อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 28 กรกฎาคม 2564

เพ็ญเดือนหก วันวิสาขบูชา

วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช เจ้าชายสิทธัตถะภายหลังการออกผนวช ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อปีพุทธศักราชที่ 0 พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม 2564 เวลา 10.00 น.


วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ของทุกปีตามปฏิทินจันทรคติ หากปีใดเป็นปีที่มีอธิกมาสซึ่งมีเดือน 8 สองหนก็เลื่อนออกไปเป็นกลางเดือน 7 ความสำคัญของวันวิสาขบูชาเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน กล่าวคือ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อ 80 ปีก่อนพุทธศักราชเป็นวันประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ วันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อ 45 ปีก่อนพุทธศักราช เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะซึ่งอยู่ในระหว่างการผนวช ทรงตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 เมื่อปีพุทธศักราชที่ 0 เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน ฉะนั้นวันวิสาขบูชาของทุกปีจึงเป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายควรน้อมระลึกถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณที่มีต่อสัตว์โลกให้รู้ความจริงอันประเสริฐ (อริยสัจ 4) คือ ทุกข์, เหตุแห่งทุกข์ (สมุทัย), ความดับทุกข์ (นิโรธ) และหนทางแห่งการดับทุกข์ (มรรค) เพื่อเป็นประโยชน์และเกื้อกูลต่อการขัดเกลากิเลส ประพฤติปฏิบัติสุจริตทางกาย วาจา และใจ

พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาของผู้มีปัญญา เพราะพระบรมศาสดาพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ด้วยพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณที่ปราศจากกิเลสทั้งปวงและทรงมีพระมหากรุณาคุณเผยแผ่หลักธรรมคำสอนตลอด 45 พรรษา แก่สัตว์โลก เพื่อให้รู้ความจริงโดยมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะเป็นเหตุนำไปสู่ความเห็นถูก (สัมมาทิฏฐิ) มีการสะสมปัญญาตามลำดับขั้นให้พ้นทุกข์จากและการเวียนว่ายตายเกิด (สังสารวัฏ)



พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้และแสดงความจริงอันถึงที่สุด (อริยสัจธรรม) ที่เป็นปรมัตถธรรม 4 คือ จิต 1 เจตสิก 1 รูป 1 นิพพาน 1 จิต เจตสิก รูป มีสามัญลักษณะ 3 ประการ (ไตรลักษณ์) คือ ไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา) ซึ่งเป็นสภาวธรรมที่จำแนกออกได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก นามธรรมหรือนามธาตุหรือนามขันธ์ เป็นสภาพรู้ที่ประกอบด้วยจิตและเจตสิกมีการเกิดแล้วดับสลับกันไป ประเภทที่สอง รูปธรรมหรือรูปธาตุหรือรูปขันธ์ เป็นสภาพที่ไม่รู้ แต่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่ปรากฏทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย มีการเกิดและดับ ส่วนนิพพานเป็นสภาวธรรมเหนือโลก (โลกุตรธรรม) ไม่มีการเกิดและดับ


การดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนทั้งหลายต่าง เป็นไปตามเรื่องราวและเหตุการณ์ด้วยความหลงลืมสติ เป็นความไม่รู้ (อวิชชา) ที่ดำเนินชีวิตอยู่กับความจริงสมมติ (สมมติสัจจะ) มีการยึดถือในความเป็นตัวตน (อัตตา) ซึ่งหนาแน่นไปด้วยกิเลสซึ่งเป็นเครื่องเศร้าหมอง ทั้งความโลภ (โลภะ) ความโกรธ (โทสะ) ความหลง (โมหะ) จึงมีแต่ความทุกข์ร้อน ไม่มีความเป็นปกติสุข หากไม่มีการฟังพระธรรมตามกาลก็เท่ากับสูญเสียโอกาสในการสะสมเจริญปัญญาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

เพื่อเป็นประโยชน์และเกื้อกูลต่อการศึกษาพระธรรม จึงขอนำการสนทนาธรรมของ อาจารย์สุจินต์ บริหารวนเขตต์ ประธานมูลนิธิศึกษาและเผยแพร่พระพุทธศาสนา ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. 2540 มาให้ได้พิจารณาไตร่ตรองกันดังนี้

        


