อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 24 มิถุนายน 2564

ปรากฏการณ์คนอยากย้ายประเทศ ฟ้องอะไรในสังคมไทย

คนอยากย้ายประเทศปาเข้าไปถึงล้านคนเเล้ว เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องกลับไปคิดว่าจะเอาอย่างไร เพราะถ้าไม่เเก้ไขในอนาคตละยุ่งเเน่! พฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น.


กระแสต่อต้านรัฐบาล นั้นมีมาเป็นระยะตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ออกมาในรูปแบบ การเดินขบวนข้อเรียกร้อง ต่างๆ ให้รัฐบาลลาออกเพราะบริหารไม่ถูกใจ ให้ แก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ถูกมองว่า “ใช้สืบทอดอำนาจ” การแก้เกมของรัฐบาลก็เป็นไปแบบแกนๆ แจ้งความม็อบบ้าง ให้คำสัญญาว่าจะแก้รัฐธรรมนูญบ้าง แล้วก็ตีกันไม่จบว่า พรรคพลังประชารัฐ ( พปชร.) จะเอางี้ พรรคร่วมรัฐบาลจะเอางั้น ฝ่ายค้านจะเอาโง้น

แต่มาเที่ยวนี้กระแสไล่รัฐบาลออกมาในรูปแบบที่อาจเรียกว่“soft power” ก็ได้ คือไม่ลงถนนกันแล้ว แต่ประชาชนแสดงท่าทีออกมาเลยว่า “รัฐบาลนี้ยังอยู่อนาคตประเทศก็ไม่น่าจะดี” กลายเป็นการรวมกลุ่มกันในเฟซบุ๊ก จัดตั้งเป็นกลุ่ม คนอยากย้ายประเทศ มีทีมประเทศโลกที่หนึ่งคอยให้คำแนะนำคนอยากย้ายเสร็จสรรพ แค่ไม่กี่วันกลุ่มนี้ยอดผู้เข้าร่วมปาเข้าไปถึงล้าน (เห็นเขาโพสต์โชว์อยู่) จนหน่วยงานภาครัฐอย่างกระทรวงดีอีเอสจะเข้ามาจับตา

แล้วเหตุผลหนึ่งที่จะเข้ามาก็ฟังแล้วแปร่งปร่า คือ “มีการโพสต์เนื้อหาหมิ่นสถาบันหรือไม่” มาตรา 112 ถูกใช้มากและทำให้สถาบันถูกวิจารณ์จนบอบช้ำแล้วยังจะเอามาใช้เป็นเครื่องมืออีก เห็นทีว่าเอาเรื่องนี้มาขู่จะทำให้เกิดกระแสลบหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก ว่า “รัฐบาลปกปิดปัญหา แล้วหากฎหมายอะไรก็ได้มาจัดการคนเห็นต่าง” ยิ่งกระบวนการใช้มาตรา 112 ในบ้านเรามันเป็นอย่างไรหลายคนก็เห็นปรากฏการณ์อยู่ ว่ามันถูกใช้ยังกะ กฎหมายล่าแม่มด ใครฟ้องก็ได้



กระแสอยากย้ายประเทศไม่ใช่เกิดแค่ในประเทศไทย เอาใกล้ๆ บ้านเรา คนฮ่องกงเขาก็อยากไปเป็นพลเมืองในประเทศอื่น เพราะไม่อยากอยู่ใต้อาณัติจีน หรือคนฟิลิปปินส์ คนยุโรปตะวันออก ก็อยากย้ายประเทศไปอยู่อเมริกาหรือยุโรปตะวันตก เพราะหวังคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า ถ้าจะให้พูดถึงสาเหตุที่คนอยากย้ายประเทศมันก็พอจะสรุปได้สั้นๆ 2 ประเด็นคือ “การเมืองไม่ดี” กับ “ในประเทศมีความเหลื่อมล้ำสูง”

การเมืองไม่ดีมันก็ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำสูงนั่นแหละ เพราะภาคการเมืองคือกลุ่มที่จัดสรรทรัพยากรและควบคุมกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในประเทศ ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นในประเทศเรามันเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทรัพยากรจำนวนมากอยู่กับกลุ่มทุนแค่ไม่กี่กลุ่ม และกลุ่มทุนก็เหมือนกับสนับสนุนฝ่ายการเมืองเพื่อสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงหรือการบริหารทรัพยากรจนเกิดลักษณะแบบออกๆ จะผูกขาด มีคนเป็น elite หรือ privilege อยู่ไม่กี่กลุ่มในบ้านเรา

