อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564

อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์

พฤหัสบดีที่ 23 กันยายน 2564

บทเรียนทวงคืน 2 ทับหลัง โจรกรรมโบราณวัตถุไทย!

ภายหลังจากไทยได้ดำเนินการทวงคืน ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และ ทับหลังปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว มาจากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา หลังถูกโจรกรรมไปนานกว่า 50 ปีเต็ม อาทิตย์ที่ 27 มิถุนายน 2564 เวลา 07.00 น.


กว่าจะได้กลับคืนมาต้องใช้เวลากว่า 5 ปี ต้องยื่นเรื่องและหาข้อมูลเพื่อยืนยันหลักฐานถึงการลักลอบนำออกนอกประเทศ สิ่งนี้นอกจากจะทำให้เห็นช่องโหว่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันแล้ว ในอนาคต นอกจากการทวงถามเพื่อทวงคืนโบราณสถานชิ้นอื่น ๆ แล้ว ไทยยังต้องหาแนวทางในการพัฒนาความรู้ของคนในท้องถิ่น เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลโบราณสถานให้อยู่กับคนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืนด้วย 


   
          
ตั้งต้นทวงคืน 133 โบราณวัตถุ
ทีมข่าว 1/4 Special Report มีโอกาสพูดคุยกับ นายดิษพงศ์ เนตรล้อมวงศ์ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถึงที่มาของการติดตามทวงคืนโบราณวัตถุ จากประเทศสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ช่วงปี 2559 มีกระแสจากภาคเอกชน และนักวิชาการอิสระ กลุ่มสำนึก 300 องค์ที่ช่วยกันให้ตามทวงคืนโบราณวัตถุของไทย ที่มีอยู่ในต่างประเทศ ช่วงนั้นกรมศิลปากรมีการตื่นตัวก็ตั้งคณะกรรมการในการติดตามเช่นกัน จึงตั้งต้นโดยการสืบค้นผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เป้าหมายแรกมุ่งเน้นค้นหาข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์ ในสหรัฐอเมริกา เนื่องจากมีการจัดการข้อมูลเผยแพร่ผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นระบบ

กระทั่งได้ข้อมูลรายการโบราณวัตถุมาส่วนนึง ประมาณ 133 รายการ จึงตั้งคณะกรรมการติดตามขึ้น จากนั้นปี 2560 อุปทูตสหรัฐอเมริกา ณ ตอนนั้น ได้เข้าพบรัฐมนตรี พร้อมเจ้าหน้าที่ สำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ประจำประเทศไทย เพื่อปรึกษาหารือ เกี่ยวกับโบราณสถานของไทยในสหรัฐ ต่อ   จากนั้นที่ประชุมคณะกรรมการมีมติให้เริ่มทวงคืนโบราณวัตถุของไทยที่มีหลักฐาน เช่น ภาพ ถ่าย รวมถึงโบราณวัตถุที่คนทั่วไปไม่สามารถครอบครองได้ ซึ่งเป็นโบราณวัตถุที่ยึดติดอยู่กับโบราณสถาน โดยไม่สามารถแอบอ้างได้ว่า สิ่งของที่ได้รับมาเป็นมรดกตกทอด ตลอดจนโบราณวัตถุที่คาดว่ามีการลักลอบนำออกไป แม้ไม่มีหลักฐาน เช่น โบราณวัตถุ ของกลุ่มประโคนชัย

