อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564

50 ปี เพนตากอนเปเปอร์ วันที่สื่อท้าทายอำนาจรัฐ!

ปีนี้ เดือนนี้ นิวยอร์ก ไทมส์ จัดทำสกู๊ปพิเศษข่าวเจาะที่เป็นตำนานจารึกของพวกเขาเอง นั่นก็คือ เพนตากอนเปเปอร์ ซึ่งครบรอบการนำเสนอข่าวเจาะชิ้นนี้ครบ 50 ปีพอดี พุธที่ 16 มิถุนายน 2564 เวลา 12.00 น.


เพนตากอน เปเปอร์ คือเอกสารรัฐการที่ โรเบิร์ต แมคนามารา รมว.กลาโหมในสมัยของประธานาธิบดีจอห์น เอฟ. เคนเนดี และลินดอน บี จอห์นสัน ได้สั่งให้นักวิชาการนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านกองทัพลงพื้นที่ในสงครามเวียดนาม เพื่อเก็บข้อมูลมาเขียนไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รู้ว่า รัฐบาลปัจจุบันมีมุมมองความผิดพลาดในสงครามเวียดนามอย่างไรบ้าง

เอกสารนี้ถูกเก็บไว้เปิดในอนาคต แต่สงครามเวียดนามนั้นนำมาซึ่งความสูญเสียของกองทัพอเมริกันอย่างมาก ในช่วงเวลาที่สงครามปะทุ สังคมอเมริกากำลังเดือดเรื่องการเรียกร้อง สิทธิพลเมืองของคนดำ พวกเขาถูกเหยียดผิวถูกกฎหมายบังคับให้แยกกันอยู่กับคนผิวขาว ได้รับการปฏิบัติเหมือนพลเมืองชั้น 2 แต่พอถึงเวลาสงคราม พวกเขากลับถูกเกณฑ์ทหารให้ไปรบในเวียดนามอันห่างไกลบ้านเกิดของพวกเขามาก



กระทรวงกลาโหมให้หน่วยงานเอกชนมาจัดทำเอกสารเกี่ยวกับสงครามเวียดนามไว้ เพราะมีความชำนาญมากกว่า พนักงานคนหนึ่งของบริษัทแห่งนี้ ตัดสินใจทยอยนำเอกสารออกมาถ่ายเอกสารไว้เป็นจำนวนมาก ค่อย ๆ แอบทำ จนถึงจุดหนึ่งเขาก็มีเอกสารลับนี้อย่างครบถ้วน ซึ่งความจริงเป็นเรื่องผิดกฎหมายเพราะเอกสารฉบับนี้ไม่อนุญาตให้เผยแพร่ในช่วงนั้นเด็ดขาด ต้องผ่านไปกี่ปีตามกฎหมายถึงจะเผยแพร่ได้ พนักงานที่ชื่อว่า “ดาเนี่ยล เอลส์เบิร์ก” มีสิทธิถูกจับติดคุกข้อหาจารกรรมได้

เดิมที่เอลส์เบิร์กต้องการนำเอกสารนี้ให้กับ วุฒิสมาชิกเพื่อตีแผ่เรื่องราว เนื่องจากเอกสารได้ชี้ว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีทางชนะสงครามเวียดนามได้เลย ยิ่งถมทหารไป ยิ่งทุ่มงบประมาณไป ก็ไม่อาจซื้อใจคนเวียดนามได้เลย แน่นอนว่าเวียดนามใต้จะต้องแตกแพ้ให้กับเวียดนามเหนือในไม่ช้า

ปัญหาคือ ผู้นำรัฐบาลในตอนนั้นก็รู้ว่าสงครามเวียดนามจบลงที่อเมริกาไม่ชนะแน่ แต่ก็ไม่มีใครกล้ายุติสงคราม เกียรติภูมิของกองทัพ ชาติมหาอำนาจมันค้ำคอ จะมาแพ้ยอมยกธงขาวให้กับชาติเล็ก ๆ ไม่ได้เด็ดขาด เสียหน้าอเมริกาและเสียเชิงศักดิ์ศรีในบริบทสงครามเย็นอย่างมาก จึงทุ่มงบประมาณซื้อเวลาการทำสงครามไปเรื่อย ๆ