กลุ่มที่เป็นชนชั้นพิเศษที่ว่าในบ้านเรา ก็ได้รับการปฏิบัติแบบเหนือกว่าคนอื่นจนคนเห็นความไม่เท่าเทียมแล้วได้แต่เบ้ปากใส่ ยกตัวอย่างง่ายๆ ทายาทตระกูลดังเจ้าของสโลแกน “เป้าหมายมีไว้พุ่งชน” นี่ สามารถแสดงอภินิหารทางกฎหมาย แบบเลื่อนขึ้นศาลจนออกนอกประเทศได้ถึงออกหมายจับ แล้วกว่าจะแปลเอกสารส่งอินเตอร์โพลเสร็จได้คุณท่านก็ไปถึงไหนๆ แล้วไม่รู้ สักพักอัยการจะถอนฟ้องอีก ถ้าไม่เป็นกระแสเรื่องนี้ก็ไม่ถูกขุด



แต่ถูกขุดขึ้นมาแล้วก็ไม่เห็นว่าการดำเนินการอะไรมันจะดีขึ้น เร็วขึ้น จะเอาผิดคนที่เกี่ยวข้องกราวรูดแต่เหมือนจะลืมเอาผิดคนก่อคดีไปคนนึงซะงั้น พอถามความคืบหน้าคดีจากตำรวจก็ได้รับแต่คำว่า “ไม่นิ่งนอนใจ” จนเขาเหน็บกันทั้งเมืองว่าถ้าตำรวจพูดว่าไม่นิ่งนอนใจแปลว่ารอเงียบ ๆ แล้วเป่าอีกฮ่ะ แต่กับม็อบโดนคดีอาญาบางมาตรานี่ ไปมอบตัวเอง ก็ดึงเรื่องสิทธิประกันไว้จนคนมองเป็นการกลั่นแกล้งและความไม่เท่าเทียม

ความเหลื่อมล้ำของการถือครองทรัพยากร มันทำให้คนไม่มีความฝัน เพราะ “เก่งไปก็ไม่รวย” เนื่องจากไม่มีต้นทุนทางสังคมเท่าบางกลุ่ม สตาร์ทอัพที่ประสบความสำเร็จมีน้อย ไปจนถึงจะโตได้ต้องพึ่ง ระบบอุปถัมภ์ มีเส้นสายในการวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ และอาจนำไปสู่การฉ้อราษฎร์บังหลวงตามมา การจัดการรัฐสวัสดิการก็ยังทำให้คุณภาพชีวิตของคนในสังคมไม่ดีเท่าที่ควร ที่เขายกกันเป็นตัวอย่างคลาสสิกคือ ทางเท้าใน กทม. นี่แหละไม่ต้องไหนไกล

ในกลุ่มย้ายประเทศเขาขำนักวิชาการรายหนึ่งกันใหญ่ที่รู้สึกว่า อยากกลับประเทศเพราะอยู่นิวยอร์กแล้วอากาศหนาว จับลูกบิดแล้วติดมือเพราะน้ำแข็งเกาะ ว่า เรื่องแค่นี้ก็ทนไม่ได้ แต่ทำไมกลับทนได้กับประเภททางเท้าที่ทำถนนชุ่ยๆ ปูอิฐแบบไม่อยู่กะร่องกะรอย ใครใส่ส้นสูงเดินส้นติดร่องกันบ้างล่ะ หรือฝนตกทีก็ยังกะเล่นเกมเหยียบกับระเบิด ไม่รู้เหยียบอิฐก้อนไหนแล้วน้ำครำมันจะระเบิดใส่ขาให้สกปรกขึ้นมา



แล้วเรื่องสวัสดิการที่เขาพูดถึงกันมากคือ สวัสดิการหลังเกษียณ ถ้าไม่ใช่ข้าราชการที่มีบำเหน็จบำนาญ ก็ต้องพึ่งเงินประกันสังคมหรือเบี้ยผู้สูงอายุเดือนละไม่กี่ตังค์ไป รัฐบาลก็พยายามแก้ปัญหาโดยการดึงคนเข้าระบบการออม ใน พ.ร.บ.การออมแห่งชาติ แต่หลายคนเขาก็พูดว่า ทุกวันนี้การจ้างงานในเมืองไทยไม่คุ้มค่า ลำพังแค่เงินจะใช้ให้ชนเดือนยังแทบไม่พอสำหรับหลายๆ คน เมื่อไทยเตรียมเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รัฐมีการวางแผนรับมืออย่างไร ?

