อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

เคล็ดลับ "ฟ้าทะลายโจร" ใช้ให้ถูก! ช่วยผู้ป่วยโควิด

การระบาดโควิด-19 ในระลอก 3 ยังไม่มีทีท่าจะเบาบางลง ทั้งยอดผู้ติดเชื้อ รวมไปถึงผู้เสียชีวิต ขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือน เม.ย. 64 ข้ามมาเดือน พ.ค.ทุกคนต่างได้เห็นความร้ายแรงของ โควิดสายพันธุ์อังกฤษ (B117) ติดเชื้อง่ายไม่แสดงอาการ ถ้าเชื้อลงปอดก็ยิ่งทำให้เสียชีวิตได้รวดเร็ว (ยอดเสียชีวิตรายใหม่ แค่ 1-13 พ.ค. ทะยานไปถึง 315 ราย) เสาร์ที่ 15 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.


ระหว่างเฝ้ารอความหวังจากการฉีดวัคซีน ที่ทางรัฐบาลกำลังเร่งระดมให้ลงทะเบียนและจะลุยทยอยฉีดอย่างจริงจังในเดือน มิ.ย. ตอนนี้ประชาชนทุกคนคงต้องเฝ้าระวังตัวเองอย่างเข้มงวดเรียกว่าประมาทไม่ได้ โดยเฉพาะพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด (สีแดงเข้ม) กรุงเทพมหานคร, นนทบุรี,สมุทรปราการ และปทุมธานี กำลังวิกฤติไม่เลิกทั้งแหล่งคลัสเตอร์จากชุมชน, ทัณฑสถานหญิงกลาง และเรือนจำพิเศษกรุงเทพ พบผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 2,800 ราย

ทีมข่าว 1/4 Special Report พยายามเสาะแสวงหาข้อมูลหลากหลายด้านมานำเสนอ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในภาวะวิกฤติเช่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสรรพคุณต่าง ๆ ของสมุนไพรไทย หรือตำรับยาโบราณภูมิปัญญาชาวบ้านที่มีมาช้านาน สรรพคุณรักษาไข้เจ็บป่วยเล็กน้อย มีไว้ในยามจำเป็น เพราะหากดูยอดผู้ป่วยสะสม วันที่ 13 พ.ค. จำนวน 88,907 ราย หายป่วยแล้ว 59,043 ราย รักษาอยู่ 29,378 ราย ผู้ติดเชื้อจำนวนมากที่ถูกกักตัวอยู่ รพ.สนาม หรือฮอสพิเทล ส่วนใหญ่มีอาการป่วยเล็กน้อย บางคนแทบไม่มีอาการ ถ้าป่วยก็รักษาตามอาการไข้



สรรพคุณมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัส

ขณะเดียวกันมีประชาชนอีกจำนวนไม่น้อย เริ่มนำยาสมุนไพรไทย ยาตำรับโบราณมาใช้ในการดูแลตัวเอง โดยเฉพาะ ฟ้าทะลายโจร ค่อนข้างได้รับความนิยมอย่างมาก หลังทราบว่ามีการนำฟ้าทะลายโจร ไปใช้ในการดูแลผู้ติดเชื้อที่มีอาการป่วยไม่รุนแรง โดยใช้ควบคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน ทีมข่าว 1/4 Special Report มีโอกาสได้พูดคุยกับ ดร.ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว หัวหน้าศูนย์หลักฐานเชิงประจักษ์ ด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวว่า การระบาดของโควิด-19 รอบนี้ ประชาชนตื่นตัวในการใช้สมุนไพรมากขึ้นถ้าเทียบกับการระบาดครั้งก่อน เนื่องจากรอบนี้ติดกันง่าย เสียชีวิตเร็ว สิ่งนี้ทำให้หลายคนกังวล ประกอบกับสมุนไพรเป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคนไทย แต่บางครั้ง      ก็แชร์ข้อมูลการใช้สมุนไพรที่ไม่  ถูกต้อง

