อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

ทุนก้าวเพื่อน้อง...ให้โอกาสทางการศึกษาเรียนต่อ ม.ปลาย 109 คน

ปลายเดือนมีนาคม ผมได้รับการติดต่อจาก กสศ. หรือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เชิญผมเป็น 1 ใน 30 ผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณาทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสให้ได้รับการศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพ จันทร์ที่ 17 พฤษภาคม 2564 เวลา 12.00 น.


ครั้งแรกผมไม่ทราบหรอกครับว่าทุนนี้เป็นโครงการของใคร ทาง กสศ. นัดประชุมผู้ทรงคุณวุฒิผ่านโปรแกรม zoom ก่อนหนึ่งครั้ง ทำให้ทราบว่าโครงการมอบทุนการศึกษาแก่เด็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ คือ “ทุนก้าวเพื่อน้อง” ของมูลนิธิก้าวคนละก้าว ร่วมกับ กสศ. โดยให้โอกาสน้อง ๆ ได้ศึกษาต่อหลังจากเรียนจบ ม.3 (ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของการศึกษาภาคบังคับ) เพราะหลังจากนี้ น้อง ๆ ที่ยากจนมีสิทธิที่จะหลุดวงโคจรจากการศึกษาไม่ว่าจะเป็นสายสามัญหรือสายอาชีพ เพราะทางบ้านไม่มีเงินที่จะส่งน้อง ๆ เรียนต่อ
 


“พี่ตูน” และทีมงานมูลนิธิก้าวคนละก้าวจัดกิจกรรมระดมทุนการศึกษาจากการวิ่ง Virtual Run เป็นเวลา 55 วัน กิจกรรมขายของที่ระลึก เช่น เสื้อวิ่ง กระเป๋าผ้า หน้ากาก ฯลฯ รายการ “ตลาดใจให้น้อง” ที่มีดารา นักร้อง ผู้มีชื่อเสียงมาร่วมรายการและรับบริจาคทางช่อง YouTube “ก้าว” ในที่สุดได้ยอดบริจาคถึง 27 ล้านบาท
 
ทุนการศึกษานี้ มีแบบเสนอชื่อ 1,352 รายชื่อ จากสถานศึกษา 717 แห่ง (โรงเรียนส่งชื่อนักเรียนได้สูงสุด 2 คน) มีการคัดกรองรอบแรก โดยคัดกรองความยากจนผ่านเกณฑ์ 972 คน และคัดคุณสมบัติเบื้องต้นจนเหลือ 801 คน เพื่อคัดเลือก 100 ทุนจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ และอีก 9 ทุน จะคัดเลือกจากทีมก้าวฯ จะลงพื้นที่ทั่วประเทศ รวมทั้งหมด 109 คนที่จะได้รับทุนการศึกษาเพื่อเรียนต่อ
 
ทุนและงบประมาณต่อเด็ก 1 คนแจกแจงได้ดังนี้ ค่าใช้จ่ายรายเดือน 6,500 บาทต่อเดือน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ไม่เกิน 10,000 บาทต่อปี รวมค่าใช้จ่ายตลอด 3 ปีที่ส่งต่อให้เรียน 264,000 บาทต่อคน ไม่ว่าจะเลือกเรียนต่อระดับชั้น ม.ปลาย 4-6 หรือเลือกเรียนสายอาชีพระดับ ปวช. เด็ก ๆ จะได้รับทุนจำนวนนี้เหมือนกัน
 

 
ผมว่าทีมงานก้าวฯ และ กสศ. คิดไว้ดี ไม่ได้ให้แต่ค่าเล่าเรียนเพียงอย่างเดียว เพราะชีวิตจริง มันมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นค่าอุปกรณ์การเรียน ถ้าต้องย้ายโรงเรียนอาจจะต้องมีค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่าครองชีพอีกจิปาถะ ไม่งั้นก็ต้องไปรบกวนพ่อแม่ซึ่งยากจนหรือเด็กต้องออกไปทำงานพิเศษเพิ่มอีก ซึ่งจะเป็นอุปสรรคทำให้การเรียนไปได้ไม่สุดทาง และข้อพิเศษที่ผมควรจะกล่าวไว้ด้วยคือ ทุนนี้ไม่มีข้อผูกพันใด ๆ ที่ผู้รับทุนจะต้องชดใช้ทุนหากผู้รับทุนสำเร็จการศึกษาแล้ว นั่นหมายถึง ทุนการศึกษานี้เป็นทุนให้เปล่า ให้โอกาสกับเด็ก ๆ ได้เรียนในสิ่งที่เขาอยากเรียนจริง ๆ หลังจากนั้นจะไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัยหรือไปประกอบอาชีพก็สุดแล้วแต่เด็กคนนั้นจะเลือกเอง
 
ผมขอพูดถึงคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่กลั่นกรองเด็กที่ได้รับทุนการศึกษา มาจาก 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ ภาคนักวิชาการ ภาคเอกชน และภาคสื่อสารมวลชน คณะผู้ทรงคุณวุฒิต้องอ่านข้อมูลเด็กยากจน 801 คน (ดีนะครับที่แบ่ง 10 กลุ่ม เฉลี่ยเด็กกลุ่มละ 80 คน) แล้วค่อยคัดเรียงลำดับ 200 คน กลั่นกรองจนมาถึง 100 คนสุดท้าย
 
ผมเป็นตัวแทนจากภาคสื่อมวลชน ได้อยู่กลุ่มเดียวกับ ดร.อภิชาติ ประเสริฐ ภาคนักวิชาการจาก OKMD และคุณสุธาสินี ศุภศิริสินธุ์ ภาคเอกชนจาก Central Group ในวันแรก กลุ่มของผมให้ผู้ทรงคุณวุฒิแต่ละท่านอ่านเอกสารของเด็กทั้งหมด 81 คน (กสศ.จัดเอกสารใส่ลังใหญ่มาให้เลย) โดยให้คะแนนเด็กที่ตัวเองประทับใจ ซึ่งแต่ละภาคส่วนมีวิธีคิดและมุมมองไม่เหมือนกัน แล้วคัดคะแนนสูงสุดของตัวเองมา 20 คน แล้ววันที่สองค่อยมาคุยกัน
 

 
สำหรับตัวผม นอกจากมาในฐานะสายสื่อมวลชนแล้ว ผมยังมีมุมของผู้พิพากษาสมทบศาลเยาวชนและครอบครัวด้วย เมื่อผมอ่านเอกสารที่หนาเป็นตั้งแบบนี้ เหมือนอ่าน "รายงานสืบเสาะ" ก่อนจะขึ้นบัลลังก์พิจารณาคดี…พื้นฐานครอบครัวของเด็กคล้ายกันมาก คือ 80% พ่อแม่ของเด็กแยกทางกัน เด็กต้องอยู่กับญาติผู้ใหญ่ เด็กที่ขึ้นศาลเพราะเขาก้าวพลาด เลือกทางผิด (ซึ่งเด็กส่วนใหญ่ที่เริ่มกระทำความผิดจะอายุประมาณ ม.2-ม.3 รุ่นนี้พอดี) ผมเชื่อว่าถ้าเขาหลุดวงโคจรจากการเรียนหนังสือ เขามีแนวโน้มที่จะเดินเส้นทางผิดได้ง่าย อย่างไรก็ตาม เด็กที่ขอทุนนี้ กลับนำต้นทุนที่ติดลบมาเป็นพลังเพื่อจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้น ส่วนใหญ่เรียนในเกณฑ์ดีถึงดีมาก เป็นประธานนักเรียน ทำกิจกรรมจิตอาสา ช่วยที่บ้านทำงานหาเงินพิเศษ
 
สิ่งที่ผมชอบมากในแบบฟอร์มก็คือ (ทีมงานก้าวฯ ใส่คำถามนี้ไปด้วย) "ถ้าขอพรได้ 3 ข้อ อยากจะได้อะไร?"
ด้วยความใสของเด็กต่างจังหวัด ก็มีการขอพรให้ตัวเอง อยากได้ทุน ขอให้มีงานทำดี ๆ หรือขอสิ่งที่เขาขาด เช่น อยากให้พ่อแม่กลับมาอยู่ด้วยกัน และเด็กส่วนใหญ่จะขอพรให้กับคนอื่น เช่น ขอให้ปู่ย่าแข็งแรง ขอให้พ่อแม่มีเงิน ขอให้โรงเรียนมีคอมพ์ ขอให้ไม่มียาเสพติด ขอให้โควิดหายไป อย่างไรก็ตาม ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจนว่าอยากเรียนอะไร ทำอาชีพอะไร เพราะกองทุนนี้จะมอบโอกาสให้เขาเรียน ม.ปลาย หรือสายอาชีพจนเรียนจบ 3 ปี
 
