อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564

เกาะติดเข้าร่วม"CPTPP" ตกขบวน!ไทยพร้อมหรือยัง?

ติดตามความเคลื่อนไหวกรณีประเทศไทยจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม CPTPP หลังจากช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา อังคารที่ 18 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.


วันนี้ทีมข่าว “1/4 Special Report” ติดตามความเคลื่อนไหวกรณีประเทศไทยจะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วม CPTPP หลังจากช่วงเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ..จิราพร สินธุไพร ส..ร้อยเอ็ด ในฐานะรองโฆษกและประธานคณะอนุกรรมการนโยบายด้านการพาณิชย์และการค้าระหว่างประเทศ พรรคเพื่อไทย ออกมาให้ข่าวว่ารัฐบาลกำลังพิจารณาข้อเสนอของคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ (กนศ.) และอาจมีมติเห็นชอบให้ไทยเข้าร่วมเจรจาความตกลง CPTPP ในเร็ว ๆ นี้



จี้รัฐบาลบอกความจริงประชาชน
น.ส.จิราพรกล่าวกับทีมข่าว “1/4  Special Report” ว่าก่อนหน้านี้สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาผลกระทบหากรัฐบาลจะอนุมัติลงนามในข้อตกลง “ความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก” (CPTPP-Comprehensive and Progressive Agreement of Trans-Pacific Partnership) ร่วมกับภาคประชาชน และหน่วยงานรัฐ โดยใช้เวลาศึกษาตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ต.ค. 63 เป็นเวลา 120 วัน

โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญ ร่วมกับตัวแทนหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน ภาคเกษตร ภาคประชาสังคมและนักวิชาการ ได้เน้นหนักในการศึกษาผลกระทบ 3 กลุ่ม คือ 1.ด้านการเกษตรและพันธุ์พืช 2.ด้านการแพทย์และสาธารณสุข 3.ด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน ซึ่งตนเป็นรองประธานคณะอนุกรรมาธิการในกลุ่มที่ 3 ด้วย

เมื่อมีการพิจารณาศึกษาผลดี ผลเสีย ผลกระทบต่าง ๆ แล้ว ก็ได้ส่งรายงานไปให้ฝ่ายบริหาร นั่นคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะไปเจรจาเข้าร่วม CPTPP หรือไม่ ซึ่งในชั้นนี้ ครม.ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณา โดยมี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ เป็นประธาน พร้อมด้วยกรรมการอีก 8 คณะ เพื่อศึกษาถึงผลดีผลเสียก่อนที่ ครม. จะอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

สำหรับ “ไทม์ไลน์” CPTPP ในขณะนี้เป็นอำนาจของฝ่ายบริหาร ซึ่งต้องบอกความจริงกับประชาชนก่อนที่จะไปเจรจา ไม่ใช่ไปเจรจามาแล้วจึงบอกประชาชนในภายหลัง ถ้ารัฐบาลไปยื่นหนังสือเจรจาที่นิวซีแลนด์แล้วโอเค เรื่องดังกล่าวจะวนมายังสภาอีกครั้งเพื่อลงสัตยาบันด้วยเสียงของสมาชิกในสภา โดยที่ผ่านมามีประเทศที่เข้าร่วมเจรจาแล้วเสร็จ แต่ยังไม่ได้ให้สัตยาบัน มี 4 ประเทศ คือ มาเลเซีย บรูไน ชิลี และเปรู

มาเลเซียไปเจรจาข้อตกลงมาตั้งแต่ปี 61 ประกอบกับเป็นจังหวะที่มีการเปลี่ยนรัฐบาล ในขณะที่ฝ่ายค้านและประชาชนยังไม่เห็นด้วย และออกมาต่อต้าน เนื่องจากมองว่าถ้าเข้าร่วม CPTPP ตอนนี้จะมีผลเสียมากกว่าผลดี ผ่านมาแล้ว 3 ปี มาเลเซียจึงยังไม่ให้สัตยาบันความตกลง CPTPP



