อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 มิถุนายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พุธที่ 16 มิถุนายน 2564

"โคมไฟโปรเจคเตอร์" รู้ไว้ไม่มีพลาด!

"รู้ก่อนเหยียบ" พาไปทำความรู้จักกับ "โคมไฟโปรเจคเตอร์" อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เห็นในรถยนต์เกือบทุกคัน รับรองรู้ไว้ไม่มีพลาดแน่นอน! ศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2564 เวลา 08.00 น.


ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็มักจะเห็นรถยนต์ที่ติดตั้ง "โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์" กันอย่างแพร่หลายจนรถยนต์บางรุ่น ก็กลายเป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ติดตั้งมาจากโรงงานกันเลยทีเดียว แต่อันที่จริงแล้วมันคืออุปกรณ์อะไรกัน?

"โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์" คือลักษณะของโคมไฟหน้ารถยนต์ ที่มีเลนส์เป็นตัวรวมแสงสว่างจากหลอด และสามารถบังคับให้แสงไปในทิศทางที่กำหนด ไม่ว่าจะใช้หลอดไฟฮาโลเจนหรือชุดไฟซีนอน ซึ่งต่างจากโคมไฟธรรมดา ซึ่งจะมี รีเฟล็กเตอร์ ทำมุมกันคอยสะท้อนแสงจากหลอด ให้ไปในทิศทางเดียวกัน แต่ก็ยังมีแสงบางส่วนที่สามารถฟุ้งกระจายไปแยงตาเพื่อนร่วมทาง 

เทคนิคควรรู้
-โคมไฟโปรเจคเตอร์ สามารถใช้ได้ทั้งกับหลอดฮาโลเจน และชุดไฟซีนอน
-โคมไฟโปรเจคเตอร์ สามารถติดตั้งเพิ่มได้ในโคมไฟรถยนต์เกือบทุกรุ่น
-โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ แรกเริ่มเดิมทีถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อรวมแสงไฟให้เป็นระเบียบเท่านั้น แต่ระยะหลังมักถูกจับคู่กับ ไฟซีนอน เพื่อลบการฟุ้งกระจายของแสงอันเป็นปมด้อยของไฟซีนอน ซึ่งโดยรวมก็ออกมาดี ให้แสงคม-ไม่ฟุ้ง แต่ควรเลือกอุณหภูมิสีไม่เกิน 6,000 K เพราะใช้งานได้จริง ไม่สร้างความรำคาญให้เพื่อนร่วมทาง

การเลือกค่าอุณหภูมิสีหรือค่า K (Kelvin) และค่าความสว่าง (Lumen) ของหลอดซีนอน
"ค่า K" เป็นค่าอุณหภูมิของแสงไม่ใช่ค่าความสว่าง ค่า K ยิ่งสูง สียิ่งขาวขึ้น พอเลยจุดที่ขาวที่สุดก็จะเริ่มเปลี่ยนสีเป็นฟ้า เป็นสีม่วง เป็นชมพูตามลำดับ และเมื่อสูงจนเกินไปจะฟุ้งกระจายสร้างความรำคาญและลดทัศนวิสัยการมองเห็นของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทาง ส่วนค่าความสว่างมีหน่วยเป็น Lumen ค่ายิ่งสูงยิ่งสว่างยิ่งมองเห็นชัดเจน

สำหรับ "ค่า K" ที่ให้ค่าความสว่างสูงสุดอยู่ที่ราวๆ 3,000 K จะได้ค่าความสว่างอยู่ที่ราวๆ 4,200 Lumen แต่แสงออกสีเหลืองซึ่งถ้านำมาใช้งานเป็นไฟหน้ารถปกติจะผิดกฎหมาย โดยสามารถใช้เป็นสปอตไลต์ได้ แต่ต้องเปิดเมื่อมีเหตุอันควรเท่านั้น ส่วนค่า K ที่ให้ค่าความสว่างสูงสุดโดยไม่ผิดกฎหมายควรเป็นค่าเดียวกันกับที่โรงงานผลิตรถยนต์ติดตั้งให้กับรถรุ่นที่มีโคมไฟซีนอนเป็นมาตรฐาน โดยประมาณราวๆ 4,300 Kจะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ3,800 Lumen

เปรียบเทียบสัดส่วนอุณหภูมิสีหรือค่า K (Kelvin) และค่าความสว่าง (Lumen)
ที่อุณหภูมิสี 3,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 4,200 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 4,300 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 3,800 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 5,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 3,600 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 6,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 3,400 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 8,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 2,700 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 10,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 2,200 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 12,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 2,000 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 15,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 1,800 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 17,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 1,600 Lumen
ที่อุณหภูมิสี 20,000 K จะได้ค่าความสว่างที่ประมาณ 1,400 Lumen

ส่วนเรื่องสีของแสง
ที่ค่า 1,000-2,400 K จะได้แสงสีอมเหลืองถึงเหลือง พบในหลอดฮาโลเจน
ที่ค่า 3,000 K จะได้แสงสีเหลืองนิยมติดในไฟตัดหมอกหน้า
ที่ค่า 3,800-6,000 K จะได้แสงสีขาวนวลอมเหลือง (หลอดไฟที่ติดรถจากโรงงานมีค่า 4,300 K)
ที่ค่า 7,000-8,000 K จะได้แสงสีขาวนวล
ที่ค่า 10,000 K จะได้แสงสีขาวอมฟ้า
ที่ค่า 12,000 K จะได้แสงสีฟ้าอ่อน
ที่ค่า 15,000-16,000 K จะได้แสงสีฟ้าเข้ม
ที่ค่า 17,000-18,000 K จะได้แสงสีอมม่วง
ที่ค่า 20,000 K จะได้แสงสีชมพู

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว หากพบว่าอุปกรณ์รถยนต์มีปัญหา ก็สามารถซื้อหา "โคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์" มาแก้ไขได้โดยไม่มีพลาดอย่างแน่นอนครับ...

..............................
คอลัมน์ : รู้ก่อนเหยียบ 
โดย "ช่างเอก"
ติดต่อสอบถามข้อมูลโดยตรงที่ changaek_106@hotmail.com

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น