สำหรับการทวงคืน ทับหลังปราสาทหนองหงส์ จ.บุรีรัมย์ และ ทับหลัง​ปราสาทเขาโล้น จ.สระแก้ว จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ในสหรัฐอเมริกา มีการทำงานต่อเนื่อง โดยทับหลังปราสาทหนองหงส์ อยู่ในลิสต์รายชื่อตั้งแต่เริ่มต้น เพราะมีการระบุชัดเจนถึงแหล่งที่มา ส่วนทับหลังปราสาทเขาโล้น แม้ไม่ได้ระบุถึงแหล่งที่มา แต่นักวิชาการอิสระมีการระบุว่า เป็นชิ้นเดียวกับที่ระบุไว้ในหนังสือศิลปะขอม โดยทีมงานต้องทำข้อมูลใหม่ เพื่อนำไปยืนยันกับทางสหรัฐอเมริกาว่า ทับหลังชิ้นนี้ มีลักษณะตรงกับภาพถ่ายในอดีต



เส้นทางหายไปของ “2 ทับหลัง
นายดิษพงศ์ มองว่า เส้นทางการหายไปของโบราณวัตถุของไทย โดยเฉพาะทับหลังมักหายไปในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน โดยจะเกี่ยวโยงกับหน่วยงานต่างประเทศที่มาตั้งฐานทัพในพื้นที่ สิ่งนี้สะท้อนถึงช่องโหว่ในช่วงเวลานั้น แม้ไทยมีกฎหมายห้ามลักลอบนำโบราณวัตถุออกนอกประเทศมาตั้งแต่สมัย ร.7 แต่มีหลายเหตุการณ์ที่มีการลักลอบนำออกนอกประเทศ หรือคนไทยเองก็ลักลอบขุด เพราะอดีตหลายพื้นที่ห่างไกลจนทำให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ไม่สามารถดูแลทั่วถึง โดยขบวนการลักลอบส่วนใหญ่ มีคนไทยที่พาเข้าไปชี้เป้าหมายของมีค่าที่อยู่ในโบราณสถาน ส่วนชาวต่างชาติ จะเป็นผู้ลักลอบและส่งออกไปให้พ่อค้าในต่างประเทศ และทำการชุบตัวโบราณวัตถุ ก่อนส่งขายให้นักสะสม หรือพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ

ที่น่าสนใจคือ โบราณวัตถุที่หายไปในช่วงเวลานั้น ส่วนใหญ่กรมศิลปากรจะสำรวจทำข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งเผลอ ๆ คนไทยที่ชี้เป้า อาจจะเปิดหนังสือของกรมศิลปากร ที่ทำการสำรวจไว้ แล้วให้ผู้ลักลอบชาวต่างชาติ นำไปขายในต่างประเทศ ค่านิยมการสะสมโบราณวัตถุในต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะอยู่ในหมู่คนที่มีฐานะทางสังคม โดยแต่ละคนจะมีความสนใจเฉพาะด้านที่แตกต่างกัน เช่น เครื่องถ้วย หรือผ้าไหม นักสะสมรุ่นใหม่อาจเสาะหาโบราณวัตถุประเภทใหม่ ๆ มากขึ้น แต่โบราณวัตถุของไทย นักสะสมในต่างประเทศอาจไม่ได้มีเยอะมาก ถ้าเทียบกับของจีน และอินเดีย ที่เป็นต้นธารด้านศิลปะ

สำหรับเส้นทางการหายของทับหลังปราสาทหนองหงส์ ถูกโจรกรรมจากไทยสูญหายไปช่วงประมาณปี 2509 และถูกส่งไปให้นายหน้าในประเทศอังกฤษ ก่อนจะขายให้มหาเศรษฐีนักสะสมชื่อ “เอเวอรี บรันดิจ” ชาวอเมริกา โดยเขาตั้งมูลนิธิเพื่อรับซื้อโบราณวัตถุ และให้พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ยืมไปจัดแสดง จนสุดท้ายตกมาอยู่ที่ พิพิธภัณฑ์ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก ส่วนทับหลังปราสาทเขาโล้น ถูกโจรกรรมหายไปช่วงปี 2510 และถูกขายให้กับ “เอเวอรี บรันดิจ” ก่อนจะนำมาจัดแสดงอยู่ที่เดียวกันในพิพิธภัณฑ์ Asian Art Museum เมืองซานฟรานซิสโก

