อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

เมื่อ "คนดี" ทำประเทศไทยไม่น่าอยู่

หลังจากที่ได้คุยกับคนอยากย้ายประเทศ ปัญหาหนึ่งที่ฟังแล้วประหลาดที่สุดจนทำให้เขาหมดใจคือ “คนดี” ที่ทำประเทศไทยไม่น่าอยู่ พฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น.


เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์การเกิดกลุ่ม “คนอยากย้ายประเทศ” ที่มีสมาชิกเข้าร่วมกว่าล้านคน และได้พูดถึง สาเหตุของการที่อยากย้ายประเทศ ไปส่วนหนึ่งว่า เป็นเพราะความเหลื่อมล้ำที่มีอยู่มากในประเทศไทย คนหยิบมือหนึ่งถือทรัพยากรจำนวนมากของชาติ การเกิด สตาร์ทอัพอะไรใหม่ๆ ก็โตยาก แถมปัญหาเรื่องคนไม่ชอบรัฐบาลที่ บริหารงานแบบรัฐราชการที่มีความล่าช้า (และรัฐบาลถูกข้อหาเอื้อพวกพ้องไปอีกกระทง)

ไปฟังๆ คนบางอาชีพมา เขาก็บอกว่า ที่อยากให้ปรับปรุงในประเทศไทยคือ เรื่องการ “ดูถูกทรัพย์สินทางปัญญา” พวกอาชีพแบบที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบ อะไรพวกนี้ ได้รับค่าตอบแทนน้อยไม่ค่อยสมราคา นายจ้างกดราคาแล้วกดราคาอีก บางงานก็จะเอาฟรีแล้วยังดูแคลนว่า “มันก็ไม่ได้เหนื่อยอะไรนักนี่ ไปเขียนๆ ลอกๆ ปรับๆ ของชาวบ้านเอาก็ได้” คนทำงานพวกครีเอทีฟฟังแล้วหมดทั้งหวังหมดทั้งไฟกันพอดี

หรือคนทำงานละคร งานนิยาย เขาก็แสดงความเห็นว่า ประเทศไทยนี่ชอบทำอะไรแบบ “เพลย์เซฟ” เนื้อหาแบบไหนที่ประสบความสำเร็จขึ้นมาสักอย่าง ก็ทำตามๆ กันแบบเอาง่ายเข้าว่า ละคร นิยายไทยนี่ดูไปดูมา พล็อตประเภทย้อนอดีตเต็มไปหมด เพราะคิดว่ามันขายได้ง่าย  มี “เปลือก” แบบไทยๆ หุ้ม หา “จินตนาการอนาคต” ของประเทศยากเต็มที จนน่างงว่านักเขียนไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยหรือ? ซึ่งมันเป็น ซอฟต์เพาเวอร์ ที่ส่งเสริมจินตนาการให้ผู้อ่านได้



คุยๆ กับคนที่เขาอยากย้ายประเทศ ก็บอกว่าประเทศไทยนี่ข้อเสียเยอะ พอจะเขียนให้มันหมดๆ เกรงว่าเดี๋ยวจะโดน ข้อหาชังชาติ เข้าไปอีก แต่บางเรื่องก็อยากแสดงความเห็น ซึ่งไม่อยากบอกว่าเป็นการ “ติเพื่อก่อ” สวยๆ หรอก แต่ให้มันรู้กันไปว่า ปัญหามันมีอย่างนี้ หันมารับฟังและยอมรับกันบ้างเผื่อว่าจะนึกอยากแก้ไขให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกัน ปัญหาหนึ่งที่ทำให้คนหมดใจจนอยากย้ายประเทศที่ฟังแล้วประหลาดที่สุดคือ “คนดี”

