อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

ทุเรียนใหญ่

รายงานผลการศึกษาวิจัย สภาวะในเมืองขนาดใหญ่ 576 เมืองทั่วโลก ล่าสุดพบว่า กรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย เป็นเมืองที่มีความเปราะบางด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในโลก โดยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก มลพิษ คลื่นความร้อน แผ่นดินไหว และน้ำท่วม คือปัจจัยหลักที่เป็นภัยคุกคาม ต่อธุรกิจและการใช้ชีวิตของผู้อยู่อาศัยกว่า 10.9 ล้านคน พฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.

การจัดอันดับเมืองที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาวิจัยโดยบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางธุรกิจ Verisk Maplecroft แห่งสหราชอาณาจักร จาการ์ตา เมืองขนาดใหญ่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อยู่อันดับ 1 ของโลก อันดับ 2 คือกรุงนิวเดลี เมืองหลวงอินเดีย 3. เชนไน (อินเดีย) 4. สุราบายา (อินโดนีเซีย) 5.จัณฑีครห์ หรือ ชานดิการ์ (อินเดีย) ส่วนกรุงเทพมหานครของไทย อยู่อันดับ 84
 
100 อันดับแรก 99 เมืองอยู่ในทวีปเอเชีย โดยอยู่ในอินเดีย 43 เมือง และจีน 37 เมือง
 
จากรายงานของหนังสือพิมพ์จาการ์ตา โพสต์ กรุงจาการ์ตา ซึ่งมีฉายาอย่างเป็นทางการว่า ทุเรียนใหญ่ (The Big Durian) ติดอันดับ 1 ของโลกในปีนี้ เนื่องจากมีคะแนนรวมสูง จากปัจจัยมลพิษ แผ่นดินไหว และอุทกภัย และนอกจากสุราบายบา เมืองใหญ่อันดับ 2 ของอินโดนีเซีย จะติดอันดับ 4 โลกในปีนี้ ยังมีเมืองบันดุง เมืองเอกของจังหวัดชวาตะวันตก และเมืองใหญ่อันดับ 4 ของประเทศ ติดอันดับ 8 โลกในปีนี้ด้วย


CNA
 
วิล นิโคลส์ ผอ.ฝ่ายสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนของ เวริสค์ เมเปิลครอฟท์ บอกว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนสูงขึ้น ช่วยเพิ่มความเสี่ยงเกี่ยวกับภูมิอากาศ และการเติบโตของประชากร ในเมืองต่าง ๆ ของประเทศกำลังพัฒนา ความเสี่ยงต่อพลเมือง รวมทั้งสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และปฏิบัติการทางการค้ายังสูงขึ้นด้วย
 
น้ำท่วมใหญ่ในกรุงจาการ์ตาเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ประชาชนกว่า 34,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ คิดจากร้านค้าต้องปิด และระบบจัดส่งสินค้าสะดุด คิดเป็นมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านรูเปียห์ หรือ 2,190 ล้านบาท

ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อมของกรุงจาการ์ตาสูงมาก ถึงขั้นประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย กล่าวยอมรับเมื่อเดือนส.ค. 2562 ว่า นี่คือหนึ่งในเหตุผลหลักที่รัฐบาลต้องการย้ายเมืองหลวง ข้ามทะเลไปสร้างใหม่ ในจังหวัดกาลีมันตันตะวันออก บนเกาะบอร์เนียว ที่อยู่ทางเหนือขึ้นไป

การย้ายเมืองหลวง น่าจะเป็นวิธีแก้ปัญหาประชากรแออัด จราจรติดขัด มลพิษทางน้ำและอากาศ ที่ดีที่สุดและเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าในระยะยาว
 
ตาตา มุสตาสยา นักรณรงค์ปัญหาภาวะโลกร้อนและพลังงาน ของกลุ่มกรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า หากรัฐบาลอินโดนีเซียดำเนินการอย่างจริงจัง ตามพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ก็จะสามารถลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้
 
จากการศึกษาพบว่า ไอเสียที่ปล่อยออกจากยานพาหนะต่าง ๆ ครองส่วนแบ่งมากสุดถึง 46% ของมลพิษทางอากาศในจาการ์ตาทั้งหมด ดังนั้นคณะผู้บริหารเมืองทุเรียนใหญ่ จึงดำเนินการแก้ไขด้วยหลายโครงการ เช่น ขยายระบบขนส่งสาธารณะ และกำหนดพื้นที่ห้ามรถยนต์วิ่งผ่าน เป็นต้น
 
ภายใต้ “ความตกลงปารีส” รัฐบาลอินโดนีเซียให้คำมั่น จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง อย่างน้อย 29% ภายในปี 2573 แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากไม่เชื่อว่าอินโดนีเซียจะทำได้ เนื่องจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในประเทศ กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
 
เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงสิ่งแวดล้อมและป่าไม้อินโดนีเซีย ประกาศว่า รัฐบาลกำลังวางแผน เพื่อกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือเป็น 0 ภายในปี 2613 แต่มุสตาสยา กล่าวว่า เป้าหมายช้าเกินไป เพราะกว่าจะถึงวันนั้น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ จะทำลายล้างชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจนหมดเสียก่อน โดยเฉพาะประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เปราะบาง เช่น กรุงจาการ์ตา.

--------------

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES

                                

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 66