ขบวนการลักลอบขายโบราณวัตถุในต่างประเทศ ส่วนใหญ่มีการเปลี่ยนมือเร็ว โดยนายหน้าจะขายให้นักสะสม ที่ส่วนใหญ่มีการจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ที่จะมีโอกาสในการทวงคืนยากกว่า เช่น ทับหลังปราสาทเขาโล้น มีการถ่ายรูปสำรวจไว้ในหนังสือปี 2510 ซึ่งในปีเดียวกันจากนั้นก็หาย แต่ในปี 2511 ไปปรากฏในพิพิธภัณฑ์ที่สหรัฐอเมริกา



อนาคตอยากให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมดูแล
ผอ.กลุ่มวิจัย สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของแนวทางการทวงคืน ทีมงานติดตามได้มีการแปลเอกสารจดหมายเก่า รวมถึงยืนยันโดยภาพถ่ายของกรมศิลปากร ประกอบกับการเข้ามาตรวจสอบของสำนักงานสืบสวนเพื่อความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ (Homeland Security Investigation–HSI) ที่เข้าไป     ตรวจสอบ จนพบหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า ทับหลังทั้ง 2 ชิ้น ถูกลักลอบนำออกมาจากประเทศไทย ก่อนจะมีการส่งคืนกลับมาสำเร็จ พร้อม    จัดทำพิธีบวงสรวงไปเมื่อ     วันที่ 31 พ.ค. 64 ที่ผ่านมา เบื้องต้นจะจัดแสดงไว้ใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร สำหรับการส่งมอบไปจัดแสดงในพื้นที่เดิมจะต้องดูถึงความเหมาะสม ว่ามีหน่วยงานไหนที่ดูแลพื้นที่นั้นให้มีความปลอดภัย

จากตัวอย่าง ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ หลังจากทวงคืนก็นำไปติดในพื้นที่ปราสาทพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ เพราะอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์ มีเจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากรดูแลตลอด 24 ชั่วโมง แต่ปราสาทหนองหงส์และเขาโล้นอยู่กลางแจ้ง จึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัย โดยเฉพาะผู้ที่เข้ามาแสวงหาผลประโยชน์ด้านไสยศาสตร์ หรือผู้ที่มือบอน ซึ่งอาจทำให้ทับหลังเสียหายได้ ในทางกฎหมายมีการระบุว่า โบราณวัตถุสมบัติชาติ ให้กรมศิลปากรดูแล แต่อธิบดีมีอำนาจ ที่จะมอบให้หน่วยงานอื่นเป็นผู้ดูแลรักษาได้ แต่ต้องมีหน่วยงานท้องถิ่นที่ยกมืออาสา ทำแผนการดูแลรักษา และการให้ความรู้กับประชาชนในระยะยาว ซึ่งเราไม่อยากให้ท้องถิ่นนำทับหลังไปแล้วจบ ไม่ได้ต่อยอดในเชิงความรู้ให้กับคนในท้องถิ่น

ในอนาคตท้องถิ่น อาจจะมีการสร้างพิพิธภัณฑ์ หรือในระยะแรกนี้ อาจนำไปตั้งในพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ใกล้ ๆ ซึ่งจะอยู่ในความดูแลของกรมศิลปากร เพราะถ้าพูดตามตรง ก็อยากให้ไปตั้งในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพราะการนำมาตั้งในพิพิธภัณฑ์พระนคร ซึ่งมีโบราณวัตถุหลายอย่างจัดแสดง ตัวทับหลังอาจจะไม่โดดเด่น หรือเรื่องราวไกลกว่าคนที่เข้ามาชมจะสัมผัสได้เหมือนสถานที่จริง.

คุณเห็นด้วยกับข่าวนี้หรือไม่

  • เห็นด้วย
    0%
  • ไม่เห็นด้วย
    0%

ความคิดเห็น

บอกต่อ : 20