อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 มิถุนายน 2564

โควิดคลัสเตอร์ "คลองเตย" รัฐต้องเร็ว!คนเปราะบางอื้อ

เนื่องจากสภาพพื้นที่แออัดในชุมชนคลองเตย กรุงเทพฯ เพราะมีประชากรอาศัยกันอย่างหนาแน่น ทำให้การแพร่ระบาดของโควิด–19 เป็นไปอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนต่างเป็นห่วงว่าจะยากลำบากในการหยุดยั้งการแพร่ระบาด  ศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.


ปัจจุบันหน่วยงานรัฐได้ดำเนินค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก โดยเก็บตัวอย่างกลุ่มเสี่ยงจากข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 พื้นที่เขตคลองเตย ในการระบาดระลอกใหม่ช่วงเดือนเม.ย. 64 จำนวน 304 ราย โดยผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีลักษณะที่อยู่อาศัยเป็นแหล่งชุมชนแออัด จำนวน 193 ราย และผู้พักอาศัยในสถานที่อื่น ๆ เช่น คอนโดฯ หอพัก จำนวน 111 ราย

โดยชุมชนเขตคลองเตย เป็นชุมชนแออัดขนาดใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพฯ มีประชากรกว่า 100,000 คน ซึ่งจะมีชุมชนย่อย ๆ อีก 43 ชุมชน และคนส่วนใหญ่มีอาชีพรับจ้างรายวัน มีรายได้น้อย นับเป็นอีกกลุ่มคนเปราะบางในเมืองที่หลายหน่วยงานต้องเร่งเข้า มาดูแล



ห่วงเด็กในชุมชนติดโควิดเพิ่มขึ้น

น.ส.สุคนธ์ทิพย์ เทียนทอง หัวหน้าบ้านสมวัย (ชุมชนคลองเตย) โดยมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ กล่าวว่าตอนนี้ตัวเลขผู้ติดเชื้อในชุมชนคลองเตยคือผู้ที่ตรวจพบเชื้อแล้ว แต่ยังมีอีกหลายหมื่นคนที่ยังไม่ได้ตรวจหาเชื้อ ซึ่งก่อนที่หน่วยงานรัฐจะเข้ามาตรวจให้ฟรี! หลายคนอยากไปตรวจ แต่ไม่มีสิทธิประกันสังคม ขณะที่บัตร 30 บาท แต่ละโรงพยาบาลมีข้อจำกัดจำนวนในการตรวจ หลายคนต้องไปรอต่อคิว เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่ทำงานหาเช้ากินค่ำ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลามากในการไปรอต่อคิว ขณะที่ส่วนหนึ่งไม่มีเงินเพียงพอในการเดินทางไปโรงพยาบาลได้บ่อย ๆ

ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ไม่ได้ไปตรวจ ขณะที่หลายคนติดมาโดยไม่รู้ตัวแล้วกลับมาในชุมชน จนแพร่เชื้อให้กับคนในครอบครัว แล้วส่งต่อไปยังเพื่อนบ้าน และสุดท้ายแพร่กระจายเชื้อไปในชุมชนที่เป็นกลุ่มใหญ่ขึ้น 

สำหรับการระบาดในรอบที่ 3 ค่อนข้างรุนแรงและแพร่กระจายรวดเร็ว ถ้าเทียบการแพร่ระบาดในรอบแรกเมื่อเดือนมี.ค.63 ตอนนั้นสามารถตัดตอนการระบาดในชุมชนได้รวดเร็วมาก ประกอบกับการแพร่ระบาดช่วงนั้น มีการแพร่ระบาดในชุมชนน้อย แต่พอมารอบนี้ ติดกันง่ายกว่ารอบก่อนหลายเท่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีเด็กในชุมชนติดโควิด-19 มาก เมื่อเทียบกับ 2 รอบที่ผ่านมา

