อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

จันทร์ที่ 26 กรกฎาคม 2564

สกัดสงครามกลางเมือง

นาน ๆ จะได้เห็น สมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็นจีเอ) ออกแถลงการณ์ประณาม การก่อรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน ของกองทัพเมียนมา และมีมติด้วยเสียงข้างมาก เรียกร้องต่อบรรดาชาติสมาชิก งดส่งอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าสู่เมียนมา พุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 07.00 น.

มติยังขอให้รัฐบาลทหารเมียนมา ยุติการใช้ความรุนแรงต่อประชาชน ยกเลิกคำสั่งสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่บังคับใช้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันก่อรัฐประหาร 1 ก.พ.ที่ผ่านมา ปล่อยตัวผู้ถูกจับกุมและคุมขังตั้งแต่วันนั้น ซึ่งรวมถึงนางออง ซาน ซูจี และประธานาธิบดีวิน มยินต์ 2 ผู้นำรัฐบาลพลเรือน ที่ถูกยึดอำนาจ และให้รัฐบาลทหารที่นำโดย พล.อ.มิน อ่อง หล่าย ปฏิบัติตามฉันทามติ 5 ข้อของกลุ่มอาเซียน จากที่ประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนัดพิเศษ ในกรุงจาการ์ตา อินโดนีเซีย เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ด้วย

ฝ่ายผลักดันมติ หวังว่า 193 ประเทศสมาชิกยูเอ็น จะรับรองด้วยเสียงเป็นเอกฉันท์ แต่ปรากฏว่า 119 ประเทศ “สนับสนุน” และเบลารุสประเทศเดียว “คัดค้าน” ส่วนอีก 36 ประเทศ “งดออกเสียง” ในจำนวนนี้รวมถึง 3 ประเทศยักษ์ใหญ่มหาอำนาจ และพันธมิตรของเมียนมา นั่นคือ จีน รัสเซีย และอินเดีย ตลอดจนไทย งดออกเสียงเช่นกัน

นางคริสติน ชราเนอร์ บัวร์เกอเนอร์ ทูตพิเศษยูเอ็นสำหรับกิจการเมียนมา แถลงต่อที่ประชุมยูเอ็นจีเอ วันลงมติ 18 มิ.ย.ที่ผ่านมา ว่า มีความเสี่ยงสูงมาก ที่จะเกิดสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบในเมียนมา เหมือนในซีเรีย ลิเบีย และอื่น ๆ มติปิดล้อมอาวุธเกิดขึ้นในเวลาจวนเจียนเต็มที
 
การห้ามส่งหรือขายอาวุธให้เมียนมา ไม่ได้ห้ามส่งให้เฉพาะกองทัพ แต่ห้ามส่งให้กองกำลังชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ด้วย
 
มติเป็นผลจากการเจรจาต่อรองยาวนาน โดยกลุ่มที่เรียกว่า คอร์ กรุ๊ป (Core Group) ที่ประกอบด้วย 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) และประเทศนอกกลุ่มในยุโรปอีกจำนวนมาก และ 10 ประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งรวมถึงเมียนมา


Ruptly

แหล่งข่าววงการทูตในสำนักงานใหญ่ยูเอ็น ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เผยว่า ตอนแรก 10 ชาติอาเซียนตกลงจะโหวตเป็นเสียงเดียว แต่พอยกมือลงคะแนนจริง กลับเสียงแตก นายจอ โม ตุน ทูตเมียนมาประจำยูเอ็น ซึ่งสนับสนุนรัฐบาลของนางออง ซาน ซูจี ที่ถูกกองทัพยึดอำนาจ ยกมือสนับสนุนมติ เช่นเดียวกับ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ส่วนไทย ลาว กัมพูชา และบรูไน งดออกเสียง
 
แม้จะไม่ได้รับเสียงสนับสนุนอย่างท้วมท้น ตามที่กลุ่มผลักดันคาดหวัง แต่มติของยูเอ็นจีเอ ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย สะท้อนให้เห็นถึงเสียงประณามของนานาชาติส่วนใหญ่ ที่มีต่อรัฐประหารเมียนมา และการปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วง
 
นายโอลอฟ สคูก ทูตอียูประจำยูเอ็น กล่าวว่า มติที่ออกมาถือเป็นการประกาศว่า รัฐบาลทหารเมียนมาของ พล.อ.มิน อ่อง หล่าย เป็นรัฐบาลที่ “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ส่วนนายจอ โม ตุน กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังที่ยูเอ็นจีเอใช้เวลานานมาก กว่าจะมีมติที่แทบจะ “ไร้ประสิทธิภาพ” ออกมา
 
บางประเทศที่งดออกเสียง กล่าวว่า วิกฤติเมียนมาเป็น “กิจการภายใน” คนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว อีกหลายประเทศกล่าวว่า มติน่าจะครอบคลุม การกวาดล้างนองเลือด ของกองทัพเมียนมาต่อชนกลุ่มชาวโรฮีนจา ในรัฐยะไข่ เมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่งทำให้ประชาชนเกือบ 1 ล้านคน หลบหนีข้ามแดนเข้าสู่บังกลาเทศ    


Al Jazeera English
 
มติของยูเอ็นจีเอผ่านการรับรอง หลังมีเสียงเรียกร้องจากทั่วโลก ให้ยูเอ็นดำเนินมาตรการเด็ดขาดมากขึ้น เพื่อยุติการปกครองของกองทัพในเมียนมา
 
ก่อนหน้านี้ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นเอสซี องค์กรที่เปรียบเสมือน “รัฐบาลโลก” และมติมีผลผูกพันทางกฎหมาย ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเมียนมาหลายฉบับ รวมถึงประณามการใช้ความรุนแรง ปราบปรามผู้ประท้วงโดยสันติและปราศจากอาวุธ เรียกร้องให้กองทัพรื้อฟื้น การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตย รวมทั้งให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุด และละเว้นการใช้ความรุนแรง
 
แต่ยูเอ็นเอสซียังไม่สามารถประณามการก่อรัฐประหาร หรืออนุมัติการปิดล้อมทางอาวุธ หรือมติคว่ำบาตรอื่น ๆ เนื่องจากเชื่อแน่ว่าจะถูกวีโต้ขัดขวาง จาก 2 ชาติสมาชิกถาวร ซึ่งเป็นพันธมิตรกับกองทัพเมียนมา นั่นคือ จีน และ รัสเซีย.

---------------------
                                            
เลนซ์ซูม

เครดิตภาพ : AP


คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 27