อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 29 กรกฎาคม 2564

  4ไม้เด็ดฝ่ายค้าน!ชำแหละงบฯ65

นับถอยหลังอีกไม่กี่วันที่ ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2565 จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ที่กำหนดไว้ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. และ 1-2 มิ.ย.นี้ ซึ่งการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบฯ65ครั้งนี้ ฝ่ายค้านได้เวลา 22 ชั่วโมง เท่ากับฝ่ายรัฐบาล เสาร์ที่ 29 พฤษภาคม 2564 เวลา 07.00 น.


และมีหลายเรื่องที่น่าจับตาในการใช้งบของรัฐบาลครั้งนี้ “ทีมการเมืองเดลินิวส์”  จึงมาสนทนากับ “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” ส.ส. น่าน พรรคเพื่อไทย ถึงท่าทีของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ต่อการอภิปรายฯครั้งนี้ว่า  จะมีไม้เด็ดอะไรซ่อนอยู่ และเพื่อให้เม็ดเงินที่มาจากภาษีประชาชนนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในช่วงเวลาประเทศอยู่ในสภาวะวิกฤติเช่นนี้
           
โดย “นพ.ชลน่าน” เปิดฉากกล่าวว่า  ไส้ในของเนื้อหาสาระในร่างพ.ร.บ.งบประมาณปีนี้ ถือเป็นปีแรกที่มีเม็ดเงินงบประมาณตั้งอยู่ที่ 3.1 ล้านล้านบาท ลดกว่าปีที่ผ่านมาที่ตั้งไว้ที่ 3.3 ล้านล้านบาท หรือลดไป 2 แสนล้านบาท หากย้อนดูไปในอดีตไม่เคยมีปีไหนที่งบประมาณลดลง มีแต่งบประมาณจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10-20 % ส่วนเหตุผลที่งบประมาณปีนี้ลดลงนั้น เป็นเพราะความสามารถในการจัดเก็บรายได้ไม่ได้มากพอ เพื่อจัดทำงบประมาณ เนื่องจากรัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้แค่ 2.4 ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับปีที่แล้วจัดเก็บรายได้ 2.6 ล้านล้านบาท


 
ดังนั้นยุทธศาสตร์การจัดทำงบประมาณปีนี้ จึงเป็นลักษณะการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล จึงจำเป็นต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อชดเชยความขาดดุล การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ ฯวาระแรกรับหลักการ ส่วนใหญ่พรรคฝ่ายค้านมักจะงดออกเสียง ปล่อยให้เสียงข้างมากเห็นชอบรับหลักการ เพื่อนำไปแก้ไขในวาระ 2 กรณีที่มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อปรับเม็ดเงินให้สอดคล้องเหมาะสม ซึ่งปีนี้พรรคร่วมฝ่าค้าน โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย มีสิ่งที่จะบอกกับสภาว่า จะเห็นชอบและรับหลักการหรือไม่ มีข้อพิจารณาประกอบ 4 เหตุผลสำคัญ
 
เหตุผลแรก ที่ฝ่ายค้านต้องพิจารณา คือ รัฐบาลมีความสามารถในการบริหารงบประมาณ นำเม็ดเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและประเทศชาติหรือไม่ แต่สิ่งที่เราพบข้อเท็จจริง คือ รัฐบาลไร้ประสิทธิภาพล้มเหลวหมดทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เศรษฐกิจพังทลาย แค่นี้ก็วัดเรื่องความสามารถในการบริหารจัดการงบประมาณแล้ว ประกอบกับเราเคยอนุมัติพ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท ไปใช้เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 ปรากฎว่า ไม่มีมรรค ไม่มีผลใดๆ เลย เหมือนตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ไม่มีการฟื้นฟูเศรษฐกิจ เม็ดเงินส่วนใหญ่อยู่ที่การเยียวยาหมด
 


เหตุผลที่สอง เรื่องการจัดทำงบประมาณ รัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้ตามที่คาดการณ์ ถ้าเก็บเงินไม่ได้จะเอาเม็ดเงินไหนมาจัดตั้งงบประมาณ เพราะขณะนี้ก็เกินเพดานเงินกู้แล้ว
 
หตุผลที่สาม ความสอดคล้องและความเหมาะสมของงบประมาณปี 65 จะจัดทำบนพื้นฐานวิธีคิดเดิมๆ ซึ่งไม่ตอบโจทย์แก้ไขปัญหาประเทศไม่ได้ หลายกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ถูกลดงบประมาณมากกว่ากระทรวงที่เกี่ยวกับความมั่นคง โดยรายละเอียดเราจะเจาะลึกลงไป และสามารถหยิบเม็ดเงินแต่ละกระทรวงขึ้นมาอภิปรายฯให้เห็นภาพ
 
เหตุผลที่สี่ นอกจากจัดงบประมาณไม่สอดคล้องกับปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองแล้ว ยังจัดงบประมาณส่อไปในทางที่จะหาผลประโยชน์เอื้อพวกพ้องนำพาสู่ช่องทางของการทุจริต ซึ่งเราจะหยิบขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพใหญ่ๆ แต่จะไม่เจาะลึกเหมือนกับอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะจะเก็บหลักฐานไว้รอการอภิปรายไม่ไว้วางใจ