“…การฟังพระธรรมต้องทราบว่าเราฟังอะไร ถ้าฟังพระธรรมต้องจากพระไตรปิฎกและอรรถกถาและเทียบเคียงกับสิ่งที่กำลังปรากฏว่าถูกต้องไหม… ถ้าเราไม่ศึกษาธรรมมะโดยละเอียด เราไม่สามารถจะเห็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเรากราบไหว้นับถือตั้งแต่เกิดมาในประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ เราเพียงแต่กราบไหว้คนหนึ่งซึ่งเราเชื่อว่าไม่มีกิเลส เป็นผู้ที่มีพระบริสุทธิคุณเพราะว่าดับกิเลสหมดแล้ว แล้วก็มีพระมหากรุณาคุณ ทรงแสดงพระธรรมตั้งแต่สมัยตรัสรู้จนกระทั่งใกล้ที่จะปรินิพพาน เป็นผู้ทรงไว้พระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณ แต่ถ้าไม่ศึกษาโดยละเอียดเราคิดว่าเราเข้าใจ แต่จริงๆ แล้ว พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราไปเดินในลักษณะต่างๆ เพื่อที่จะให้มีสติ ไม่ใช่อย่างนั้นเลย แต่ทรงแสดงธรรมะให้เข้าใจสิ่งที่กำลังฟังซะก่อน นี่คือเบื้องต้น เป็นสวนานุตตริยะ เป็นสิ่งทีประเสริฐที่สุด เป็นเหตุว่าถ้าไม่มีการเข้าใจขั้นต้น ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ที่ 5 ก็มีไม่ได้ ครั้งต่อๆ ไป ที่จะมีการประจักษ์ในธาตุทั้งหลายโดยความเป็นธาตุก็มีไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเป็นผู้ที่ละเอียดมาก…
             
…แต่ถ้าเรา ศึกษาธรรมะด้วยความเข้าใจ เรารู้เลยถึงเฉพาะลักษณะของสภาพธรรมะแต่ละอย่าง เฉพาะธรรมะแต่ละอย่าง ไม่ใช่หลายๆ อย่างรวมกัน ถ้าหลายๆอย่างรวมกันไม่ใช่ถึงจริงๆ เพราะเหตุว่าเมื่อรวมกันแล้วก็ไม่ปรากฏลักษณะแต่ละอย่าง เพราะฉะนั้นถึงเฉพาะอย่างหนึ่งๆ ตามความเป็นจริง ด้วยปัญญาจึงสามารถที่จะถึงเฉพาะสภาพลักษณะของธรรมะได้ อย่างสิ่งที่กำลังปรากฏทางตา เป็นสภาพธรรมะอย่างหนึ่ง ต่างกับเห็นที่เป็นสภาพธรรมะอีกอย่างหนึ่ง อะไรจะถึงเฉพาะสภาพสองอย่างนี้ ทีละอย่าง ต้องด้วยปัญญาที่จะรู้ความต่างกัน แม้ขณะที่กำลังเห็น สิ่งที่ปรากฏทางตา ปัญญาถึงเฉพาะสิ่งนั้นเป็นหนึ่งอย่าง สภาพที่กำลังเห็น ปัญญาสามารถที่จะค่อยๆ เข้าใจว่าเป็นสภาพรู้ที่กำลังเห็น ถึงเฉพาะลักษณะที่ปรากฏทางตา…