อ่านจากความเห็นหลายๆ ความเห็นของกลุ่มคนอยากย้ายประเทศ เขาว่าถ้าได้เป็นพลเมืองที่นั่นคือถึง จะเสียภาษีแพงกว่าไทย แต่รายได้ดีกว่า การจัดการทรัพยากรมันมีความเป็นธรรมมากกว่า และมีลักษณะอัตราภาษีที่เก็บแบบคนรวยต้องเสียเป็นเปอร์เซ็นต์เยอะกว่า แต่ที่เขายังชมกันคือเรื่อง การจัดการสาธารณสุขในไทย สิทธิบัตรทอง ไม่เหมือนอเมริกาที่ไม่มีประกันต้องจ่ายกันอ่วม และการเข้าพบแพทย์ในไทยยังง่ายกว่าหลายประเทศ
 
จริงๆ เมืองไทยก็มีข้อดีหลายอย่าง และ ความพยายามดิ้นรนไปเป็นพลเมืองต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดนเอเยนซี่หางานหลอกเอาก็มี หรือหนีไปเป็นผีน้อยแอบทำงาน ถูกจับได้ก็ถูกส่งกลับประเทศติดแบล็กลิสต์ เราก็คงเคยเห็นข่าว เรื่องผีน้อยในเกาหลีที่พอมีปัญหาก็ไม่มีเงินรักษาพยาบาล ต้องมาออกเน็ตเรี่ยไรให้ช่วย หรือสุดท้ายต้องบากหน้าไปพึ่งสถานทูตไทย และการให้สิทธิเป็นพลเมืองในต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เขาก็กลัวไปแย่งงานคนประเทศเขา



ไปแล้วก็ต้องเผชิญกลุ่มเหยียดชาติพันธุ์ อย่างอเมริกานี่ถ้าคนเอเชียไปอยู่ไม่ใช่พวก elite รวยเว่อร์ๆ ก็ต้องระวังตัวกับกระแสทำร้ายคนเอเชียที่มีข่าวออกมาบ่อยครั้งในช่วงนี้ แต่คนก็ยังอยากไป “ตายเอาดาบหน้า” อยู่เป็นจำนวนมาก บางคนแก่แล้วรู้ว่าไปไม่ไหว ภาษาไม่ได้ ไม่มีทักษะที่ต่างชาติต้องการ ก็อาศัยข้อมูลในกลุ่มนั้นแหละจะ ส่งลูกหลาน ไปอยู่ต่างประเทศดีกว่า ดูๆ เหตุผลที่เขาว่า ก็ไม่พ้นเรื่องการเมืองอีกนั่นแหละ

ความคาดหวังที่จะทำให้การเมืองดีคือ การได้คนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่แบบทหารเก่าหรือข้าราชการเก่าที่ชินกับระบบสั่งการเป็นขั้นตอน ช้า วิสัยทัศน์เร็วสู้คนรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ เขาอยากให้คนรุ่นใหม่มาสร้างความเท่าเทียม กำจัดระบบอุปถัมภ์ ระบบเล่นรุ่น มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ดังนั้น ถ้าจะแก้ปัญหา คงต้องพูดว่า “ต้องรอให้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ” อย่าใช้คนรุ่นเบบี้บูมหรือก่อนหน้านั้นมาปกครองเพราะมันไม่ทันวิธีคิดใหม่ๆ



ถ้าความฝันเรื่องการเปลี่ยนขั้วอำนาจเกิดขึ้นได้จริง เผลอๆ กรณี “สมองไหล” ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นได้นี้จะกลายเป็นความหวังให้ คนที่ไปอยู่ต่างประเทศอยากกลับเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศมากขึ้น หลายคนก็รักเมืองไทย เพราะรากฐานการใช้ชีวิต วัฒนธรรมมันคุ้นชิน ทรัพย์สมบัติอะไรก็อยู่ที่นี่ แต่เขามองเห็น ปัญหาที่การเมืองแบบเก่าๆ มันทำให้เจริญยาก ตรงนี้เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องกลับไปคิดว่าจะเอาอย่างไร
               
ก็ไม่รู้ว่าการแก้รัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งใหม่จะเป็นความหวังได้หรือไม่ แต่ก็อยากจะหวังเพราะไม่อยากให้เมืองไทยล่มสลายกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุที่ไม่มีแรงงานรุ่นใหม่อยากอยู่พัฒนาประเทศ. 

.........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    33%
  • ไม่เห็นด้วย
    67%

ความคิดเห็น