นี่คือสิ่งที่เอลส์เบิร์กยอมไม่ได้เด็ดขาด เพราะการซื้อเวลา ทำให้มีทหารอเมริกันตายมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับคนเวียดนาม ในอเมริกาการประท้วงสงครามเวียดนามหนักมาก แต่วุฒิสมาชิกก็ไม่กล้ากับเอกสารนี้เพราะมันเป็นชั้นความลับ ในตอนนั้นเอลส์เบิร์ก ซึ่งเคยลงพื้นที่สังเกตการณ์สงครามเวียดนามจริง ๆ ได้รู้จักกับ นีล ชีแฮน นักข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ ที่ไปทำข่าวในเวียดนาม จึงติดต่อนัดพบ และพูดคุยว่าเขามีเอกสารบางอย่างอยู่ที่ชี้ว่าอเมริกาไม่อาจชนะสงครามเวียดนามได้

ชีแฮนรู้เลยว่ากำลังได้ข่าวใหญ่ ชีแฮนขออ่านเอกสารฉบับนั้น เอลส์เบิร์กตอนแรกให้ชีแฮนถ่ายเอกสาร แต่ต่อมาก็ไม่ให้ถ่าย แต่ชีแฮนแอบเอาเอกสารฉบับนี้ไปทำสำเนาเอง โดยสัญญากับเอลส์เบิร์กว่านิวยอร์ก ไทมส์จะตีพิมพ์เอกสารนี้

การทำงานเริ่มขึ้น ทางหัวหน้าโต๊ะข่าวรู้เรื่อง ก็สั่งลงทุนเช่าโรงแรมให้ทีมข่าวทำงาน ซื้อตู้เซฟ หลังจากช่วงแรกอ่านกันเองที่บ้านแล้วพบว่าเอกสารเยอะมาก ต้องใช้เวลาอ่านเพื่อหาประเด็นการเขียน จากนั้นได้ระดมนักข่าวมาช่วย แจ้ง บก.ให้รับทราบ จากนั้นก็ได้เลือกหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งมาทำงานในฐานะนักวิจัยให้กับนิวยอร์ก ไทมส์ ซึ่งเป็นช่วงแรก ๆ ที่องค์กรข่าวจ้างนักวิจัย มาตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา

วิธีการชวนเธอมานั้น น่าสนใจมาก คือพวกเขาซึ่งหมายถึงหัวหน้าข่าวที่เป็นผู้ชาย เรียกเธอมาที่ห้องเพื่อพบ จากนั้นก็ประกบซ้ายขวา พาเธอออกจากสำนักงานนิวยอร์ก ไทมส์ พาขึ้นแท็กซี่ บอกที่หมาย “โรงแรมฮิลตัน” แล้วเมื่อไปถึงก็พาขึ้นลิฟต์ กว่าเธอจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร ก็ตอนเข้าไปในห้อง หัวหน้าข่าวเลยบอกว่า พวกเขามีเอกสารลับของรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งเป็นของกระทรวงกลาโหมเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม จึงอยากให้เธอช่วยดูความถูกต้องของข้อมูลหน่อย



หญิงสาวโอเค นี่เป็นงานยิ่งใหญ่ในชีวิตคนข่าวมีไม่กี่คนจะได้ทำงานแบบนี้ เธอลงทุนทำงานอย่างเต็มที่ ข้อมูลจำนวนมหาศาล ที่ต้องหาหลักฐานมายืนยันนอกเหนือเอกสารด้วย

เรื่องตลกก็คือหลังเพนตากอนเปเปอร์ได้ตีพิมพ์ไป ทีมข่าวทั้งหมดได้รับการเขียนชื่อใต้บทความทุกคน ยกเว้นหญิงสาวคนนี้ ผ่านไป 50 ปี คนข่าวนิวยอร์ก ไทมส์ ยุคหลังจึงไปตามตัวเธอเพื่อสัมภาษณ์ความสำคัญของ ลินดา แอมสเตอร์ (Linda Amster) 