…ธรรมะเป็นเรื่องละเอียด เป็นเรื่องลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่ทวนกระแสจิตของคนที่ยังไม่เคยฟังธรรมะเลย เพราะว่าคนที่ยังไม่เคยฟังธรรมะ วันๆ หนึ่ง ก็มีแต่ต้องการอยากจะได้ในชีวิตตั้งแต่เด็กจนโตมาเรื่อยๆ ทุกวัน ก็มีแต่ความต้องการ จะเอาอยู่ตลอด แต่ว่าธรรมะเป็นเรื่องของการละ… ถ้ายังมีความไม่รู้อยู่ก็ไม่สามารถจะละความไม่รู้นั้นได้ หนทางเดียวที่จะละความไม่รู้ได้ก็คือ มีความรู้จากผู้ที่รู้ คือ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นการที่เราจะรู้จริงๆ ไม่ใช่การศึกษาจากนักปรัชญาหรือนักจิตวิทยา แต่ว่าต้องเป็นการศึกษาจากพระธรรมที่ได้ทรงแสดงไว้ โดยที่ว่ารู้จุดประสงค์ว่าฟังเพื่อเข้าใจ บางคนอาจจะคิดว่าอยากจะถึงนิพพาน นิพพานเป็นอะไรก็ยังไม่ทราบ แต่ว่าได้ยินคำว่า นิพพาน ก็อยาก อย่างนั้นไม่ใช่จุดประสงค์ ถ้าจะไปฟังเพื่ออยากจะถึงนิพพานโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ตรงกันข้ามถ้ารู้จักตนเองตามความเป็นจริงว่า พอที่จะถึงนิพพานได้ไหม ด้วยอะไร ด้วยความอยากแล้ว ไม่มีทางที่จะถึง เพราะฉะนั้นการที่จะรู้แจ้งโดยสัจธรรม ไม่ใช่เรา แต่ต้องเป็นปัญญาที่ค่อยๆ เกิดจากการที่ไม่มีเลย และอบรมจนกระทั่งเจริญขึ้น




…ต้องไม่ลืมว่าทุกคนที่จะเข้าถึงพระธรรมได้จริง ๆ ที่จะเห็นความเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ก็ต่อเมื่อเป็นผู้ที่ละ ไม่ใช่เป็นผู้ที่ต้องการ แม้แต่ขณะที่ฟังก็ฟังเพื่อเข้าใจในขณะที่กำลังฟัง ไม่ได้หวังว่าต่อไปสติจะได้เกิด ต้องรู้เท่าทันโลภะ หรือความติดข้องเพราะเป็นเครื่องเนิ่นช้า ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะทำให้ปัญญาเจริญแต่ตรงกันข้ามถ้ารู้ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่ละเอียดมากและมีปรากฏในชีวิตประจำวัน ปัญญาที่ถูกต้องจริง ๆ คือการที่สามารถเข้าใจถูกต้อง เห็นถูกต้องในความเป็นธรรมะของสิ่งที่กำลังปรากฏ เราก็ศึกษาด้วยความเบา ด้วยความสบาย แล้วก็รู้ตามความเป็นจริงและค่อยๆเข้าใจขึ้น แล้วก็จะรู้ว่าขณะที่สติเกิดต่างกับขณะที่หลงลืมสติ แล้วก็ ไม่ได้มีความกระวนกระวาย ต้องการที่จะให้สติเกิดมากๆ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นก็คือโลภะมาอีกแล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ไม่ได้ละสมุทัย เพราะหนทางนี้ที่จะถึง ธาตุซึ่งเป็นธาตุที่ดับกิเลสได้ต้องเป็นโดยการละโดยตลอดที่จะไม่ติดข้อง ที่จะไม่มีอะไรมาบัง ที่จะไม่มีอะไรชวนให้ไปสู่ทางซึ่งไม่ทำให้สามารถที่จะละคลายได้ เพราะเหตุว่าแม้การละ ต่อไปก็จะรู้ว่าละคลายความไม่รู้ในสิ่งที่กำลังปรากฏขณะนี้ …

อริยสัจ 4 มี 3 รอบ ข้อความนี้มีอยู่ในพระไตรปิฎก รอบที่ คือ 1 สัจญาณ รอบที่ 2 กิจญาณ รอบที่ 3 คือ กตญาณ นี่เป็นความละเอียดของพระธรรมที่ทรงแสดงไว้มากมาย เพื่อมิให้เราหลงผิดเข้าใจผิด เพราะเหตุว่าความเห็นผิดนั้นไม่ยาก เพราะเหตุว่ามีโลภะ ความติดข้องเมื่อไรก็จะสามารถที่จะทำให้เกิดความเห็นผิดต้องการผลอย่างรวดเร็วเมื่อนั้น ฉะนั้นก็จะต้องศึกษาโดยละเอียดจริงๆ ว่าทำไมทรงแสดงอริยสัจ 4 ถึง 3 รอบ รอบที่ 1 คือ 1 สัจญาณ เป็นปัญญาที่เข้าใจจริงๆ ในอริยสัจ 4 เข้าใจจริงๆ ว่าขณะนี้เป็นธรรมะ ทั้งทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ เข้าใจจริงๆ ว่า ทุกข์ไม่ใช่อย่างอื่นเลยนอกจากสิ่งนี้เกิดแล้วดับ ขณะนี้เอง ทุกอย่างที่กำลังปรากฏเกิดดับเร็วมากนี่คือสภาพที่เป็น อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา สภาพความไม่เที่ยงไม่ยั่งยืนเลย ความไม่ยั่งยืนไม่ใช่ว่านานแสนนาน พอเกิดมาแล้วค่อยๆ แก่ ค่อยๆ เจ็บค่อยๆ ตาย นั่นไม่นานอย่างนั้นเลย ความไม่ยั่งยืนเร็วที่สุด เร็วแสนเร็วจนไม่ปรากฏ ค่อยๆ เจ็บค่อยๆ ตาย นี่คือทุกขอริยสัจ ซึ่งปัญญาสามารถที่จะประจักษ์แจ้งได้ถ้าไม่มีการประจักษ์แจ้ง พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ไม่อาจจะประจักษ์แจ้งได้ เพราะมีการประจักษ์แจ้ง…