ปัจจุบันสมุนไพรไทย ที่นำมาทดลองในการต่อต้านเชื้อโควิด คือ “ฟ้าทะลายโจร” สรรพคุณมีฤทธิ์ลดการแบ่งตัวของเชื้อไวรัส โควิด โดยที่ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้นำฟ้าทะลายโจร มาใช้ร่วมกับการรักษาแพทย์แผนปัจจุบันในผู้ติดเชื้อ ซึ่งตอนนี้พยายามเก็บข้อมูลเพื่อวิจัยถึงการลดการพัฒนาของโควิดได้มากแค่ไหน

“รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร รักษาคนไข้ติดเชื้อโควิด ตั้งแต่การระบาดในรอบแรก เพราะก่อนหน้านั้นมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้นำฟ้าทะลายโจร มาใช้เช่นกันแล้วได้ผลดี ซึ่งมีการวิจัยในจีน พบว่าสารในฟ้าทะลายโจรสามารถจับกับเชื้อได้ ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงใช้สมุนไพรนี้ในการรักษาผู้ป่วยโควิดมาตลอด และขยายการใช้ไปในกลุ่มที่รอการสืบสวนโรค

ดร.ภญ.ผกากรอง กล่าวต่อว่า จากประสบการณ์การใช้ฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยโควิด ถ้าให้เร็วตั้งแต่เริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว เจ็บคอ คนไข้จะมีอาการ ดีขึ้นค่อนข้างเร็ว ผลวิจัยในต่างประเทศมีระบุว่า ผู้ป่วยโควิดที่มีอาการลงปอด จะมีการผลิตภูมิต้านทานที่ต่อต้านออกมามากจนเกิดการอักเสบและเสียชีวิต แต่หากใช้ฟ้าทะลายโจรอย่างรวดเร็วตั้งแต่แรกก็อาจจะช่วยได้ การรักษาผู้ป่วยโควิด มีทั้งกลุ่มแสดงอาการและไม่แสดงอาการ แต่รอบนี้ 80 เปอร์เซ็นต์ ไม่มีอาการมาก ซึ่งคนไข้บางคนออกกำลังกายอยู่เป็นประจำ พอให้ยาก็จะตอบสนองดี โดยตอนนี้มีแผนจะทำงานเชิงรุกมากขึ้น ในการเข้าไปคุยกับสาธารณสุขชุมชน ที่เป็นด่านหน้าในการคัดกรองผู้ป่วยที่ยังไม่มีอาการหนัก เช่น คนที่มีความเสี่ยง หรือ คนไข้กลุ่มสีเหลือง  (อาการไม่รุนแรง) ที่จะให้ทานฟ้าทะลายโจรตั้งแต่เริ่มมีอาการ จากการทำงานมีการสำรวจค่าตับของคนไข้ที่ได้รับฟ้าทะลายโจร ส่วนใหญ่ยังไม่มีอันตราย นอกจากนี้การรวบรวมข้อมูลของกรมการแพทย์แผนไทย ระบุถึงแนวโน้มของคนไข้ที่ได้รับฟ้าทะลายโจร จะมีภาวะปอดอักเสบน้อยกว่าคนไข้ที่ไม่ได้รับ



ตำรับ “ฟ้าทะลายโจร-พริกไทยดำ

ดร.ภญ.ผกากรอง ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า ตามสูตรตำรับพื้นบ้านของไทยโบราณ ยังมีการรับประทาน พริกไทยดำ ร่วมกับ ฟ้าทะลายโจร โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ช่วงฤดูหนาว จะมีภาวะร่างกายเย็นกว่าวัยอื่นได้นำฟ้าทะลายโจรมาผสมกับพริกไทยดำปั้นทำเป็นยาลูกกลอน จากการวิเคราะห์สมุนไพรนี้น่าจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดี เนื่องจากฟ้าทะลายโจรและพริกไทยดำ มีฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันทั้งคู่ เบื้องต้นได้ส่งไปให้ห้องทดลองวิเคราะห์จนพบว่า มีผลสอดคล้องกับความเชื่อโบราณ ซึ่งทางโรงพยาบาลเตรียมจะศึกษาสมุนไพร 2 ชนิดนี้ต่อไป

