อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564

ญี่ปุ่นฉีดช้า

ญี่ปุ่นเริ่มต้นการฉีดวัคซีนโควิด-19 มาตั้งแต่กลางเดือนก.พ.ที่ผ่านมา หลายเดือนตามหลังสหรัฐอเมริกาและอีกหลายประเทศ ส่วนหนึ่งเพราะการจัดส่งวัคซีนของไฟเซอร์ให้ล่าช้า โดยเฉพาะวัคซีนจากยุโรป แต่เมื่อแก้ปัญหาตรงนี้ได้แล้ว ญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นประเทศที่จัดฉีดวัคซีนให้ได้ล่าช้าที่สุด ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ศุกร์ที่ 28 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.

เจ้าหน้าที่บอกอีกว่า ส่วนหนึ่งเพราะขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์สำหรับการฉีดวัคซีน แต่นายกรัฐมนตรีโยชิฮิเดะ ซึงะ ให้คำมั่นว่า จะฉีดวัคซีนให้กับผู้ใหญ่ทุกคนให้ได้ภายในสิ้นเดือนก.ย.นี้ แต่เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า ต้องต้นปีหน้าถึงจะทำได้ เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ ในช่วงสองเดือนก่อนแข่งโอลิมปิก ในเดือนก.ค.นี้

เหตุผลอีกอย่างคือ ญี่ปุ่นต้องให้มีการทดลองทางคลินิกในประเทศ ซึ่งวัคซีนของไฟเซอร์นั้นทดลองในต่างประเทศ ซึ่งหลายสิบประเทศได้ยอมรับผลการทดลองในหลายประเทศของไฟเซอร์ ตั้งแต่เดือนพ.ย.ปีที่แล้ว และเริ่มฉีดหลังจากนั้น แต่การทดลองในญี่ปุ่นต้องใช้เวลามากกว่านั้น แม้ว่ารัฐบาลจะใช้เวลาแค่ 2 เดือนอนุมัติให้ใช้งานฉุกเฉินได้ เร็วกว่าการพิจารณาโดยปกติซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 ปี และยังมีอีก 2 วัคซีนของโมเดอร์นา และแอสตราเซเนกา ได้รับการรับรองแล้วเช่นกัน


Nippon TV News 24 Japan

คนในญี่ปุ่นมักจะเคลือบแคลงสงสัย เกี่ยวกับยาผลิตในต่างประเทศ โดยเฉพาะวัคซีน เพราะคนญี่ปุ่นต้องการความชัดเจนเรื่องความปลอดภัยเมื่อใช้งาน

การทดลองกับคนหลายประเทศของวัคซีนไฟเซอร์นั้น เริ่มตั้งแต่ก.ค.ถึงพ.ย.ปีที่แล้ว ทดลองในคน 44,000 คนใน 6 ประเทศ ในจำนวนนี้มีเอเชีย 2,000 คน แต่ญี่ปุ่นต้องการให้ทดลองกับคนญี่ปุ่น 160 คน ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าตัวเลขน้อยเกินไป และทำให้ล่าช้า

เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของญี่ปุ่นต้องปกป้องความล่าช้า ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความมั่นใจในตัววัคซีน เพราะหลายสิบปีที่ผ่านมา คนญี่ปุ่นไม่มีความเชื่อมั่นในวัคซีนเลย ส่วนใหญ่เพราะเกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ รัฐบาลญี่ปุ่นเคยต้องยกเลิกคำสั่งบังคับฉีดวัคซีน เพราะศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้วว่า ต้องรับผิดชอบกรณีเกิดผลข้างเคียงที่เกี่ยวข้องกับวัคซีน

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ญี่ปุ่นมีวัคซีนไว้ในครอบครองอย่างเพียงพอ 344 ล้านโดส สำหรับฉีดให้กับประชากรทั้งหมดจนถึงสิ้นปีนี้ แยกเป็นไฟเซอร์ 194 ล้านโดส แอสตราเซเนกา 120 ล้านโดส และโมเดอร์นาอีก 50 ล้านโดส

หลายบริษัทของญี่ปุ่นและองค์กรก็ได้หาทางคิดค้นพัฒนาวัคซีนขึ้นมาเช่นกัน บางรายอยู่ระหว่างการทดลองทางคลินิก เช่น ชิโอโนงิ แอนด์ โค บอกว่า หวังจะได้รับการพิจารณารับรองภายในสิ้นปีนี้


Nippon TV News 24 Japan

ผู้เชี่ยวชาญบอกด้วยว่า การพัฒนาวัคซีนในญี่ปุ่นไม่ค่อยเป็นที่นิยม เพราะความเสี่ยง กระบวนการใช้เวลาและขาดงบประมาณสนับสนุนจากภาครัฐ

ญี่ปุ่นยังได้เปิดศูนย์จัดฉีดวัคซีนขนาดใหญ่ 2 แห่งที่โตเกียวกับโอซากา มุ่งเป้าที่จะฉีดให้กับประชากรสูงวัยเป็นสำคัญ ก่อนที่จะถึงการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก โตเกียว 2020 ในเดือนก.ค.ที่จะถึงนี้ ศูนย์ที่โตเกียวจะเปิดฉีด 12 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อฉีดวัคซีนให้ได้วันละ 10,000 คนเป็นอย่างน้อย และที่โอซากาจะฉีดให้ได้วันละ 5,000 คน

แต่ข้อมูลตัวเลขที่รอยเตอร์รวบรวมมานั้นบอกได้ว่า 4.4% ของประชากร 125 ล้านคนของญี่ปุ่น ได้วัคซีน 1 เข็มไปแล้ว น้อยมากในกลุ่มประเทศร่ำรวย สาเหตุมาจากความล่าช้าในการจัดส่งวัคซีนนำเข้า ที่พัฒนาโดยไฟเซอร์ร่วมกับไบโอเอ็นเทค แต่แม้จะแก้ปัญหาการจัดส่งได้แล้ว แต่ก็มีอุปสรรคสำคัญเรื่องการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ สำหรับการจัดฉีดและความบกพร่องของระบบสำรอง

ศูนย์จัดฉีดวัคซีนสำหรับผู้สูงอายุจะใช้วัคซีนของโมเดอร์นา ซึ่งผ่านการอนุมัติแล้วเช่นเดียวกับแอสตราเซเนกา ส่วนของจอห์นสันแอนด์จอห์นวัคซีนเข็มเดียว ก็ได้ยื่นคำร้องขออนุมัติรับรองแล้ว คาดว่าจะสามารถจัดส่งให้ได้ราวต้นปีหน้า.

-------------------


เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AP


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 52