อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564

สงครามโลกร้อน

ถ้าเปรียบกองทัพสหรัฐเป็นประเทศล่ะก็ พวกเขาจะอยู่ในลำดับที่ 47 ของโลก ในฐานะผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกกระทบต่อโลกร้อน ตามรายงานเมื่อปี 2019 เสาร์ที่ 19 มิถุนายน 2564 เวลา 07.00 น.

แม้รายงานของมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์และเดอร์แฮม จะมุ่งไปที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพลังงานเชื้อเพลิงอย่างเดียวเท่านั้น แต่นั่นก็สะท้อนให้เห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบขนาดใหญ่จากกองทัพชาติมหาอำนาจ ที่มีต่อโลกโดยเฉพาะภาวะโลกร้อน

ส่วนองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ที่กำลังเผชิญกับโลกร้อน จึงเป็นครั้งแรกที่จะหันมาพิจารณา เรื่องการวางแผนและยุทธศาสตร์

ผู้นำพันธมิตรทางทหารชาติตะวันตกตกลงกันเรื่องแผนปฏิบัติการโลกร้อน เพื่อให้กองทัพของนาโตลดคาร์บอนให้ได้ ภายในปีค.ศ.2050 และปรับเปลี่ยน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน

นักการทูตของนาโตบอกว่า ความพยายามที่จะสู้กับภาวะโลกร้อน มีอันต้องสะดุดในช่วงที่โดนัลด์ ทรัมป์ นั่งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐอเมริกา เพราะทรัมป์บอกว่า โลกร้อนเป็นเรื่องหลอกลวง และยังนำสหรัฐออกจากข้อตกลงลดโลกร้อนที่ปารีสด้วย

ทรัมป์ยังแสดงถึงความไม่เชื่อใจในองค์การนาโตและปี 2018 ยังได้ขู่จะนำสหรัฐถอนตัวออกจากนาโต ทั้งที่ร่วมก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1949 เพื่อคานอำนาจทางทหารของสหภาพโซเวียตในขณะนั้น

แต่ขณะนี้ สหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ผู้ให้ความสำคัญในลำดับแรก ๆ เรื่องโลกร้อน ดังนั้น นาโตจึงสามารถที่จะแสดงความกังวลเรื่องโลกร้อน ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงข้ามแอตแลนติก และชาติพันธมิตรด้วย


NATO

กองทัพชาติสมาชิกนาโตต่างทราบดีอยู่แล้ว ว่าภาวะโลกร้อนย่อมส่งผลกระทบต่อความมั่นคง ที่เห็นได้ชัดคือการอพยพย้ายถิ่นฐานของประชาชน ผู้ได้รับความเดือดร้อนต้องการโยกย้าย ไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในภูมิภาคที่ดีกว่า เห็นได้จากผู้อพยพย้ายถิ่นฐานที่ยอมนั่งเรือยางอพยพข้ามทะเล ไปขุดทองเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่ในยุโรป นอกจากนั้น ก็ยังมีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำท่วมในพื้นที่ชายฝั่งที่ตั้งของค่ายทหารชาติสมาชิกนาโต แล้วยังมีการเสริมกำลังขนาดใหญ่ของประเทศรัสเซีย ในภูมิภาคอาร์กติก ขณะที่น้ำแข็งในทะเลละลาย

แต่เพื่อที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยตัวเอง จากการใช้พลังงานเชื้อเพลิงจากซากฟอซซิล ชาติสมาชิกนาโตก็ต้องปฏิรูปตัวเองในฐานะแกนหลักก่อน เพราะเคยกำหนดมาตรฐานเอาไว้ภายในองค์กร

เมื่อให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้คาร์บอนมีค่าเป็นศูนย์ภายในปี 2050 แผนปฏิบัติการของนาโตจึงต้องจัดให้อยู่ในแนวทางเดียวกัน เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงลดโลกร้อนที่ปารีส ตามเป้าหมายจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส

เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกองทัพ มักจะได้รับการยกเว้นจากประเทศต่าง ๆ เรื่องเป้าหมายลดคาร์บอนเป็นศูนย์ ไม่ได้เป็นความดีความชอบของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ซึ่งเป็นผู้บริโภคน้ำมันปิโตรเลียมรายใหญ่ที่สุดของโลก ตามรายงานวิจัยเมื่อปี 2019 ของเนตา คอร์วฟอร์ด แห่งมหาวิทยาลัยบอสตัน

ส่วนรายงานของคณะกรรมาธิการยุโรปบอกว่า ประเทศสมาชิกในสหภาพยุโรปมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกองทัพน้อย โดยคำนวณออกมาเมื่อเดือนก.พ.ที่ผ่านมา ว่าปริมาณคาร์บอนของการใช้พลังงาน ในกองทัพของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ในปี 2019 ได้คาร์บอนไดออกไซด์ 24.8 ล้านตัน ใกล้เคียงกับปริมาณคาร์บอนที่รถยนต์ 1.4 ล้านคันปล่อยออกมา

ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมชาวเยอรมันบอกว่า รถถังประจัญบานของเยอรมัน ลีโอพาร์ด 2 ใช้น้ำมันดีเซล 400 ลิตร ขณะปฏิบัติการในสนามรบได้ระยะทางแค่ 100 กม.เท่านั้น ส่วนการบริโภคน้ำมันในสหรัฐอเมริกากับรถบรรทุกขนาดเล็กที่พลเรือนใช้กัน จะอยู่ที่ 9.4 ลิตรต่อ 100 กม. ตามรายงานของทบวงเพื่อการพลังงานระหว่างประเทศเมื่อปี 2020

ประเทศสมาชิกนาโตกำลังหาทางปรับลดการใช้พลังงานไฟฟ้า หรือไม่ก็รวบรวมโมเดลเพื่อนำมาใช้ลดคาร์บอนในกองทัพ เช่น เยอรมนีมีค่ายทหารคาร์บอนเป็นศูนย์ครั้งแรก ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ และแผงพลังงานแสงอาทิตย์ เช่นเดียวกับกองทัพฮอลแลนด์ ซึ่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ แทนเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจากน้ำมันดีเซล.

------------------

เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : REUTERS


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 43