สำหรับแนวทางในการใช้ฟ้าทะลายโจรเพื่อป้องกัน สามารถปลูกต้นฟ้าทะลายโจรไว้ในพื้นที่บ้าน เนื่องจากสารที่สร้างภูมิคุ้มกันจะมีมากตอนที่ต้นโตและเริ่มออกดอกประปราย โดยสารสำคัญจะมีมากที่ดอก แต่ตัวดอกจะมีน้อยทำให้เก็บมาทานได้ไม่มาก จึงอยากแนะนำการปลูกต้นฟ้าทะลายโจร เมื่อต้นโตมีดอกออกประปราย ให้เก็บใบมาผึ่งแดดให้แห้ง โดยทดลองเก็บใบไว้ในถุงซิปล็อก หากภายในถุงมีละอองน้ำเกาะ จะต้องเอาใบมาผึ่งแดดอีกครั้ง เพราะยังไม่แห้งดี ในการใช้เสริมภูมิคุ้มกันควรทาน 1–3 ใบต่อวัน

อย่างไรก็ดีมี ข้อห้ามสำคัญ ของฟ้าทะลายโจรไม่ควรใช้ในคนท้อง สตรีให้นมบุตร คนที่แพ้ฟ้าทะลายโจร หรือคนที่ทานเข้าไปแล้วคัน หรือใจสั่น ส่วนคนที่มีค่าตับ ค่าไต ที่ไม่ดี รวมถึงคนที่ใช้ยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด เช่น วาร์ฟาริน สำหรับการทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันไม่ควรกินติดต่อกัน 3 เดือน ขณะที่การทานเพื่อรักษาไม่ควรกินติดต่อกันเกิน 5 วัน อยากแนะนำผู้ที่สนใจ ควรปลูกทานเองที่บ้าน เพราะใบสดจะมีสรรพคุณดีกว่าแบบสกัดถึง 4 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าซื้อทานจะมีแบบสารสกัดกับบดแล้ว การทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโดยดูจากสารสกัด แอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ประมาณ 12 มิลลิกรัม/วัน ไม่ควรกินต่อเนื่องกัน 5 วัน/สัปดาห์ และไม่ควรกักตุนไว้มากเกินความจำเป็น



เดินหน้าทดสอบวิจัยต่อเนื่อง

ขณะนี้ได้ส่งสารสกัดฟ้าทะลายโจร ไปทดสอบการป้องกัน เชื้อโควิดที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยนำมาเปรียบเทียบผลรักษาของ ’ยาเรมเดซิเวียร์ ซึ่งได้ผลค่อนข้างดี จึงเตรียมนำไปใช้ในสัตว์ทดลอง โดยการวิจัยนี้เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ การวิจัยเพื่อ ตอบโจทย์ปัญหา ที่สังคมไทยกำลังเผชิญอยู่จึงเป็นเรื่องสำคัญ

การทำงานเกี่ยวกับยาสมุนไพรของรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรเชื่อว่า หากมีการเก็บข้อมูลตำรับยาสมุนไพรอย่างเป็นระบบ จะเป็น ต้นทุนที่ดีด้านสุขภาพของคนไทย ตอนนี้เราเก็บตำรับยาไว้กว่า 150 รายการ และมีหมอแพทย์แผนไทย 22 คน ที่จะลงไปเก็บข้อมูลเพื่อยืนยันผลการรักษาโดยฟ้าทะลายโจร ที่เก็บข้อมูลว่าใช้กับผู้ป่วยไข้หวัดชนิดต่าง ๆ ได้อย่างดี มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการดื้อยาค่อนข้างน้อย สิ่งนี้ทำให้ประเทศจีนพัฒนาจนกลายเป็น “ยาฉีดให้กับผู้ป่วยปอดอักเสบ

สุดท้ายการป้องกันโควิดที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันตนเอง โดยสวมหน้ากาก ล้างมือบ่อย ๆ และฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่จะทำให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในประเทศไทยได้.
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น