 
ถ้าประมวลด้วย 4 เหตุผลหลัก พิจารณาข้อเท็จจริงและเหตุผล งบประมาณปี 65 วาระ 1 ไม่ควรผ่านสภาและไม่รับหลักการ หรือคว่ำได้เลย หมายความว่า เราไม่วางใจให้บริหารงบประมาณต่อไป นี่ก็คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจย่อมๆ แต่จะไม่เจาะลึกเรื่องพยานหลักฐานต่างๆ
 
@  เท่ากับฝ่ายค้านพยายามชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา บริหารราชการแผ่นดินล้มเหลวมาโดยตลอด ตั้งแต่การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกแรกจนถึงปัจจุบัน จนกระทั่งการจัดทำร่างพ.ร.บ.ประมาณหรือไม่
 
การบริหารราชการแผ่นดินเป็นภาพใหญ่ แต่เม็ดเงินเป็นปัจจัยในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเราจะเจาะลึกไปตรงนี้เลยว่า คุณไม่สามารถบริหารเงินแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้ ไม่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและความผาสุกของประชาชน เราไม่ไว้วางใจคุณ
 
 


@ ถ้าไม่ไว้วางใจพล.อ.ประยุทธ์ เพื่อแก้ไขวิกฤติของประเทศ มองว่าจะมีทางออกหรือหนทางใดให้กับประเทศอย่างไรบ้าง
 
เหตุของปัญหาที่เราสรุปได้เป็นคำตอบชัดแล้วว่า พล.อ.ประยุทธ์ คือ “ตัวปัญหา” ดังนั้นการแก้ไขปัญหาที่ดีต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีอยู่ 2 วิธี ได้แก่ วิธีที่แรก พล.อ.ประยุทธ์ ยอมรับว่าไม่มีความรู้ไม่มีความสามารถ ออกจากตำแหน่งนั้น และให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำหน้าที่แทน ส่วนวิธีที่สอง หาก พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ออก จะต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการวิธีการในการบริหารจัดการใหม่ทั้งหมด คุณจะทำไหม ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้เสนอมาโดยตลอดผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจและญัตติทั่วไป

@ ส่วนใครคือบุคคลที่เหมาะสมที่สุดเพื่อเข้ามาแก้ไขวิกฤตินี้ หากพล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจลาออกจริง
 
ตอบแบบตรงๆ ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ แต่ไม่ต้องห่วงเพราะมันมีกลไกลอยู่แล้ว ถ้ายุบสภาแน่นอนว่าประชาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งใหม่ ใครได้รับเสี่ยงข้างมากก็จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา และเลือกนายกฯตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่ยุบสภาแต่ลาออก สภาต้องเข้าสู่กระบวนการหาผู้นำคนใหม่ ส่วนจะเป็นคนในหรือคนนอกก็เป็นไปตามเงื่อนไข หากเลือกคนในที่พรรคการเมืองเสนอชื่อไว้ไม่ได้ จึงจำเป็นต้องเปิดโอกาสให้คนที่ไม่อยู่ในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเข้ามาเป็นตัวเลือกได้ ดีกว่ายึดอำนาจแล้วตั้งคนขึ้นมาเป็น  ซึ่งเป็นไปตามวิถีของระบอบประชาธิปไตย ถึงแม้รัฐธรรมนูญที่เขียนไว้จะไม่เป็นประชาธิปไตยก็ตาม



@ ส่วนบัญชีรายชื่อนายกฯของแต่ละพรรคการเมือง แม้ว่าบางท่านจะลาออกจากพรรคการเมืองนั้นๆ แล้ว ยังมีโอกาสอยู่หรือไม่

 
แม้ว่าจะไม่ได้อยู่ในพรรคการเมือง แต่สิทธิการเสนอชื่อเป็นนายกฯยังคงอยู่ เพราะไม่มีกฎหมายใดๆ ไปยกเลิก ยกตัวอย่าง หากพรรคเพื่อไทยยังยืนยันว่า จะเสนอรายชื่อ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ และนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เป็นนายกฯ แม้ลาออกจากพรรคไปแล้วก็สามารถทำได้ แต่มีข้อถกเถียงประเด็นเดียว ว่า คนที่ถูกใช้บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองแล้วจะกลับมาเป็นนายกฯได้อีกหรือไม่ เช่น พล.อ.ประยุทธ์ ในบัญชีรายชื่อนายกฯของพรรคพลังประชารัฐ แต่ส่วนตัวมองว่าทำไม่ได้ เพราะบัญชีรายชื่อถูกใช้ไปแล้ว ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะถูกกลับเข้ามาอีกครั้ง


 
@ กรณีที่กลุ่มการประชาชนคนไทย นำโดยนายนิติธร ล้ำเหลือ ได้เสนอชื่อ นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เป็นนายกฯคนนอกนั้น
 
สามารถทำได้ เพราะอยู่ในเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญกำหนด ส่วนจะเหมาะสมหรือไม่ขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากโหวต 2 ใน 3 ของที่ประชุมร่วมรัฐสภา
 
 

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 95