยกันระหว่างรุ่น นำไปสู่การหาทางออก เมื่อสังคมเดินหน้าสู่ความเปลี่ยนแปลง อย่าพยายามกักรั้งดึงดันไว้ หนทางย่อมเป็นไปตามหนทาง การพูดคุยกันจะนำไปสู่การหาทางออกอย่างสันติ ไม่ใช่การกักขังจับคน ซึ่งไม่นำพาความก้าวหน้าผาสุกมาแก่สังคมนั้น ๆ อย่างแน่นอน

คดีไอค์มันน์นี้ทำให้มีการนำตัวผู้ปฏิบัติงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 มาลงโทษฐานทำร้ายทำลายคนยิว และก็ยังทำกันถึงทุกวันนี้ แม้โลกจะผ่านสงครามครั้งนั้นมานานแล้ว แต่ก็มีหลักฐานข้อมูลใหม่ ๆ ว่า ยังมีพวกนาซีที่อายุยืนแก่ชรายังมีชีวิตอยู่และต้องนำตัวมาลงโทษตามกฎหมาย 



ในเยอรมันเองมีการตามล่าตัวนาซีทั้งหลายอยู่ ถึงขนาดที่ว่าชายอายุ 90 กว่าปีที่เคยทำงานเป็นผู้คุมในค่ายกักกันคนยิว พอหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็แอบหนีไปอเมริกาใช้ชีวิตมาได้หลายสิบปี แต่เมื่อหลักฐานปรากฏ อเมริกาก็ได้ส่งตัวชายคนนี้กลับมาดำเนินคดีในเยอรมัน ในสภาพชรามาก แต่ทางหน่วยงานที่ดำเนินการเรื่องนี้ยืนยันว่า ความแก่ในวันนี้ไม่อาจชำระการกระทำผิดในอดีตได้ 

ดังนั้นหลักฐานสาวถึงใครก็ต้องจับมาดำเนินคดีให้หมด

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะโดนนะครับ ใครที่ตายก่อนก็โชคดีไป หลายคนเป็นนาซีหนีรอดไปได้ แต่บางคนที่สุขภาพดี แล้วหลักฐานสาวถึงก็จะต้องโดนดำเนินคดี บางคนอายุ 90 กว่าปี บางคนอายุ 100 ปี แต่เมื่อหลักฐานในอดีตสาวถึงก็ต้องดำเนินคดี ทางหน่วยงานที่ทำเรื่องนี้ และนักล่านาซีทั้งหลายแหล่ก็ยังยืนยันว่าจะดำเนินการต่อไป 

โดยในอีก 5-10 ปีนี้น่าจะมีการดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องกับนาซีครั้งสุดท้ายแล้วในโลกใบนี้ เพราะเวลามันก็เนิ่นนาน 10 ปีจากนี้พวกที่ข้องเกี่ยวกับนาซีก็คงจะล้มหายตายจากไปแน่แท้ ดังนั้นแม้โควิด-19 จะระบาด แต่การดำเนินการเอาคนมาขึ้นศาลดำเนินคดีก็ยังดำเนินต่อไป



“ขอให้พวกเขามีสุขภาพแข็งแรง” นักล่านาซีคนหนึ่งกล่าวไว้ เขาอวยพรให้คนเหล่านี้ดูแลตัวเอง แก่ชราสุขภาพยืนยาวได้เห็นวันที่ตัวเองต้องขึ้นศาล ถูกขุดความผิดในอดีตมา ในวันที่พวกเขาโรยรา เมื่อความผิดมาเยือน ความยุติธรรมก็จะบังเกิดอย่างสะใจทีเดียว

ดังนั้นก็อย่าเพิ่งตาย อายุยืนไปนาน ๆ แล้วกันนะ

..................................

คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay
 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น