โดยเด็กที่ติดโควิดในชุมชนรอบนี้เริ่มตั้งแต่อายุ 5–8 ขวบ ในขณะเดียวกันเด็กบางคนไม่ได้ติดโควิด แต่พ่อ-แม่ติด ทำให้ต้องไปอยู่ในสถานที่กักตัว ซึ่งเด็กส่วนใหญ่จะฝากไว้กับผู้สูงอายุในบ้าน หรือฝากไว้กับคนข้างบ้าน สิ่งที่เราเป็นห่วงคือ เด็กอาจตกเป็นเหยื่อทางอาชญากรรมได้ในภาวะนี้ เพราะหลายคนมีความเครียด ในเรื่องของรายได้ที่ไม่สามารถออกไปทำงานได้ปกติ



รู้ติดเชื้อแล้ว2วัน-แต่รถมารับช้าเข้าวันที่ 4 

ตอนนี้มูลนิธิฯพยายามติดตามเด็กที่อยู่ในความดูแลที่มีอายุ 0–5 ขวบ เด็กทุกคนยังไม่มีการติดโควิด แต่มีผู้ปกครอง 7–8 คน ซึ่งตอนนี้ติดเชื้อและถูกส่งตัวไปรักษาแล้ว โดยมูลนิธิฯพยายามติดตามเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีผู้ปกครองติดโควิด ว่าอยู่ในความดูแลของคนที่ไว้ใจได้หรือไม่ และครูจะเข้าไปตรวจเยี่ยมเป็นระยะ เพื่อนำข้าวสารอาหารแห้งไปให้ในภาวะวิกฤติดังกล่าว

จากการสอบถามผู้ปกครองที่ติดเชื้อส่วนใหญ่ได้รับเชื้อมาจากเพื่อนที่ทำงานด้วยกัน เนื่องจากคนที่นี่ส่วนใหญ่จะทำงานรายวัน แบบเช้าไปเย็นกลับ และผู้ปกครองหลายคนทำงานเป็นแม่บ้าน ในสถานที่ท่องเที่ยว ย่านทองหล่อ ซึ่งเป็นแหล่งการแพร่ระบาดสำคัญในรอบนี้

“ตอนที่คลัสเตอร์ทองหล่อ เป็นข่าวดัง ๆ คนในชุมชนพยายามเฝ้าระวัง แต่ด้วยปัญหาด้านค่าใช้จ่ายที่ต้องมีในการตรวจ ทำให้หลายคนไม่ได้ไปตรวจ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็แพร่กระจายให้คนอื่นไปแล้ว หรือบางรายตรวจแล้วว่าเป็น แต่การส่งต่อไปรักษาล่าช้า เช่น   ผู้ปกครองรายหนึ่ง รู้ผลว่า   ติดเชื้อแล้ว 2 วัน แต่ยังต้องรอรถมารับที่บ้าน กว่าจะได้ไปก็เข้าสู่วันที่ 4 ซึ่งในบ้านพักต้องอยู่กับลูก-ยาย และพี่ชาย เป็นบ้านไม้ชั้นเดียว มี 1 ห้องนอน คนป่วยต้องไปกักตัวอยู่ในห้อง ดังนั้นกว่ารถจะมา คนที่อยู่ในบ้านก็ตกเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงมาก



เร่งให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง

น.ส.สุคนธ์ทิพย์ยอมรับว่าการมาช่วยเหลือของหน่วยงานรัฐในรอบนี้ค่อนข้างช้า เพราะพื้นที่ทองหล่อกับคลองเตยใกล้กันมาก ซึ่งคลองเตยมีหลายชุมชน คนในทุกชุมชนสามารถไปมาหาสู่กันได้อย่างสะดวก แม้การระบาดในรอบก่อนนี้ผู้นำชุมชนได้พยายามช่วยเหลือและประสานหน่วยงานรัฐจนผ่านมาได้ แต่รอบนี้การแพร่ระบาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว จนหลายคนคาดไม่ถึง