เข้า CPTPP จีดีพีโต 0.12% ไป FTA กับอียูดีกว่า!
น.ส.จิราพรกล่าวต่อไปว่าในส่วนของรัฐบาลไทยในปัจจุบัน ตนมีความเป็นห่วงว่ารัฐบาลจะไม่บอกความจริงกับประชาชน และปกปิดผลกระทบที่จะตามมา ด้วยการลดผลกระทบให้น้อยลง ซึ่งเท่าที่ทราบรัฐบาลพยายามจัดหมวดหมู่ปัญหาและผลกระทบของภาคธุรกิจต่าง ๆ ออกเป็น 3 สี คือ สีแดง-ได้รับผลกระทบรุนแรง สีเหลือง-ได้รับผลกระทบแต่ปรับตัวได้ และสีเขียว-ไม่ได้รับผลกระทบ

แต่มีการปรับท่าทีบางหน่วยงานให้ลดระดับสี จากสีแดงอาจจะลดลงมาเป็นสีเหลือง จากสีเหลืองอาจจะปรับลงมาเป็นสีเขียว เหล่านี้เป็นต้น จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องดังกล่าวด้วยความโปร่งใส และควรเปิดเผยข้อมูลออกมาให้ประชาชนทราบ เนื่องจากการพิจารณาในชั้นของสภา เราเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม และมองว่าการเข้าร่วม  CPTPP ในตอนนี้ถึงแม้จะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ปัญหาใหญ่คือเรายังไม่พร้อม

โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย และวิสาหกิจชุมชนได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนในเรื่องของเมล็ดพันธุ์พืชจะมีราคาสูงขึ้น ส่วนทางด้านสาธารณสุขจะเจอผลกระทบค่ายาแพง กระทบกับโครงการหลักประกันสุขภาพแน่นอน รวมไปถึงภาคบริการ และการค้า เปิดโอกาสให้ต่างชาติที่มีศักยภาพเข้ามาในไทยได้ง่ายกว่าคนไทยจะออกไปต่างประเทศ โดยเฉพาะ CPTPP นั้นยังไม่ตอบโจทย์กับโครงการครัวไทยสู่ครัวโลก

มีหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องไปจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อศึกษาถึงผลดีและผลกระทบ แล้วรายงานมาว่าถ้าประเทศไทยเข้าร่วม CPTPP จะทำให้ตัวเลขจีดีพีสูงขึ้นปีละ 0.12% ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำมาก  ถึงแม้เราจะได้ตลาดใหม่เข้ามาอีก 2 ประเทศ คือ แคนาดาและเม็กซิโก แต่มูลค่าการค้าขายกับ 2 ประเทศนี้ไม่ได้มากมาย โดยส่วนตัวมองว่ารัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญ ในภาวะปัจจุบันที่งบประมาณและบุคลากรเรามีจำกัด รัฐบาลจึงควรไปเจรจาทำความตกลง FTA กับสหภาพยุโรป (อียู) ให้สำเร็จเสียก่อนจะดีมั้ย? เนื่องจากตั้งท่ากันมา 2 ปีแล้ว หรือว่าอียูยังไม่อยากคุยกับเรา



อย่าเทียบ “เวียดนาม-จีนไทยพร้อมหรือยัง?
เมื่อถามว่าถ้าประเทศไทยไม่เข้าร่วม CPTPP จะตกขบวน! และเสียเปรียบประเทศเวียดนามในเรื่องการค้าและการลงทุนหรือไม่? น.ส.จิราพรกล่าวว่าเรื่องแบบนี้อยู่ที่การออกแบบประเทศซึ่งไม่เหมือนกัน อย่าลืมว่าเวียดนามเป็นตลาดใหญ่ มีประชาชนมากกว่าไทยกว่า 20 ล้านคน ต้นทุนค่าแรงงานในเวียดนามยังต่ำกว่าไทย ขณะเดียวกันเวียดนามมี FTA ครอบคลุมมากกว่าไทย (ไทย 18 ประเทศ/เวียดนาม 53 ประเทศ) สถานการณ์ทางการเมืองนิ่ง ไม่มีการรัฐประหาร สิ่งสำคัญคือเวียดนามมีการปฏิรูปและโละกฎหมายเก่า ๆ ที่โบราณล้าสมัย ช่วยให้เกิดความสะดวกรวดเร็วขึ้น และลดขั้นตอนความซ้ำซ้อนในการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อลดขั้นตอนความซ้ำซ้อนลงได้ จึงช่วยลดต้นทุนให้นักลงทุนได้ถึง 30%

