อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 17 มิถุนายน 2564

7 ปีรัฐประหารไทย "เราจะทำตามสัญญา"ไปได้ถึงไหน

“เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” อยากจะถามว่า 7 ปีที่ผ่านมาทำตามสัญญาได้หรือยัง? พฤหัสบดีที่ 27 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น.


เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ก็ถือว่า เป็นระยะเวลา 7 ปี ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เข้ามามีอำนาจทางการเมือง ถึงฝ่ายเชียร์รัฐบาลจะพูดว่ารัฐบาลนี้เพิ่งมีอายุแค่ 2 ปี นับจากการเลือกตั้งก็ต้องบอกว่าอย่าแถเลย เพราะเลือกตั้งมาก็ได้องคาพยพเดิมของ คสช.มาทำงาน ใครที่เคยทำงานกับ คสช.แล้วไม่มีงานทำก็ไปฝากให้เป็น ส.ว.ที่มีอำนาจเลือกนายกฯ และตามจิกรัฐบาลให้ทำตามแผนปฏิรูปประเทศ

ในฐานะผู้ถูกยึดอำนาจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็ออกมาโพสต์เหน็บ พล.อ.ประยุทธ์สักที ซึ่งก่อนหน้านี้ ราวปี 61 น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็ออกมาโพสต์กระตุ้น “บิ๊กตู่” ไปรอบนึงแล้วว่า เห็นว่าจะทำปรองดองก็ไม่เห็นทำอะไร เราเลยเห็นสภาพ “การทำการปรองดอง” เหมือนเสียไม่ได้ที่รัฐบาลก็ส่งทหารไปรับฟังความเห็น แล้วก็สรุปออกมาเป็นมาสคอตน้องเกี่ยวก้อยที่ชาวบ้านเรียกตุ๊กตาผีแม่ผ่อง...แล้วจากนั้นความขัดแย้งในประเทศเป็นอย่างไรก็เห็นกัน

พอมาวันนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็หยิบเอาเพลง “เราจะทำตามสัญญา ขอเวลาอีกไม่นาน” ที่ตอนตั้ง คสช.ใหม่ๆ เปิดกันจนหลอนประสาทมาทางถาม “บิ๊กตู่” ว่า “ได้ทำตามสัญญารึยัง” 7 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียโอกาส ทั้งการแข่งขันด้านเศรษฐกิจ ปัญหาการว่างงาน คุณภาพชีวิตแย่ลง สิทธิเสรีภาพถูกลิดรอนปิดกั้น ซึ่งรู้สึกเจ็บปวดใจ ที่เมื่อเวลาผ่านไป คำสัญญา และเหตุผลที่ใช้อ้างเพื่อรัฐประหาร จนถึงวันนี้ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำได้



อีกคนที่ออกมาแสดงความเห็น คือ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองที่ดูเหมือนรัฐบาลนี้ชอบจองล้างจองผลาญมากที่สุด จะเผยออะไรขึ้นมาก็ต้องเหยียบให้ราพณาสูรกันไปข้าง ก็แสดงความเห็นในประเด็นที่คิดว่าโดนใจพวกเสรีนิยมใหม่ ที่ถือว่า “คนเท่ากัน” ว่า หลังจากการทำรัฐประหารก็จะมีการจัดสรรดุลอำนาจ มีการจัดสรรผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเสียใหม่ในหมู่อภิสิทธิ์ชน..แบบว่าคนรวยหน้าเดิมๆ ก็เข้าหารัฐเพื่อการจัดสรรทรัพยากร

กฎระเบียบ ออกนโยบายต่างๆ มากมายเพื่อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุน อาทิ การให้เช่าที่ดินโรงงานยาสูบและที่ดินบริเวณศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ให้กลุ่มบริษัทไทยเบฟ การปล่อยให้มี การควบรวมกิจการระหว่างซีพีกับเทสโก้ ซึ่งถูกมองเป็นการผูกขาดการค้าปลึก การใช้ ม.44 ยกเลิกกฎระเบียบต่างๆ มากมาย จน ทำให้คิง เพาเวอร์ สามารถได้สัมปทานสินค้าปลอดภาษี ในสนามบินฉบับใหม่ไป การต่อรถไฟฟ้าสายสีทองไปหยุดลงตรงห้างไอคอนสยาม เป็นต้น

“เราต้องอย่าลืมว่ากลุ่มทุนใหญ่ๆ หลายกลุ่มเคยเข้าร่วมสนับสนุนรัฐบาลที่มาจากการทำรัฐประหาร ภายใต้ชื่อโครงการ “ประชารัฐรักสามัคคี” ซึ่งเขาต้องการการคุ้มครองปกป้องจากรัฐ เพื่อให้ตัวเองผูกขาดธุรกิจได้ต่อไป เพื่อให้กฎหมายที่ปกป้องกลุ่มธุรกิจของพวกเขา การแข่งขันทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้รับการคุ้มครองต่อไป สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เอกชนขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไม่มีช่องทางทำมาหากิน ถูกเบียดเบียนเอารัดเอาเปรียบ”



“ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจในสังคมไทยไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่ได้รับผลกระทบมาจากนโยบายของรัฐ ในปี 2559 คนรวยที่สุด 1% ของประเทศไทยครอบครองทรัพย์สินในประเทศ 58% ในปี 2561 คนรวย 1% นี้ครอบครองทรัพย์สินเพิ่มจาก 58% ของประเทศเป็น 66.9% ของประเทศ ไม่ใช่เพียงแค่นี้ การอุดหนุนสนับสนุนเกื้อกูลกันระหว่างรัฐบาลรัฐประหาร และบริษัทขนาดใหญ่ในประเทศ ยังล่วงเลยมาถึงช่วงเวลาของสถานการณ์ที่เกิดวิกฤติโควิดด้วย”

