อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564

อีกโจทย์ระหว่างและหลังโควิด

หยุดช่วงเทศกาลสงกรานต์ไป ก็เป็นเวลาให้รัฐบาลได้ “พักผ่อน”หรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ เนื่องจากสภาพการแพร่ระบาดของโควิดระลอกใหม่เที่ยวนี้ก็น่าจะทำให้ปวดหัวอยู่พอสมควร นอกจากเรื่องสุขภาพแล้วก็ยังมีเรื่องเกี่ยวกับปัญหาการกระตุ้นเศรษฐกิจอีก ซึ่งก่อนหน้านี้ สำนักงบประมาณรายงานว่า รายได้ไม่เข้าตามเป้า ( แน่นอนท่องเที่ยวพัง ) พุธที่ 14 เมษายน 2564 เวลา 07.00 น.


ผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในเดือน ต.ค.63 – ก.พ.64  จัดเก็บได้ 842,187 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 105,521 ล้านบาท หรือ 11.1% และต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 145,064 ล้านบาท หรือ 14.7%  ยอดจัดเก็บรายได้ติดลบทุกรายการ ทั้งจาก 3 กรมภาษี เก็บรายได้รวมกัน 868,556 ล้านบาท ลด 112,639 ล้านบาทจากปีก่อน

การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมาย 93,510 ล้านบาท  ส่วนรายได้รัฐวิสาหกิจติดลบเช่นกัน เก็บได้ 42,995 ล้านบาท ลดลง 53,871 ล้านบาทเมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 28,252 ล้านบาทเมื่อเทียบกับประมาณการณ์ เนื่องจากปีนี้รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่มีผลประกอบการลดลงจากผลกระทบโควิด รวมถึงธนาคารรัฐก็นำกำไรไปช่วยเหลือลูกหนี้

ขณะที่รายได้อื่นจากส่วนราชการจัดเก็บได้ 74,232 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณ 2,360 ล้านบาท โดยการจัดเก็บรายได้ปีนี้คาดว่าจะติดลบ ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ตลอดทั้งปี ซึ่งเป็นสิ่งที่รัฐบาลกังวลว่าจะกระทบต่อการปิดหีบงบประมาณ และเป็นไปได้ว่าอาจต้องมีการกู้เพิ่มเติมในส่วนของกรอบรายจ่ายสูงกว่ารายได้มาใช้ปิดหีบเพิ่มด้วย

แน่นอน พอมีข่าวเรื่อง “รัฐบาลจะถังแตก” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ รมว.กลาโหม ได้รีบจัดรายการพอตแคสยืนยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ถังแตก ข้อมูลที่ออกมาเป็นการรายงานความเสี่ยงที่กระทรวงการคลังนำเสนอต่อ ครม.ทุกปี ในการประชุม ครม.ที่ผ่านมา ก็มีการหารือว่า เรามีผู้อยู่ในระบบภาษีน้อย

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้มีการกระทบต่อประชาชน จะยังไม่มีการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่เป้าหมายทางเศรษฐกิจคือให้จีดีพีไทย เพิ่มขึ้น 4% ซึ่งจะต้องอาศัยการส่งออก 8% การลงทุนภาครัฐ 12% และการบริโภคของประชาชนด้วย ที่ผ่านมาโครงการต่างๆ ของรัฐบาลก็กระตุ้นการบริโภค  กระทรวงการคลังก็อยู่ระหว่างการพิจารณาโครงการคนละครึ่งเฟส 3  

ในช่วงปีนี้และปีหน้าถือเป็นช่วงรอยต่อและการปรับตัวทางเศรษฐกิจ เพราะในช่วง 5-6ปีที่ผ่านมาเราได้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง กว่า 160 โครงการ มูลค่าถึง 1.7 ล้านล้านบาท แม้จะเป็นการกู้เงินมาดำเนินการบ้าง แต่นับจากนี้ไปก็จะเริ่มออกดอกออกผลให้เห็น โดยเฉพาะโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ การสร้างถนน การวางเคเบิลใต้น้ำ  

การปรับตัวที่สำคัญ คือ ไทยจะต้องเปลี่ยนเป็นอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะภายใน 10-15 ปีข้างหน้า รวมถึงการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ให้ประเทศไทยเป็นฮับการสร้างรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาค นอกจากนี้จะต้องส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชิงคุณภาพ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์และสุขภาพ ( เมดิคัล ฮับ )

และจะส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิตอลให้ประเทศไทย  รวมทั้งปรับแก้กฎหมาย กฎกติกาเพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนและพักอาศัยด้วย...เหล่านี้คือสิ่งที่นายกฯ ตั้งเป้าจะหารายได้เพิ่มเติม ซึ่งก็มีรายงานข่าวว่าจะมีการเสนอ พ.ร.บ.อาคารชุดแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 4 พ.ศ. 2551 ขยายเพดานให้ต่างชาติซื้อคอนโดในไทยได้มากขึ้น ซึ่งรอเคาะว่ากี่ %

และอาจมีการแก้ประมวลกฎหมายที่ดินให้คนต่างด้าวสามารถซื้อบ้านเดี่ยวได้เป็นการทั่วไป แต่จะเป็นการซื้อในโครงการบ้านจัดสรร อาจให้ซื้อบ้านเดี่ยวได้ไม่เกิน 49% ของพื้นที่ขายในโครงการ ซึ่งเรื่องนี้ก็เริ่มมีความเป็นห่วงว่า ระวังนายทุนจีนเข้ามากว้านซื้ออสังหาแล้วเอามาบริหารให้คนไทยเช่า กลายเป็น “กฎหมายขายชาติ” ขึ้นมาอีก

โจทย์เรื่องหาเงินเป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องคิดอีกเยอะและยาว แต่อย่าให้มีข้อครหา.
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น