ส่วนประเทศจีนก็เหมือนกัน เขาพึ่งพา FTA น้อยมาก แต่ผู้นำจีนมีวิสัยทัศน์ ประกอบกับจีนเป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 1 พันล้านคน แล้วเร่งพัฒนาทางด้านอีคอมเมิร์ซ พัฒนาทางด้านเทคโนโลยี ทำให้ประเทศจีนเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วง 30-40 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่การออกแบบประเทศของแต่ละประเทศ ที่มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง

แต่สำหรับประเทศไทยตอนนี้เรายังกังวลกันในเรื่องการเข้าร่วม CPTPP เนื่องจากเป็นความตกลงขนาดใหญ่และเปิดเสรีจริง ๆ จึงต้องมาตั้งหลักกันในหลายประเด็น ทั้งเรื่องยูปอพ 1991 (UPOV1991) ซึ่งหลายฝ่ายมีความกังวลในเรื่องเมล็ดพันธุ์พืช สิทธิบัตรยา การค้า การบริการที่จะเปิดประเทศให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจแข่งขันกับคนไทย เข้ามาเทคโอเวอร์ธุรกิจของคนไทย ดังนั้นรัฐบาลพล..ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงควรไตร่ตรองให้รอบคอบทั้งผลดี-ผลเสีย และคนไทยระดับกลาง-ล่าง มีความพร้อมที่จะแข่งขันกับต่างชาติหรือยัง

จาก FTA - CPTPP
FTA (Free Trade Area) หรือเขตการค้าเสรี เป็นการทำความตกลงทางการค้าของประเทศ อาจเป็น 2 ประเทศ (ทวิภาคี) หรือเป็นกลุ่มประเทศ (พหุภาคี) ที่จะร่วมมือขจัดอุปสรรคทางการค้าทั้งที่เป็นภาษีศุลกากรและไม่ใช่ภาษีศุลกากร ปัจจุบันประเทศไทยมีข้อตกลง FTA กับ 18 ประเทศ จำนวน FTA 13 ฉบับ (เวียดนาม 53 ประเทศ 13 ฉบับ)

ต่อมามี 11 ประเทศ + สหรัฐอเมริกา มีความสนใจทำข้อตกลงที่เรียกว่าอภิมหา  FTA คือเป็นอะไรที่ใหญ่มากและเปิดเสรีจริงๆ(TPP) โดยไม่ใช่แค่เรื่องสินค้า แต่ครอบคลุมไปถึงภาคบริการ การลงทุน การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ-รัฐวิสาหกิจ การเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน และสิ่งแวดล้อม แต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ในอดีตไม่สนใจ TPP จึงล้มไป

แต่สมาชิก 11 ประเทศ เห็นว่าในเมื่อมีการเจรจาทำข้อตกลงกันไว้บ้างแล้ว จึงควรเดินหน้าเจรจาข้อตกลงกันต่อไป จึงกลายมาเป็น CPTPP ซึ่งในจำนวนสมาชิก 11 ประเทศที่ว่านั้น ประเทศไทยมี FTA อยู่แล้ว 9 ประเทศ ถ้าไทยเข้าร่วม CPTPP จะได้ตลาดใหม่เข้ามาอีก 2 ประเทศ คือ แคนาดา และเม็กซิโก

โอกาสและความท้าทายหากเข้าร่วม CPTPP
ไทยจะได้โอกาสอะไร       
- ขยายตลาดสู่สมาชิก CPTPP ทั้งที่มี FTA แล้ว และยังไม่มี FTA
- ดึงดูดการลงทุนสู่ไทยและเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศศักยภาพใกล้เคียง
- รักษาความสามารถในการแข่งขันของไทยจากการยกระดับกฎเกณฑ์ทางการค้า
- ส่งเสริมให้ไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน/การผลิตในภูมิภาค และของโลก
- เพิ่มทางเลือกผู้บริโภค ได้สินค้าและบริการที่มีคุณภาพในราคาเหมาะสม

ไทยจะเจอความท้าทายอะไร
- เปิดตลาดสินค้าและบริการในระดับสูง
- เปิดตลาดจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐในโครงการวงเงินสูง
- การให้เสรีภาพแรงงานในการสมาคมและเจรจาต่อรอง
- เข้าร่วมเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ (UPOV1991)
- ห้ามเก็บภาษีศุลกากรสำหรับการส่งผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์อย่างถาวร

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    20%
  • ไม่เห็นด้วย
    80%

ความคิดเห็น