อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564

ย้ายประเทศกันเถอะ

ปรากฏการณ์ชูสามนิ้ว ที่คลี่คลายมาถึงขั้นที่อาจมองได้ว่า เป็นฟางเส้นสุดท้ายแห่งความหวังของคนหนุ่มสาว วันนี้จึงออกอาการด้วยวาทกรรม ย้ายประเทศกันเถอะ พุธที่ 5 พฤษภาคม 2564 เวลา 09.58 น.


…ราวห้าสิบปีมาแล้ว หมอไทยจบใหม่เหมาเครื่องบินไปเรียนต่อต่างประเทศ เป็นสมัยที่สงครามเวียดนามทำให้ขาดแคลนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ในขณะที่กระแสความคิดทางการแพทย์ของอเมริกาก็เป็นที่นิยม สังคมอเมริกาถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งความหวัง หมอไทยยุคนั้นจึงไปด้วยแรงดูด


 
วันนี้กระแสย้ายประเทศกันเถอะ น่าจะเกิดขึ้นจากแรงผลัก เมื่อคนหนุ่มสาวกว่าครึ่งล้านติดตาม แสวงหาหนทางไปทำมาหากินนอกประเทศเพราะมองไม่เห็นความหวังที่จะเลื่อนชั้นทางสังคม ที่จะทำมาหากินได้เท่าทันกระแสโลก ที่จะมีชีวิตดีเหมือนคนในประเทศร่ำรวย
 
พวกเขา/เธอไม่ได้คิดลอยๆ อย่างน้อยคำว่า “ปฏิรูปประเทศไทย” ก็เป็นวาทกรรมสอดรับกับความเชื่อว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในทุกๆด้าน เกือบสิบปีที่คำพูดนี้ปรากฏ ความหวังของคนหนุ่มสาวกลับริบหรี่
 
ไม่เพียงคนหนุ่มสาว เสียงเรียกร้องให้ยกเครื่องประเทศไทยก็กังวานจากทั่วทุกทิศ ภาคธุรกิจ นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย (ทีเอ็มบี) ผู้อยู่เบื้องหลังโครงการ “คนละครึ่ง” และ “เราชนะ” ชี้ประเด็น จุดอ่อนหกด้านทางเศรษฐกิจของประเทศไทย หนึ่งในนั้นคือ เรื่องรวยกระจุก จนกระจาย
 
ภาควิชาการ ดร.บุญวรา สุมะโน นักวิชาการ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ชี้ประเด็นความล้าสมัยยี่สิบปีระบบราชการไทย ซึ่งเปรียบได้กับระบบปฏิบัติการ (Operating System: OS) ของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะดึงทรัพยากรทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ของประเทศมาใช้ให้บริการสาธารณะ หากสมรรถนะของ OS ไม่ทันสมัยหรือไม่ปรับให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ก็จะไม่สามารถประมวลผลออกมาเป็นบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้  


 
การรวมศูนย์อำนาจของระบบราชการมาช้านานเป็นตัวการสำคัญประการหนึ่งของภาวะ รวยกระจุก จนกระจาย สองสามปีมานี้ ปรากฏการณ์ชูสามนิ้ว ที่คลี่คลายมาถึงขั้นที่อาจมองได้ว่า เป็นฟางเส้นสุดท้ายแห่งความหวังของคนหนุ่มสาว วันนี้จึงออกอาการด้วยวาทกรรม ย้ายประเทศกันเถอะ
 

สำหรับผู้เขียนเรื่องนี้ ชวนให้วิตกว่า สังคมไทยที่แก่เร็วรวยช้า กำลังถูกคนวัยทำงานหันหลังให้ โดยเฉพาะคนที่มีศักยภาพมากพอจนต่างประเทศอ้าแขนรับ กระแสสมองไหลเช่นนี้ย่อมไม่เป็นคุณกับประเทศ


 
แทนที่จะมองว่า อาการดังกล่าวแฝงเร้นด้วยเจตนาร้ายต่อประเทศ รัฐบาลและสังคมไทยควรพยายามทำความเข้าใจและทางออกทำนองเดียวกับเมื่อครั้งหมอไทยเหมาเครื่องบินไปเรียนต่อต่างประเทศในอดีต ซึ่งแม้เป็นอาการสมองไหลที่น่าวิตกในเวลานั้น แต่ก็ได้กรุยทางให้เกิดการฝึกอบรมแพทย์เฉพาะทาง จนสามารถสกัดภาวะสมองไหลได้สำเร็จและเป็นกระแสหลักของการศึกษาต่อยอดในวงการแพทย์ไทยมาจนปัจจุบัน อีกทั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญให้ประเทศไทยมีชื่อเสียงด้านบริการทางการแพทย์ทัดเทียมนานาชาติ.
 
...................................
คอลัมน์ : เวทีชวนคิด
โดย : ชวนคิด


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    45%
  • ไม่เห็นด้วย
    55%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 39