ฟังดูแล้วก็น่าหัวเราะ ..“คนดี” เนี่ยนะเรียกว่าเป็นปัญหา ใครๆ ก็อยากให้สังคมมีคนดี แต่ “คนดี” บ้านเราออกจะแปลกๆ หน่อย ต้องแสดงความเป็นคนดีโดยการโชว์, ประกาศตัวว่าตัวเองเป็นคนดีมีศีลธรรม ใครที่คิดต่างก็ดูถูกเย้ยหยัน ไปจนถึงชี้หน้าด่าคนคิดต่างได้ว่าไอ้นั่นมันคนไม่ดี จะเป็นคนดีต้องอ้างตัวว่ารักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แล้วคนดีก็รวมตัวกันสรรเสริญเยินยอกันเองในหมู่คนที่ยึดชุดความเชื่อเดียวที่เขาคิดว่าดี

ประเทศนี้ใช้วาทกรรม “คนดี” จนเลอะเทอะไปหมด ดูอย่างในรัฐบาลตั้งแต่ยุค คสช.เข้ามามีอำนาจใหม่ๆ เวลามีปัญหาจะถูกตรวจสอบก็ชอบอ้างความเป็นคนดี อย่างที่มีช่วงหนึ่งมีข่าวจะตรวจสอบ การสร้างอุทยานราชภักดิ์ กัน คสช., ทหารก็มาให้กำลังใจกันด้วยเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” เพลงประกอบละครขุนรองปลัดชู เพลงโปรดของท่านผู้นำ (ซึ่งท่านผู้นำเองก็ชอบยกพวกตัวเองเป็นคนดี) แต่คนฟังแล้วแปร่งๆ เพราะมันเหมือนเอามาเบี่ยงประเด็น




แล้ว "คนดีบางกลุ่ม" ในประเทศนี้ก็น่ากลัวพิลึก ตรงที่ ถ้าเป็นขั้วตรงข้ามกู คิดไม่เหมือนกู มันต้องกลายเป็นคนชั่วถูกล่าแม่มดเอาไปเผาให้ตายทันที ดูๆ ไปก็ได้แต่งงว่านี่หรือวิธีคิดของคนดี เห็นความขัดแย้งแตกต่างทางความคิด พอกลุ่มที่คิดต่างถูกจับกุม ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการประกันตัว คนดีประเภทชอบโพสต์ธรรมะออกมาแสดงความเห็นสะใจหยาบคายเต็มไปหมด แบบว่า ศึกษาธรรมะหรือปฏิบัติธรรมมามันยกระดับจิตใจได้จริงเหรอ?

คือมันดูไม่สมเหตุสมผลอย่างไรก็ไม่รู้ ประกาศตัวเป็นคนดีแต่พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็ยังไม่ค่อยจะมี ใช้อารมณ์กับมโนกำกับการดำเนินชีวิตมากกว่าใช้เหตุผล ไม่เข้าใจว่า ความแตกต่างทางความเห็นมันเป็นเรื่องที่มีได้และต้องมานั่งคุยกัน หาจุดสมดุลร่วมกัน ทางออกสุดท้ายที่จะต้องใช้ตัดสินใจคือกระบวนการทางประชาธิปไตย แต่เหล่า “คนดี” นี่ไม่เชื่อในระบบที่ดี ต้องใช้คนหรืออำนาจนอกระบบที่เขาคิดว่าดีเข้ามาจัดการปัญหา

ตัวอย่างง่าย ๆ คือม็อบ กปปส.นั่นแหละ เป็นตัวทำให้บ้านเมืองติดล็อกมาจนถึงวันนี้ ตอนนั้นยอมรับกันไม่ได้ด่ากันหยาบคายว่ารัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชั่วชาติ พยายามดันกฎหมายนิรโทษกรรมให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้กลับประเทศแบบเท่ๆ ฝ่าฝืนหลักธรรมาภิบาลอย่างแรง อี๋ คนดีรับไม่ได้ต้องออกมาต่อต้านนิรโทษกรรมสุดซอย ออกมากันเต็มถนนไปหมดเป็นมวลมหาประชาชนคนดี ไม่เอารัฐบาลปู (ซึ่งเรื่องนิรโทษกรรม รัฐบาลปูก็ผิดจริง)



รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็แก้ปัญหาโดยการให้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรวาระ 3 แล้ว ถูกคว่ำในชั้นวุฒิสภาแล้วไม่หยิบมาพิจารณาใหม่ พร้อมทั้งออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี จะเชิญฝ่ายต่างๆ เข้ามาเป็นกรรมการปฏิรูปประเทศ (ซึ่งตามกฎหมาย รัฐบาลมีอำนาจทำได้แค่นั้นแหละ) แต่เหล่าคนดีศรี กปปส.ก็ไม่ยอมกัน พอถามว่าแล้วจะเอาอะไร? ตอบว่าจะเอาปฏิรูปการเมือง แต่ปฏิรูปอะไรไม่บอก ให้ชนะก่อน

แล้วถามว่า “ให้ชนะก่อน” นี่รูปแบบที่เป็นรูปธรรมคืออะไร ในเมื่อรัฐบาลพยายามจะให้มีการเลือกตั้งก็ไม่ยอม จะให้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูป แล้วระหว่างนั้นใครจะมาทำหน้าที่บริหารประเทศ? ไปขอรัฐบาลพระราชทานมันก็กลายเป็นดึงสถาบันลงมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องบังควรอีก สุดท้ายคือจนวันนี้ก็ยังงงๆ ว่า กปปส.จะเอารัฐบาลปูออกแล้วไม่เอาเลือกตั้ง จะเอาอะไร แล้วผลมันก็ออกมาตรงที่ได้รัฐบาล คสช.เข้ามานี่แหละ

พอรัฐบาล คสช. “คนดี” เข้ามาแล้ว ก็ทำปฏิรูป ทำปรองดองแบบเหมือนเสียไม่ได้ คือตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา รับฟังความเห็น ผลาญงบประมาณแผ่นดินเล่นๆ แล้วก็เขียนรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาอย่างไรก็รู้ๆ กัน ว่า “พยายามเหลือเกิน” ให้รัฐบาล คสช.สืบทอดอำนาจต่อได้ แต่ออกมาเอาใจชาว “คนดี” กันว่า เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด ที่คัดแล้วคัดอีกกว่าจะเอาคนเข้ามาในระบบการเมืองได้ แถมมีประมวลจริยธรรมนักการเมืองอีก



พอเกิดกรณี “มันคือแป้ง” ของรัฐมนตรีท่านหนึ่งขึ้นมา ก็เห็นเหล่าคนดีเงียบเป็นเป่าสากกันหมด ไม่ค่อยจะพูดเรื่องศีลธรรมเลย มีออกมาเถียงบ้างว่า มันไม่ใช่คำพิพากษาในอธิปไตยของรัฐไทย เช่นนี้เป็นตัวอย่างของการคัด “คนดี” เข้ามาทำงานการเมืองหรือไม่? อดีตกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) รายนึงก็ออกมาปกป้องว่า รัฐธรรมนูญจะเขียนดีแค่ไหน หากคนใช้ไม่มีวุฒิภาวะ ไม่มีจริยธรรม ก็ใช้ไม่ได้ผล ..สรุปว่าระบบที่ กปปส.เรียกร้องมาก็ไม่ทำให้ได้คนดี?

บอกตรงๆ ว่า คำว่า “คนดี” ในประเทศไทยตอนนี้กลายเป็นคำที่น่าเอียน และ กลายเป็นคำที่ “คนบางจำพวก” เอามาใช้ปกป้องตัวเองจนกระทั่งมันจะกลายเป็นคำที่น่าขำอยู่รอมร่อแล้ว การเป็นคนดีมันไม่ได้แก้ปัญหาได้ครอบจักรวาล เช่นการแข่งขันหรือทำงานเราก็คงไม่อยากได้คนดีแต่ไร้ฝีมือเป็นตัวแทน จริงไหม? ดังนั้นเบื้องต้นเราต้องให้คุณค่ากับระบบการคัดเลือกคนที่เหมาะสมกับงานที่ทำ และให้คุณค่ากับระบบคัดสรรออกที่เป็นธรรม หากคนนั้นทำงานไม่ได้

การเลือกตั้งก็คือระบบของประชาธิปไตย ถ้าระบบดี มันช่วยแก้ปัญหากว่าพึ่งคนที่พร่ำบอกว่าตัวเองดีเยอะเลย.

.........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”... 


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    70%
  • ไม่เห็นด้วย
    30%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 159