พอบทความเสร็จ ทาง บก.และทนายความ เจ้าของก็ต้องมานั่งถกว่า จะตีพิมพ์ดีไหม เพราะนี่คือการทำผิดกฎหมายครั้งสำคัญ เจ้าของ บก. หัวหน้าข่าว นักข่าว ตัวเอลส์เบิร์กเองมีสิทธิติดคุกข้อหาจารกรรมได้ แม้ทนายความจะไม่เห็นด้วย แต่วิญญาณคนข่าวก็สั่งว่าต้องทำ มีคนตายจากเวียดนามมากเกินไปแล้ว เมื่อตีพิมพ์เพนตากอนเปเปอร์ไป ทาง รมว.ยุติธรรมสมัยริชาร์ด นิกสัน ได้สั่งให้หยุดตีพิมพ์ แต่นิวยอร์ก ไทมส์ ไม่ฟังครับ ยังคงตีพิมพ์ ทั้งสกู๊ปข่าวนี้ และข้อมูลจากเพนตากอน เปเปอร์ ในที่สุดรัฐบาลจึงฟ้องศาลให้มีคำสั่งห้ามตีพิมพ์ แต่นิวยอร์ก ไทมส์ ก็สู้ตาย พวกเขายื่นอุทธรณ์คำสั่งห้ามตีพิมพ์ โดยอ้างบทบัญญัติแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งที่ 1 ที่ เน้นย้ำเสรีภาพของสื่อในการนำเสนอข่าว

การต่อสู้นี้ขึ้นไปถึงศาลสูงอเมริกา มีการไต่สวน มีการโต้แย้ง สุดท้ายศาลมีคำสั่งว่านิวยอร์ก ไทมส์ สามารถตีพิมพ์เพนตากอนเปเปอร์ได้ เพราะถือเป็นการทำหน้าที่ของสื่อ ผลประโยชน์ของประเทศชาติ ไม่ได้หมายถึงผลประโยชน์ของรัฐบาลมันไม่ใช่อันเดียวกัน และนี่คือเอกสารจากอดีต ไม่ใช่ข้อมูลการทหารในปัจจุบัน



ผลจากชัยชนะครั้งนั้นทำให้เกียรติภูมิของสื่อมวลชนยิ่งใหญ่มาก แต่ถ้าแพ้ประเทศก็จะตกอยู่ใต้อำนาจของรัฐบาล ซึ่งหลายครั้งผลประโยชน์รัฐบาลกับประเทศชาติไม่ใช่หนึ่งเดียวกัน

50 ปีความยิ่งใหญ่ของเพนตากอน เปเปอร์ก็คือบางครั้งผลประโยชน์ของชาตินั้นสำคัญอย่างยิ่ง และหน้าที่ของสื่อคือการนำเสนอข่าว ความกล้าที่จะฟัดกับรัฐบาล และเสรีภาพนั้นมันได้มาด้วยการต่อสู้ หาใช่การเรียกร้องวิงวอนขอแต่อย่างใด

ตอนที่นีล ชีแฮน เจอกับดาเนี่ยล เอลส์เบิร์ก หลายปีหลังจากข่าวนี้ ชีแฮนสารภาพให้เอลส์เบิร์กฟังว่าเขาเอาเอกสารไปถ่ายสำเนา เอลส์เบิร์กเลยบอกว่า “คุณขโมยมัย เหมือนที่ผมทำสินะ” แต่ชีแฮนปฏิเสธแล้วพูดว่า ไม่ได้ขโมยมัน เอลส์เบิร์กก็ไม่ได้ขโมย เอกสารเหล่านี้คือทรัพย์สินของคนอเมริกา พวกเขาจ่ายภาษีด้วยทรัพย์สมบัติของชาติ และหยาดเลือดของลูก ๆ (ที่ตายไปในสงครามเวียดนาม)  ดังนั้นพวกเขามีสิทธิในเรื่องนี้

“พวกเราจึงไม่ได้ขโมยอะไรสักอย่าง”

นี่คือตำนานข่าวเจาะครบรอบ 50 ปีที่ยิ่งใหญ่และภาคภูมิของสื่อมวลชน โดยเฉพาะนิวยอร์ก ไทมส์ อย่างแท้จริง
 
............................................................................
คอลัมน์ : หนอนโรงพัก
โดย "ณัฐกมล ไชยสุวรรณ"
ขอบคุณภาพจาก : Pixabay,wikipidia


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 99