อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

อาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม 2564

ใครบ้างเสี่ยง'เบาหวาน' เร่งตรวจก่อนสายเกินแก้!

"เบาหวาน" อีกหนึ่งโรคคุ้นหูของคนไทย แต่หลายคนยังเข้าใจผิด คิดว่าคนทานหวานเท่านั้นที่ต้องป่วย แต่อันที่จริงแล้วมีความเสี่ยงอะไรบ้าง? ต้องติดตาม! เสาร์ที่ 26 มิถุนายน 2564 เวลา 14.00 น.


หากพูดถึง "โรคเบาหวาน" กันแล้ว คงเป็นอีกหนึ่งโรคคุ้นหูของคนไทย ซึ่งเป็น "โรคที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติอย่างต่อเนื่องและเรื้อรัง" เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อน ทำให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินได้น้อยกว่าปกติ หรือเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้อินซูลินออกฤทธิ์ได้ไม่เต็มที่ 

แต่หลายๆคนยังคงมีความเข้าใจผิดว่า "โรคเบาหวาน" นั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะ ผู้ที่รับประทานหวานมากเกินไปเท่านั้น แต่ทราบหรือไม่ว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงอีกมาก ที่จะก่อให้เกิดโรคได้



โดย "นพ.ธวัชชัย ภาสุรกุล อายุรแพทย์" ศูนย์เบาหวานและต่อมไร้ท่อ โรงพยาบาลนวเวช ได้กล่าวถึงปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานว่ามีหลายอย่าง และน้ำหนักของแต่ละอย่างก็ไม่เท่ากัน มีงานศึกษาปัจจัยเสี่ยงหลายๆ อย่างของเบาหวาน แล้วนำข้อมูลมาคำนวณเป็นคะแนนความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานในอนาคต ซึ่งสามารถใช้ทำนายความเสี่ยงในอีก 12 ปีข้างหน้าได้อย่างแม่นยำพอสมควรในคนไทย

การแปลผลคะแนนความเสี่ยง คะแนนยิ่งสูง ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มมากขึ้น คะแนนสูงสุดคือ 17 คะแนน ผู้ที่ต้องการจะรู้ว่าตัวเองมีความเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานมากน้อยแค่ไหนก็ลองทำตามตารางดู ถ้าได้คะแนนตั้งแต่ 6 ขึ้นไป ควรจะไปตรวจเช็กเบาหวาน



แล้วใครล่ะ ที่ควรตรวจเบาหวาน? จากตารางข้างบนจะเห็นว่า เบาหวานมีปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง และแต่ละอย่างก็มีน้ำหนักไม่เท่ากัน แล้วในผู้ใหญ่ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 ได้ถึงมากกว่า 90% ควรจะคัดกรองเบาหวานเมื่อไหร่?.. 

1.ในประชากรทั่วไป ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป 
2.ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน (ดัชนีมวลกาย >25 กก./ตร.ม. หรือ >23 กก./ตร.ม.ในคนไทย) ที่มีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้
-มีประวัติเบาหวานในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง สายตรง
-มีประวัติเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ
-เป็นความดันโลหิตสูง หรือรับประทานยารักษาอยู่
-ผู้ที่มีไขมันผิดปกติ HDL <35 มก./ดล. และ/หรือ Triglyceride >250 มก./ดล. หรือรับประทานยารักษา
-ผู้ที่ไม่ออกกำลังกาย
-กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic ovarian syndrome) ในผู้หญิง
-ผู้ที่มีลักษณะทางคลินิกที่เกิดร่วมกับ "ภาวะดื้อต่ออินซูลิน" (Insulin resistance) เช่น อ้วนมาก (severe obesity) acanthosis nigricans (รอยปื้นดำ หนา ขรุขระ ที่บริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ เป็นต้น)
-เชื้อชาติที่มีความเสี่ยงสูง เช่น แอฟริกันอเมริกัน ลาติน อินเดียนแดง กลุ่มชนหมู่เกาะแปซิฟิก เป็นต้น
-ผู้หญิงที่อ้วน และวางแผนที่จะมีบุตร ควรตรวจเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน ด้วย
บุคคลเหล่านี้ควรตรวจเบาหวานใน "ทุกอายุ"



3.ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเบาหวาน (น้ำตาลสูงกว่าปกติ แต่ไม่ถึงเกณฑ์วินิจฉัยเบาหวาน) ควรได้รับการตรวจเบาหวาน "ทุกปี"
-HbA1c = 5.7-6.4%,
-ค่าน้ำตาลหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมงขึ้นไป อยู่ระหว่าง 100-125 มก/ดล. (Impaired fasting glucose หรือ IFG คือน้ำตาลขณะอดอาหารบกพร่อง) 
4.ผู้หญิงที่มีประวัติเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ควรตรวจเบาหวานตลอดไป อย่างน้อยทุก 3 ปี (กรณีที่ยังไม่เป็น)
5.ผู้ที่เป็นโรคเอดส์ (HIV) ซึ่งถ้าตรวจแล้วปกติ ควรตรวจอย่างน้อยทุก 3 ปี หรือแล้วแต่ปัจจัยเสี่ยง และผลการตรวจ



ส่วนสิ่งสำคัญที่ "ต้องคำนึง" ในภาวะก่อนเบาหวานและเบาหวานประเภทที่ 2 ต้องบอกว่าไม่มีใครทราบ "จุดเริ่มต้น" (onset) ของเบาหวาน จะเป็นเมื่อไหร่เพราะ..
-ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไร หรืออาการน้อยจนไม่ทราบว่า นั่นคืออาการของเบาหวาน
-ถ้าชะล่าใจ หรือประมาท คิดว่าไม่เป็นอะไร อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังได้
-ถ้ารู้ตัวว่าเป็นภาวะก่อนเบาหวาน สามารถป้องกัน หรือชะลอการเป็นเบาหวานในอนาคตได้

ฉะนั้น "การตรวจเบาหวาน" จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ เพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต ไม่ต้องกลัวถ้าจะต้องเป็น ดีกว่าเป็นโดยไม่รู้ ป้องกันดีกว่ารักษา เและยังเป็นการป้องกันไม่ให้เป็น "โรคเบาหวาน" หรือเกิดโรคแทรกซ้อนอีกด้วย...


................................
คอลัมน์ : Healthy Clean
โดย "พรรณรวี พิศาภาคย์"



คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    100%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 47