ในแบบฟอร์มแนบหลักฐานการเรียนและกิจกรรมของเด็ก หลักฐานยืนยันจากผู้อำนวยการโรงเรียน อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้นำชุมชนเซ็นรับรอง มีการถ่ายภาพที่อยู่อาศัย หลักฐานรายได้ของผู้ปกครอง รวมทั้งเด็กเขียนบรรยายสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวของตัวเอง
 

 
ผมอ่านชีวิตของเด็กแต่ละคนแล้วตื้นตัน สงสารก็สงสาร ครอบครัวที่ทีมงานคัดมา มีฐานะยากจนแบบจนพิเศษ พ่อแม่มีรายได้รวมกัน 2,000 ต่อเดือน (ย้ำ...ต่อเดือน!!) ผมนึกไม่ออกว่าพวกเขากินอยู่ได้อย่างไร สังคมเราช่างเหลื่อมล้ำกันเหลือเกินครับ อ่านไปก็นึกขอบคุณพี่ตูนและทีมงานก้าวฯ ที่ทำโครงการดี ๆ แบบนี้ ผมเป็นหนึ่งในตัวแทนผู้ทรงคุณวุฒิที่กล่าวขอบคุณพี่ตูนในงาน ผมกล่าวตอนจบว่า "ถ้าผมขอพรได้เหมือนที่เราถามเด็ก ๆ ในแบบสอบถาม ผมเชื่อว่าผู้ทรงคุณวุฒิทุกคนอยากให้เด็ก 801 คนได้รับทุนทุกคนเพราะพวกเขาใฝ่ดี"
 
วันที่สองเป็นวันที่แต่ละกลุ่มถกกันว่าเด็กคนไหนควรเข้ารอบต่อไป โดยกลุ่มของผมเริ่มดูจากคะแนนรอบแรกที่ให้เป็นรายบุคคล เลือกคะแนนที่สูงที่สุดมา 20 อันดับ รอบบ่าย เราล้างคะแนนใหม่และใส่ผู้ท้าชิงเพิ่มมาอีก 4 คน แล้วไล่วิเคราะห์ข้อมูลเป็นรายบุคคลและให้คะแนนกันอีกรอบ ผลคือ มีอันดับสุดท้ายคะแนนเท่ากัน ทำให้ต้องลงมาดูรายละเอียดว่าเราจะให้ทุนกับใครดี
 
ถกรอบบ่ายนี้ ผมนึกว่าจะกลับบ้านดึกเสียแล้วครับเพราะมาตรฐานการให้คะแนนไม่เหมือนกัน แต่พอได้คุยเป็นรายคน กลับให้คะแนนง่ายกว่าเดิม มติของกลุ่มไปในทิศทางเดียวกัน ทำงานง่ายกว่าที่คิด กลุ่มผม 3 คนเซ็นชื่อรับรองส่งเด็ก 20 คนในกลุ่มให้ผ่านเข้ารอบและต้องไปจัดเรียงคะแนนใหม่กับเด็ก ๆ กลุ่มอื่น อย่างไรก็ตาม เราจดชื่อเด็กไว้แล้ว เอาไว้ลุ้นผลว่า 100 ทุนจะมีเด็กที่เราคัดเข้าไปกี่คน ในกลุ่มคุยกันว่าเด็กที่หลุด เราจะพยายามหาเครือข่ายอื่น ๆ มาช่วยเหลือเพราะถือว่าเด็ก ๆ ที่คัดมานี้ดีมากแล้ว
 
การเป็นผู้ทรงคุณวุฒิครั้งนี้เป็นครั้งที่ลำบากใจและโหดสุดครั้งหนึ่งที่ผมเคยเป็นมา แต่พอคิดว่าทุนนี้เด็ก ๆ จะได้เรียนต่ออีก 3 ปีและช่วยแบ่งเบาภาระให้กับครอบครัวของเขาได้...มันรู้สึกดีชะมัดเลยครับ
 
.......................................
คอลัมน์ :
ก้อนเมฆเล่าเรื่อง
โดย "น้าเมฆ"
https://facebook.com/cloudbookfanpage
 
 
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น