ผู้ที่เป็น พระโสดาบัน พระอริยบุคคลขั้นต้น อุชุปฏิปันโนเป็นผู้ปฏิบัติตรง ตรงต่อหนทางที่จะรู้แจ้งธรรรมะซึ่งกำลังปรากฏ ตรงตามความเป็นจริง... ก่อนอื่นยังไม่ต้องไปถึง ปฏิปฐาน หรือสติจะระลึกบ้างก็เป็นเรืองที่ว่าเป็นปรกติให้เห็นความเป็นปกติซึ่งไม่ต้องตื่นเต้นรู้ว่าเป็นของธรรมดาซึ่งเป็นธรรมะ ถ้ารู้ว่าเป็นธรรมะมีความมั่นคงเข้าใจขึ้นว่าเป็นธรรมะเท่านั้น เห็นก็เป็นธรรมะ สติก็เป็นธรรมะ หลงลืมสติก็เป็นธรรมะเพราะฉะนั้นหนทางนี้เป็นหนทางที่จะละความตื่นเต้น หรือว่าละความต้องการหรือว่าละความหวังแต่ก็เป็นการที่จะรู้ว่าทุกอย่างเป็นธรรมะจริง เพราะฉะนั้นคือความติดข้องต้องการ

สิ่งน่ากลัวมากคือความติดข้องต้องการซึ่งเป็นโลภะ ซึ่งเป็นสร้างสังสารวัฏหลังจากที่ตรัสรู้แล้วที่ทรงอุทานได้พบในสร้างเรือน คือ โลภะ ซึ่งสร้างบ้านเหมือนสร้างสังสารวัฏทุกชาติไปมีที่อยู่ที่อาศัย ภพนี้ก็เป็นที่อยู่อาศัยของบุคลคลนี้ ตัวตนนี้จนกว่าจะเลิกสร้างบ้านสร้างภพเมื่อไร เมื่อนั้นถึงจะดับหมดสิ้นจริงๆ ...ถ้าไม่มีปัญญา ยังไง ๆ ก็ถึงนิพพานไม่ได้ ไม่สามารถจะประจักษ์ลักษณะของสภาพธรรมะซึ่งเป็นนิพพานธาตุได้เลย ...”

ในโอกาสวันวิสาขบูชากำลังจะเวียนมาบรรจบครบรอบปี ในปีนี้ซึ่งตรงกับวันที่ 26 พ.ค. 64 ขอให้ชาวพุทธทั้งหลายได้น้อมระลึกถึงพระปัญญาคุณ พระบริสุทธิคุณ พระมหากรุณาคุณของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้เห็นความสำคัญกับการฟังธรรมตามกาลซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อการดำเนินชีวิต ในขณะนี้บ้านเมืองกำลังประสบกับวิกฤติการณ์ร้ายแรงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคม เช่นเดียวกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก ต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดใหญ่ของโควิด-19 การมีจิตคิดดี (กุศลจิต) และความจงใจดี (กุศลเจตนา) จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการนำพาประเทศชาติให้อยู่รอดปลอดภัยจากภาวะวิกฤติครั้งนี้


 
.......................................
คอลัมน์ : ว่ายทวนน้ำ
โดย “ทวีศักดิ์ อุ่นจิตติกุล”


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 147