หลังมีการแพร่ระบาดหน่วยงานรัฐได้เข้ามาตรวจหาเชื้อให้ฟรี มีการฉีดวัคซีนให้ใน 2 ชุมชน แต่หลายคนยังหวาดกลัว เนื่องจากการตรวจจะมีการแบ่งเป็นรอบ ๆ ซึ่งคนที่ยังไม่ตรวจเราก็ไม่รู้ว่าเขามีเชื้ออยู่หรือไม่ โดยตอนนี้ผู้นำในชุมชนได้ผลักดันให้มีโรงพยาบาลสนามที่วัดสะพาน เป็นสถานที่พักคนป่วยก่อนจะส่งให้กับโรงพยาบาล

ขณะที่ศูนย์เด็กเล็กที่ดูแลอยู่ในชุมชนคลองเตย ก่อนหน้านั้นได้พยายามให้ความรู้กับผู้ปกครองและเด็กถึงการป้องกันตนเอง แต่จะมีเด็กอีกกลุ่มที่ครูต้องเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากครอบครัวมีปัญหา เช่น พ่อแม่หย่าร้าง  คนในครอบครัวติดยาเสพติด และมีการใช้ความรุนแรงกับเด็ก

ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเมื่อมีคำสั่งให้เปิดศูนย์เด็กเล็กได้ เราจะแบ่งเด็กที่มี 50 คน เป็นกลุ่ม ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอยู่กัน     เป็นกลุ่มใหญ่ แต่พอต้องมาปิดศูนย์ในรอบล่าสุด ช่วงแรกครูจะแจกอาหารให้กับครอบครัวเด็ก ๆ ซึ่งเมื่อเกิดการแพร่ระบาดอย่างรุนแรง ก็เป็นเรื่องยากในการไปจ่ายตลาด และการรับประทานอาหารกล่องที่อาจทำให้เกิดการแพร่เชื้อได้ ครูจึงปรับแนว ทางเพื่อช่วยเหลือเด็ก ๆ ใหม่ โดยแจกจ่ายข้าวสารอาหารแห้งให้กับครอบครัวของเด็ก เพื่อให้นำไปปรุงกินกันเองที่บ้าน นอกจากเด็กที่ทางศูนย์ดูแลแล้ว ยังมีครอบครัวที่วิกฤติอีกกว่า 100 ครอบครัวในชุมชน ซึ่งตอนนี้ทางศูนย์ได้พยายามแจกจ่ายของให้เป็นประจำทุกสัปดาห์

“อยากฝากถึงหน่วยงานรัฐให้ลงมาช่วยแก้ปัญหา ด้วยการสอบถามข้อมูลโดยตรงจากผู้นำของชุมชน และต้องตัดสินใจให้เร็วกว่านี้ เพราะถ้าช้าไปเพียงก้าวเดียว จะเกิดการแพร่ระบาดกว้างขวางขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนในชุมชนค่อนข้างมาก”

สำหรับมูลนิธิเด็กอ่อนในสลัมฯ ที่มีศูนย์อยู่ในพื้นที่คลองเตย ได้เปิดรับขอบริจาคสิ่งของอุปโภค บริโภค เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง นมผง นมกล่อง น้ำมันพืช น้ำปลา และขนม เพื่อนำมาจัดเป็นถุงยังชีพให้กับคนในชุมชน ซึ่งถ้ามีสิ่งของมากจะสามารถแจกจ่ายได้อย่างทั่วถึง และเนื่องจากคลองเตยเป็นพื้นที่แพร่ระบาด สำหรับผู้ที่สนใจบริจาคสิ่งของสามารถนำของไปให้  ที่ บ้านเด็กอ่อนเสือใหญ่ ซอยรัชดาภิเษก 36 โดยครูจะจัดแบ่งสิ่งของก่อนลำเลียงถุงยังชีพแจกจ่ายในชุมชน หรือหากต้องการบริจาคทุนทรัพย์ สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0-2541-6092-5, 0-2249-0953-4.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น