ข้างฝ่ายรัฐบาลเอง เขาก็ตอบโต้ว่า ไม่ใช่ไม่มีผลงาน นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นี่ลอกสโลแกนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ มาอ้างเลยว่า รัฐบาลประยุทธ์ 7 ปีซ่อม คือซ่อมซากปรักหักพังจากสิ่งที่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำไว้ โดยเฉพาะ ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น และ 7 ปีสร้าง คือรัฐบาลกำลังปฏิรูปประเทศในทุกด้าน เช่น ปฏิรูปโครงสร้างพื้นฐาน ปฏิรูปขนส่งทางราง สร้างสถานีกลางบางซื่อ  

ปฏิรูปการเชื่อมโยงรถ-เรือ-ราง เร่งสร้างรถไฟฟ้าหลายสาย เรือสมาร์ทเฟอรี่เจ้าพระยา ปฏิรูปคุณภาพชีวิตชาวชุมชน เช่น ชุมชนแฟลตดินแดง ชุมชนริมคลองลาดพร้าว คลองเปรมประชากร ปฏิรูปบริหารจัดการระบบน้ำ ปฏิรูปแนวทางแก้ปัญหาเมืองหลวง เช่น แก้ไขน้ำท่วมกรุงเทพฯ ด้วยอุโมงค์ยักษ์ กทม. แก้ไขรถติด-มลพิษเมืองหลวง ด้วยรถเมล์เอ็นจีวี ทำโครงการคลองสวยน้ำใส ทั้งคลองโอ่งอ่าง คลองหลอด คลองผดุงกรุงเกษม คลองมหานาค 

แก้ปัญหาให้ผู้มีรายได้น้อย เพิ่มวงเงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด คนชรา คนพิการ ปราบหนี้นอกระบบ ปรับกฎหมายทวงหนี้ ให้มีการคืนโฉนดที่ดิน ปฏิรูปสู่ยุคดิจิทัล โดยทำระบบคลาวด์กลางภาครัฐ โครงการไทยแลนด์ 4.0 ปรับเป็นรัฐบาลดิจิทัล วางโครงสร้างพื้นฐาน 5 จี ปฏิรูปประกันสุขภาพโดยเพิ่มสิทธิและเพิ่มวงเงิน ปฏิรูปการศึกษา โดยตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) และ โครงการชิ้นโบแดงคือ ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี



ขณะที่ นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ก็มาแบบอินเตอร์ คือยืนยันว่า ไทยยังคงเป็นประเทศที่น่าสนใจและได้รับการจัดอันดับที่ดี มีความน่าเชื่อถือ และเป็นที่น่าสนใจในสายตาต่างชาติ โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่น่าสนใจด้านเศรษฐกิจ และการลงทุนจากหลายๆหน่วยงานในระดับโลก อาทิเป็น อันดับ 1 ตลาดเกิดใหม่ที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2564 จากการจัดอันดับของ Bloomberg Study (1st in Bloomberg’s Emerging) 

เป็น อันดับ 1 ประเทศที่มีความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจน้อยที่สุดในโลกประจำปี 2563 จากการจัดอันดับของ Bloomberg Survey (1st least miserable country for 2020) เป็นอันดับ 1 ประเทศที่เหมาะกับการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดประจำปี 2563 จากการจัดอันดับโดยสำนักข่าว US News (Best Countries to Start a Business 2020) และเป็นอันดับ 2 ประเทศที่น่าเข้ามาลงทุนประจำปี 2563 จัดอันดับโดยสำนักข่าว US News (Best Countries to Invest In 2020) คะแนนความยากง่ายในการประกอบธุรกิจปี 63 ได้ที่ 21 และก็มีการจัดลำดับมุมมองทางเศรษฐกิจต่อไทยอีกหลายรายการที่ถูกยกมาอ้าง



และที่เชิดหน้าชูตาที่สุดยังมาพูดกัน (แม้ว่าตอนนี้คนจะวิจารณ์กันขรม) คือ ไทยยังได้รับการจัดอันดับเกี่ยวกับด้านสาธารณสุขที่น่าชื่นชม อาทิ อันดับ 1 ประเทศที่ฟื้นตัวและรับมือกับการระบาดของโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด จากข้อมูลดัชนีโควิด-19 ระดับโลก จัดอันดับโดยสถาบัน PEMANDU และ อันดับ 4 จากทั้งหมด 98 ประเทศ ที่จัดการกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประจำปี 2563 จัดอันดับโดยสถาบัน Lowy Institute อันดับ 6 ประเทศที่มีความมั่นคงด้านสุขภาพ ประจำปี 2562 จัดอันดับโดยมหาวิทยาลัย John Hopkins University Research และอันดับ 8 ประเทศที่มีระบบสาธารณสุขที่ดีที่สุด ประจำปี 2564 จัดอันดับโดย Numbeo Surve
               
มันก็เป็นเรื่องการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างก็บลัฟกันเองเรื่องใครมีผลงานไม่มีผลงาน ก็คงบอกได้แค่ว่า ตามชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลนี้ ว่า คิดว่าเขา “ทำตามสัญญา” รึยัง.
 
.........................................
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”...


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น